posttoday
"นายทุน-รัฐธรรมนูญ"ตัวแปรความขัดแย้ง

"นายทุน-รัฐธรรมนูญ"ตัวแปรความขัดแย้ง

06 กุมภาพันธ์ 2555

ส่องทัศนะวิกฤตการเมืองไทยในงานเสวนาวิชาการ "วิกฤตประเทศไทย ใครคือตัวการ?"

ส่องทัศนะวิกฤตการเมืองไทยในงานเสวนาวิชาการ "วิกฤตประเทศไทย ใครคือตัวการ?"

โดย.......ชัยรัตน์ พัชรไตรรัตน์

ตลอด 5 ปีกับวิฤติทางการเมืองในประเทศไทย สร้างความแตกแยกให้กับสังคมจนเกิดความร้าวฉานถึงที่สุด ทำให้ “กลุ่มสยามประชาภิวัฒน์” ได้จัดเสวนาทางวิชาการ เรื่อง “วิกฤตประเทศไทย ใครคือตัวการ?” ที่ห้องประชุมจี๊ด เศรษฐบุตร คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ 

“อมร จันทรสมบูรณ์” อดีตเลขาธิการกรรมการกฤษฏีกา และผู้เชี่ยวชาญเรื่องรัฐธรรมนูญ สะท้อนภาพให้เห็นว่า การปกครองของประเทศไทยเป็นระบอบประชาธิปไตย แต่ยังมีเผด็จการนายทุนเข้ามาแทรก ผูกขาดอำนาจ ระบบเผด็จการนี้เกิดขึ้นเมื่อปี 2535 จะเห็นว่าขณะนี้มีประเด็นเรื่องความปรองดอง แต่ความปรองดองไม่ใช่การออกกฏหมายให้คนกอดกัน ต้องทำถูกให้เป็นถูก ผิดให้เป็นผิด ดังนั้น ประเทศไทยไม่ใช่ระบอบประชาธิปไตย แต่เป็นผเด็จการระบอบนายทุนในรัฐสภา 

ทั้งนี้ ระบบต่อประเทศที่เป็นประชาธิปไตย อยู่ที่การเลือกตั้งว่าจะเป็นประชาธิปไตยหรือไม่ คือ 1.สิทธิการเลือกตั้ง 2.สิทธิของการรับสมัครเลือกตั้ง วันนี้สิ่งที่นักวิชาการลืมไป คือ สิทธิของการรับสมัครเลือกตั้ง บุคคลต้องมีสิทธิเลือกตั้ง ไม่จำเป็นต้องสังกัดพรรคการเมืองใครจะตั้งก็ได้ และเมื่อได้รับการเลือกตั้งมาแล้ว สส.จะใช้ดุลพินิจบริหารประเทศ ตามมโนธรรม ออกเสียงได้ด้วยตนเอง ไม่ใช่โหวตตามคำสั่ง

“มีประเทศไหนบ้างที่คนจะเป็นรัฐมนตรี ต้องบินออกนอกประเทศ  เพื่อออกไปปรึกษานายทุน หรือถ้าพรรคการเมืองไม่มีหัวหน้าพรรค ก็ให้ภรรยาเป็นหัวหน้าพรรค เหตุการณ์เหล่านี้แสดงความผิดปกติในการเมืองของเรา  และคนที่เป็นหัวหน้าพรรคต้องเป็นนายกรัฐมนตรี  นี่คือทบัญญัตเดียวบนโลกนี้” 

อย่างไรก็ดี ระบบการเมืองไทยเป็นต้อหิน ตาบอดสนิทไปแล้ว เพราะบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญไม่เป็น ประชาธิปไตย โดยเฉพาะให้สส.ในพรรคการเมืองปฏิบัติหน้าที่โดยไม่บริสุทธิ์ใจตั้งแต่ต้น เช่น การที่ลงสมัครรับเลือกตั้งต้องเป็นสมาชิกพรรค 90 วันก่อนการเลือกตั้ง  ดังนั้น สส.จึงตกอยู่ใต้อาณัติของนายทุนพรรค ขาดความเป็นอิสระ สส.จะปฏิบัติหน้าที่ตามซองที่ได้รับ จากเจ้าของพรรค

"นายทุน-รัฐธรรมนูญ"ตัวแปรความขัดแย้ง

จึงเห็นได้ว่าสส.ไม่จำเป็นต้องสังกัดพรรค จะมีพรรคการเมืองหรือไม่ก็ได้ พรรคการเมืองในรัฐสภาในโครงสร้างนี้ จึงเป็นพรรคนายทุนทั้งสิ้น  เริ่มจากพรรคท้องถิ่น ต่อมาก็เป็นระดับชาติ   เพื่อเข้ามาผูกขาดอำนาจรัฐ  และซื้อเสียงในสภา คอรัปชั่น และกลับไปซื้อเสียงให้เลือกตั้ง  นักการเมืองจึงแข่งขันกันเพื่อมาคอรัปชั่น การแก้ปัญหาการเมืองไทยจะต้องมีระบบข้าราชการที่ดี กระบวนการยุติธรรมที่มีประสิทธิภาพ นักวิชาการที่เสนอกฏหมายต้องเข้าใจรัฐธรรมนูญที่แท้จริง ไม่ใช่สอนแบบตาบอดคลำช้าง  สถานบันพระมหากษัตริย์อยู่ส่วนไหนของช้างยังไม่รู้เลย  ซึ่งการแก้รัฐธรรมนูญ ต้องมุ่งแก้ที่สถาบันการเมืองเสียก่อน

“จรัส สุวรรณมาลา” อาจารย์รัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มองว่า การบิรหารประเทศ แบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม คือ นักการเมือง และข้าราชการ ซึ่ง 2 ส่วนมักร่วมมือกันหักหลังประชาชน แต่ไม่ใช่เรื่องแปลก และเปรียบได้กับไปงานบุฟเฟ่ต์ ซึ่งการแย่งชิงดังกล่าวเป็นการไร้ระเบียบ และหากให้โอกาสสัมคมเป็นในลักษณะนี้ คนมีการฆ่ากันตายแน่ๆ

ดังนั้น ประชาธิปไตยจึงออกระเบียบเพื่อให้ไม่แย่งกัน และจึงเปลี่ยนสังคมให้เป็นการแบ่งปัน แต่ปัญหาคือ ประชาธิปไตยบ้านเรา หากใครใหญ่กว่าก็สามารถแย่งได้มากกว่า ส่วนผู้แพ้ถูกตัดสิทธิไม่ได้อะไรซักอย่าง เพราะฉะนั้น อยากจะได้ก็ต้องไปอยู่กับกลุ่มผู้ชนะ หรือยอมจ่ายให้ได้ส่วนแบ่ง แต่การแย่งชิงแบบนั้นเป็นกลุ่มโจร ไม่ใช่ประชาธิปไตย

“วันนี้คนแย่งชิงแล้วชนะในสังคมบ้านเรา เงินกองกลาง คือ ภาษีเรา เก็บไปกองทั้งหมด คนที่ชนะในสังคมแบบนี้ คือ นักการเมืองที่มีทุนและสมคบกับข้าราชการบางกลุ่ม และวันนี้ประเทศไทยเป็นสังคมการปกครองที่มีระบอบเผด็จการทุนอำมาตย์ผูกขาด”

ส่วนจะปฏิรูปการเมืองอย่างไร การแก้ไขรัฐธรรมนูญ จะมีการสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) หรือไม่ คิดว่าเป็นเรื่องเล็กมาก ที่ผ่านมามีการแก้ไขหลาย 10 ครั้ง แต่ไม่เคยมีการปฏิรูปการเมืองอย่างจริงจัง อย่างไรก็ดี อยากเสนอ 2 ประการ คือ 1.เราจะออกจากการผูกขาดรวมศูนย์แบบนี้ได้อย่างไร คิดว่าเรื่องดังกล่าวต้องกระจายอำนาจให้คนในพื้นที่ปกครอง และใช้เงินที่เก็บภาษีมาเอง และรัฐบาลจะเหลือเท่าไหร่ ก็เป็นเรื่องที่รัฐบาลต้องไปจัดการปัญหาเอาเอง จะช่วยลดการแย่งผลประโยชน์ได้เยอะ

“ตอนนี้รัฐบาลมีเงินในกระเป๋า 1.1 ล้านล้านบาท ที่เหลือให้จังหวัดและท้องถิ่นใช้ เป็นการแก้ปัญหาการผูกขาดได้ และที่ผ่านมาคนที่ค้านการกระจายอำนาจ คือ นักการเมือง และข้าราชการ เพราะเขากุมอำนาจอยู่ และการแก้รัฐธรรมนูญผมไม่ได้คัคค้าน แต่จะลดการผูกขาดอำนาจทางการเมืองได้อย่างไร”

วิธีการแก้ เช่น แฉ ประนาม และก็ปฏิเสธไม่เอานักการเมืองหรือพรรคการเมืองทำนองนี้ ข้าราชการ และพวกเราในฐานะภาคประชาชนที่จำเป็นต้องทำ อย่างไรก็ดี รัฐธรรมนูญ 50 พยายามจัดการเรื่องดังกล่าว หลายคนปฏิเสธ มองว่าทำให้พรรคการเมืองอ่อนแอ เพราะถ้าให้ฝ่ายหนึ่งมีอำนาจมากเกินไป อีกฝ่ายต้องลดลง เมื่อให้ประชาชนมีอำนาจมาก พรรคการเมืองก็ต้องลดลง แน่นอนว่าฝ่ายการเมืองคงไม่ชอบ

ดังนั้น ต้องให้อำนาจหรือกฎหมายกับประชาชนในการแฉ ต้องปิดประตูไม่ให้นักการเมืองและข้าราชการรวมหัวกันได้ เช่น ซื้อขายตำแหน่ง หรือการโยกย้ายข้าราชการ และไมให้นักการเมืองเข้าไปกินตำแหน่งฝ่ายบริหาร ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญ ซึ่งรธน. 50 ก็ทำ

“เราไม่ได้ปฏิเสธเรื่องการแก้รัฐธรรมนูญ เพราะรัฐธรรมนูญยังไม่สมบูรณ์ จำเป็นต้องมีการปรับปรุง แต่คนที่จะเข้ามาแก้ไม่ได้ต้องการมาทำแบบนี้  ซึ่งโจทย์ไม่ได้ต้องการปฏิรูปการเมือง แต่ต้องการแก้เพื่อยกระดับกินรวบให้กว้างขวางมากขึ้น เพราะฉะนั้น ยิ่งพยายามแก้โดยมีส.ส.รหรือไม่ ก็เท่ากับว่าไปติดกับปัญหาเดิมๆ”

“บรรเจิด สิงคะเนติ” คณบดีคณะนิติศาสตร์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสต บอกว่า การเมืองไทยหลัง ปี พ.ศ. 2535 จนถึงปัจจุบันเป็นระบบเผด็จการพรรคนายทุน และเป็นจุดเริ่มต้นของการเกิดปัญหาการเมืองมาจนวันนี้ ซึ่งชัดเจนขึ้นตั้งแต่วันที่ 21 ส.ค. 2554 ที่ศาลรัฐธรรมนูญตัดสินคดีซุกหุ้น พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ซึ่งเปรียบเสมือนรัฐธรรมนูญ ปี 2540 ก็ถูกหักและปัญหายังบานปลายจนถึงวันนี้

ในช่วงก่อนปี 2535 นั้น อำนาจทหารมีอย่างมากในสังคมไทย แต่เมื่อมีพรรคการเมืองนายทุน อำนาจก็ถูกเปลี่ยน พรรคการเมืองจึงกลายเป็นบริษัทการเมืองตามรัฐธรรมนูญ และไม่ใช่พรรคการเมืองที่เป็นตัวแทนประชาชนตามความหมายแบบตะวันตก กลายเป็นสมบัติส่วนบุคคล ซึ่งนายทุนสามารถกดรีโมตบังคับได้ อาทิ อำนาจนิติบัญญัติ ผลประโยชน์ที่ประชาชนพึงจะได้รับจึงตอบสนองที่ผู้ซึ่งเป็นเจ้าของพรรคการเมืองเท่านั้น

“ปรากฎการณ์ 1 ครอบครัว 3 นายกรัฐมนตรี อธิบายการครอบครองพรรคจากนายทุนได้เป็นอย่างดี ผู้ที่ควบคุมพรรคเหล่านี้ มีเสื้อคลุมประชาธิปไตยแต่ข้างในเป็นเผด็จการ ตรงนี้จึงเป็นเรื่องที่ต้องแจงให้เข้าใจว่าในประชาธิปไตยที่ซ่อนรูป มีเจ้าของพรรคที่กดรีโมต ทั้งนี้ สังคมไทยเป็นระบบอุปถัมภ์ที่หนาแน่น ถูกอุปถัมภ์โดยทุนการเมือง ประชาธิปไตย ประชาธิปไตยไทยจึงมีเพียงเปลือก แต่ข้างในเป็นเผด็จการ และเราไม่สามารถปล่อยให้ประเทศไทยทำแบบนี้ได้ยืนยาว ก่อนที่ประเทศไทยจะมีหนี้สิน หนี้สาธารณะที่เกินตัวและเราจะต้องพ้นออกไปจากวังวนนี้”

อำนาจทุนผูกขาดได้แทรกซึมสังคมไทยทุกระดับ รวมทั้งแวดวงนักวิชาการ เห็นได้จากความพยายามที่จะให้พระมหากษัตริย์ซึ่งเป็นประมุขของรัฐ เป็นเพียงสัญญลักษณ์ ด้วยการแก้มาตรา 112 หากดูข้อเสนอนักวิชาการกลุ่มนี้ จะเห็นว่าเป็นการเชื่อมโยงธุรกิจผูกขาดเข้าสู่การเมืองตั้งแต่การเสนอให้พระมหากษัตริย์ต้องสาบานตนต่อรัฐสภา และการเสนอให้ฝ่ายตุลาการได้รับการแต่งตั้งโดยรัฐสภา

“แม้รัฐธรรมนูญ 50 จะไม่เป็นประชาธิปไตย แต่ก็ทำให้การแสวงหาผลประโยชน์ของพรรคการเมืองทำได้ยาก เพราะทำแล้วอาจจะต้องถูกยุบพรรค เราควรต้องตื่นรู้ว่าจะยอมอยู่ใต้ระบบทุนเผด็จการผูกขาดอย่างสมบูรณ์หรือไม่ เพราะถ้ามีการแก้เมื่อไร สังคมไทยจะตกอยู่ภายใต้ทุนเผด็จการผูกขาดที่จะไม่มีอะไรแก้ไขได้นอกจากการรัฐประหาร ซึ่งถึงขณะนั้นกองทัพก็อาจจะไม่เหลือแล้ว เพราะต้องอยู่ภายใต้อำนาจรัฐ”   

“โอฬาร ถิ่นบางเตียว” อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์และนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา กล่าวว่า เรากำลังอยู่ในสภาวะผิดปกติ จนเป็นปกติ เจตนารมณ์รัฐธรรมนูญ ปี 40 ต้องการคงไว้ซึ่งเสถียรภาพการเมือง การแก้ปัญหาคอร์รัปชั่น การมีส่วนร่วม กระทั่งการกระจายอำนาจสู่องค์ปกครองส่วนท้องถิ่นถูกบิดเบือน เราทุกคนสนับสนุนหลักการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น แต่กระบวนการนี้ถูกบิดเบือนจนเป็นการจัดสรรอำนาจในท้องถิ่นไปอยู่กับชนชั้นนำ ที่มีความพร้อมมากกว่า มีทรัพยากรพร้อมมากกว่าบนหลักการการเลือกตั้ง

ทั้งนี้ แม้การเลือกตั้งเป็นวิถีสำคัญในระบอบประชาธิปไตย แต่เมื่อคนบางกลุ่มผูกอำนาจในท้องถิ่น ในทางหนึ่งก็กลายเป็นอาชญากรการเมืองที่ทำร้ายสังคม พรรคการเมือง ได้เช่นกัน และหนีไม่พ้น 3 ประการ คือ 1.ตัวแทนกลุ่มทุน ที่อ้างว่าเป็นของมวลชน 2.ประชาธิปไตยแบบพันธุกรรม ที่พ่อเป็นผู้แทน ลูกก็มีโอกาสเป็น และนำไปสู่การจัดตำแหน่งรัฐมนตรี ที่ไม่ได้ขึ้นอยู่กับความรู้ความสามารถ แต่เป็นการต่อรองเก้าอี้ผ่านจำนวนสส. และ3.นักการเมืองไทยเห็นแก่ผลประโยชน์ตนเองและพวกพ้องเป็นที่ตั้ง

“คมสันต์ โพธิ์คง” อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช  กล่าวว่า เราได้ยินแต่ว่าการรัฐประหารเป็นความเลวร้ายในระบบประชาธิปไตย แต่ถามว่าตั้งแต่ปี35 เราเคยมีประชาธิปไตยจริงๆหรือไม่ เพราะการก่อเกิดของพรรคการเมืองมาจากหลักคิดของคนที่เป็นนายทุนธุรกิจการเมือง ภายใต้การเอาทรัพยากรประเทศไปให้ความมั่งคงกับคนบางกลุ่ม และคนในตระกูล มีการฆ่ารัฐธรรมนูญ ชำเรารัฐธรรมนูญโดยการแทรกแซงองค์กรต่างๆ เอาสมบัติชาติไปเร่ขายให้กับต่างชาติ อีกทั้ง การเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมาก็ไม่ได้พิสูจน์ถึงความบริสุทธิ์ การเลือกตั้งที่พยายามคาดหวังว่าจะนำไปสู่ประชาธิปไตยยังห่างไกล             

ข่าวล่าสุด

MEA เตือนมิจฉาชีพปลอมบัตรพนักงาน หลอกคืนเงินมิเตอร์ดิจิทัล

MEA เตือนมิจฉาชีพปลอมบัตรพนักงาน หลอกคืนเงินมิเตอร์ดิจิทัล