
บทเรียนจากโตโยต้า
...นายศาสตรา
กรณีที่โตโยต้าต้องเรียกคืนรถถึง 2.3 ล้านคัน ซึ่งมีปัญหา
“คันเร่งค้าง” มาแก้ไขเมื่อเดือน ม.ค. สร้างความสั่นสะเทือนให้แก่โตโยต้าอย่างรุนแรง และไม่ทันไรในเดือนต่อมา คือ เดือน ก.พ. โตโยต้าก็ต้องเรียกคืนรถรุ่นพรีอุส และเลกซัสไฮบริด รุ่นปี 2553 กลับมาเพื่อแก้ปัญหาเรื่องเบรกกรณีดังกล่าวเป็นเรื่องน่าสนใจว่าเกิดอะไรขึ้นกับบริษัทรถยนต์ญี่ปุ่นที่ยิ่งใหญ่อย่างโตโยต้า ซึ่งได้สร้างตำนานอันยิ่งใหญ่ กลายเป็นบริษัทรถยนต์ที่มียอดขายสูงสุดของโลก แซงหน้ายักษ์ใหญ่อย่างจีเอ็ม ฟอร์ด และไครสเลอร์ ของสหรัฐ และรถยุโรปยี่ห้ออื่นๆ ทั้งหมด
บริษัทรถยนต์โตโยต้าถือกำเนิดมาตั้งแต่ปี 2473 เป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมที่ฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็วหลังการพ่ายแพ้อย่างยับเยินของญี่ปุ่นในสงครามโลกครั้งที่ 2 จนสามารถส่งรถรุ่นแรกคือโตโยเปต ไปขายในสหรัฐตั้งแต่ปี 2501 แม้จะไม่ประสบผลสำเร็จ แต่อีกไม่กี่ปีต่อมาก็สามารถส่งรถรุ่นโคโรน่าไปขายได้ดีในสหรัฐ เมื่อปี 2507 ต่อมาอีกเพียง 5 ปี คือในปี 2512 ก็สามารถส่งรุ่นโคโรลล่าไปขายและประสบความสำเร็จอย่างงดงาม จนโตโยต้าเริ่มตั้งโรงงานผลิตรถรุ่นนี้ในสหรัฐเป็นรุ่นแรกที่เมืองจอร์จทาวน์ในมลรัฐเคนทักกี ในปี 2531
ระบบคุ้มครองผู้บริโภคอันเข้มงวดของสหรัฐ ทำให้โตโยต้าเริ่มประสบปัญหาตั้งแต่ปี 2529เมื่อสำนักงานความปลอดภัยการจราจรทางหลวงแห่งชาติของสหรัฐ สั่งให้โตโยต้าเรียกรถคืนมาแก้ปัญหาคันเร่ง
ปัญหาดังกล่าวแก้ไขลุล่วงไปด้วยดี จนถึงปี 2545 ผู้ใช้รถโตโยต้าเริ่มพบปัญหาคันเร่งอีกในรุ่นคัมรี่ โดยพบว่ารถจู่ๆ ก็เร่งความเร็วขึ้นเองโดยคนขับไม่ได้ตั้งใจ โดยเริ่มจากการตรวจสอบและรายงานขององค์กรวิจัยและยุทธศาสตร์ความปลอด ซึ่งเป็นองค์กรคุ้มครองผู้บริโภคในมลรัฐแมสซาชูเซตส์ ที่พบปัญหาดังกล่าวในรถโตโยต้าถึง 2,262 คัน เป็นเหตุให้เกิดอุบัติเหตุ 819 ครั้ง ทำให้มีผู้เสียชีวิตถึง 26 คน ในปี 2540 จนสำนักงานความปลอดภัยการจราจรทางหลวงแห่งชาติต้องยื่นมือเข้าจัดการตรวจสอบรถโตโยต้าหลายรุ่น และล่าสุดในปีนี้โตโยต้าต้องเรียกคืนรถทั้งสิ้น 8.5 ล้านคัน
ที่จริงปัญหาเรื่องคันเร่งแก้ไขได้ไม่ยาก เพียงใส่แผ่นโลหะหนา 2.3 มิลลิเมตร เข้าไปเสริมใต้คันเร่ง และฝนหัวคันเร่งกันมิให้ติดพรมรองพื้นเท่านั้น แต่เพราะต้องแก้ไขให้แก่รถจำนวนมาก และส่งผลกระทบต่อยอดขายอย่างแรง ความบกพร่องที่ดู
“เล็กๆ” นี้ ทำให้โตโยต้าต้องเสียหายไม่น้อยกว่า 2,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ในปีนี้คำถามก็คือ เกิดอะไรขึ้นกับโตโยต้า ซึ่งสร้างตำนานความสำเร็จมากมาย จนชาวตะวันตกต้องหันมาเรียนรู้ และได้ข้อสรุปว่า เพราะ
“วิถีแห่งโตโยต้า” ซึ่งประกอบด้วยหลักการ 14 ข้อ หนึ่งในนั้นก็คือหลักเรื่อง “ไคเซ็น” คือ “พัฒนาอย่างต่อเนื่อง” และเจ้าตำรับ “การผลิตแบบทันเวลาพอดี” อันลือเลื่องมีผู้พยายามให้อรรถาธิบายเรื่องนี้ไว้ต่างๆ กัน เช่น จอห์น พอล แม็คคัฟฟี แห่งมหาวิทยาลัยเพนซิลเวเนีย สรุปว่า เพราะโตโยต้าขยายงานมากและเร็วเกินไปในช่วงกว่าทศวรรษที่ผ่านมา ทำให้ไม่สามารถถ่ายทอดทักษะความรู้ความชำนาญให้แก่คนของตนได้อย่างทั่วถึง โดยเฉพาะเมื่อต้องไปตั้งโรงงานในประเทศต่างๆ ซึ่งมีวัฒนธรรมของคนทำงานย่อมแตกต่างจากคนญี่ปุ่น
เมื่อโตโยต้าตั้งโรงงานผลิตรถยนต์แห่งแรกในสหรัฐ โตโยต้ายกทีมผู้เชี่ยวชาญนับร้อยจากญี่ปุ่นเข้าไปที่นั่น และใช้เวลาหลายปีเพื่อถ่ายทอด
“วิถีแห่งโตโยต้า” ให้แก่คนทำงานในสหรัฐ แต่หลังจากนั้นโตโยต้าก็มิได้ให้เวลา “บ่มเพาะ” และ“ฟูมฟัก” คนของตัวเองในโรงงานประเทศต่างๆได้ยาวนานเช่นนั้นเคนเนท ครอสเบิร์ก ผู้เชี่ยวชาญด้านการตลาดแห่งมหาวิทยาลัยวาเซดะ ประเทศญี่ปุ่น ชี้อีกประเด็นว่า โตโยต้าเติบโตจนเป็นองค์กรขนาดใหญ่มาก และภาคภูมิใจกับความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ของตนเอง จนผู้บริหารระดับสูง
“ไม่ได้ยินเสียงทัก” จากข้างล่างเมื่อเริ่มพบปัญหาเรื่องคันเร่งใหม่ๆตั้งแต่ปี 2545 มองไม่เห็นว่าปัญหาจะขยายและบานปลายจนใหญ่โตขนาดนี้เจฟฟรีย์ คิงส์ตัน ผู้อำนวยการสถาบันเอเชียศึกษาจากมหาวิทยาลัยเทมเพิล ในญี่ปุ่น ชี้ว่า เพราะผู้บริหารของโตโยต้าไม่เข้าใจเพียงพอต่อทัศนะและความอ่อนไหวสูงของคนอเมริกันในเรื่องความปลอดภัยของรถ
ล่าสุด อาคิโอะ โทโยดะ ก็ได้ออกมายอมรับเองว่า
“การเติบโตของยอดการผลิตที่รวดเร็วเกินไปของบริษัท เป็นสาเหตุทำให้คุณภาพของสินค้าลดลง และเป็นสาเหตุทำให้บริษัทต้องเรียกคืนรถจำนวนกว่า 8.5 ล้านคันทั่วโลก”ในวงการธุรกิจของไทยพูดกันถึงประเด็นสำคัญ 2 เรื่อง ที่เป็นต้นเหตุของปัญหานี้ ประการแรก เพราะในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจ โตโยต้าได้นำระบบเกษียณก่อนกำหนดมาใช้ ทำให้ผู้เชี่ยวชาญที่มีเงินเดือนสูงและความชำนาญสูงออกไป โดยยังมิได้ถ่ายทอดความรู้ติดตัวให้แก่คนที่ยังคงอยู่ในบริษัท จนเกิดปัญหาหญ้าปากคอกที่กลายเป็นปัญหาใหญ่โตเช่นนี้
ประการที่สอง กรณีโตโยต้าอาจเกิดจากการเลือกปฏิบัติของคนอเมริกัน ที่ไม่สามารถทนเห็นบริษัทจากเอเชียไปผงาดเหนือยักษ์ใหญ่ของสหรัฐได้
กรณีของโตโยต้าสมควรที่คนไทยจะต้องศึกษาให้ถ่องแท้ว่าเกิดขึ้นอย่างไร เพื่อเป็นบทเรียนซึ่งเรียนรู้ได้โดยไม่ต้องเจ็บปวดอย่างกรณี
“โรคต้มยำกุ้ง” ของเราเองสำหรับโตโยต้า ด้วยหลักการ 14 ข้อ ของวิถีแห่งโตโยต้า ณ ขณะนี้ โตโยต้ามีหลักที่ใช้ได้พร้อมอยู่แล้ว คือ หลักการข้อที่ 5 นั่นคือ การสร้างวัฒนธรรม
“การหยุดทันทีเมื่อเกิดปัญหาเกี่ยวกับคุณภาพ” โตโยต้าจะฟันฝ่าสถานการณ์นี้ไปได้อย่างไร โดยเฉพาะจะต้องเผชิญกับข้อหาทางคดีอาญาด้วย จะต้องติดตามต่อไป






