
สินทรัพย์ในคลังหลวงเพื่อใคร
เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ผมเขียนถึงคลังหลวงด้วยความเป็นห่วง
เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ผมเขียนถึงคลังหลวงด้วยความเป็นห่วง
โดย..สมผล ตระกูลรุ่ง
เกรงว่าประเทศชาติจะเสียหายจากความพยายามในการล้วงสินทรัพย์ในคลังหลวงออกมาใช้โดยไม่สมควร
เมื่อหลายปีก่อน ธนาคารแห่งประเทศไทย หรือ ธปท. มีความคิดที่จะแก้กฎหมาย พ.ร.บ.เงินตรา พ.ศ. 2501 อันเป็นกฎหมายที่ปกป้องคลังหลวงไม่ให้รัฐบาลล้วงเอาไปกินได้ โดยต้องการเปลี่ยนหลักเกณฑ์การนำสินทรัพย์ไปลงทุน เนื่องจาก พ.ร.บ.เงินตรา กำหนดให้นำสินทรัพย์ในคลังหลวงไปลงทุนในพันธบัตรหรือตราสารของรัฐบาลหรือของสถาบันการเงินระหว่างประเทศที่ประเทศไทยเป็นสมาชิกเท่านั้น จะนำไปลงทุนในตราสารหรือหุ้นของบริษัทเอกชนไม่ได้ ไม่ว่าจะมั่นคงแค่ไหนก็ตาม ซึ่งเป็นการลงทุนที่มีความเสี่ยงน้อยมาก แต่ก็ได้รับผลตอบแทนน้อยเช่นเดียวกัน
ธปท.ในขณะนั้นมีความคิดว่า การลงทุนในพันธบัตรหรือตราสารดังกล่าวได้ผลตอบแทนน้อย หากสามารถนำไปลงทุนในตราสารของบริษัทเอกชนที่มีสถานะมั่นคงและได้รับการประเมินเครดิตประเภท AAA ก็น่าจะเสี่ยงน้อยเช่นเดียวกัน แต่จะได้รับผลตอบแทนมากกว่า ธปท.จึงได้ให้สถาบันการศึกษา จัดสัมมนาซึ่งผมได้มีโอกาสเข้าร่วมสัมมนาด้วย
ในการสัมมนามีความคิดเป็นสองทาง คือทั้งเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย
มีนักบัญชีท่านหนึ่ง เมื่อเห็นโครงสร้างของคลังหลวงแล้ว ท่านบอกว่าอย่างนี้แสดงว่าสินทรัพย์ในคลังหลวงมีเจตนาเป็นการเก็บออม ไม่ต้องการให้นำมาใช้ ความเห็นของนักบัญชีท่านนั้นถูกต้องตามประวัติศาสตร์การตั้งคลังหลวง และที่ผ่านมาผู้บริหาร ธปท.ก็ปฏิบัติเช่นนั้น ไม่ยุ่งเกี่ยวกับคลังหลวง
ในครั้งนั้น หลวงตาท่านก็คัดค้าน แล้วผลเป็นอย่างไร หลังจาก ธปท.ล้มเลิกความคิดไม่นานก็เกิดวิกฤตการเงินในสหรัฐ ซึ่งเป็นประเทศที่มีบริษัทได้รับเครดิต AAA มากมาย และเป็นบริษัทที่ ธปท.เห็นว่าน่าจะนำเงินไปลงทุน วิกฤตในครั้งนั้นทำให้สถาบันการเงินที่ได้รับการจัดเครดิต AAA ประสบปัญหาล้มละลาย
ผมนึกถึงการลงทุนของคลังหลวง หาก ธปท.และรัฐบาลในยุคนั้นดันทุรังแก้กฎหมายนำเงินไปลงทุนในบริษัท AAA ของสหรัฐ อะไรจะเกิดกับคลังหลวงของไทย
อย่างไรก็ตาม คลังหลวงก็มิได้เป็นเพียงทรัพย์สินที่เก็บไว้อย่างไร้ประโยชน์ เมื่อถึงคราวคับขัน ประเทศตกอยู่ในภาวะอันตราย คลังหลวงได้มีส่วนช่วยเหลือประเทศชาติให้พ้นวิกฤตมาหลายครั้งแล้ว
เหตุผลของการตั้งคลังหลวงก็เพื่อออมเงินไว้เพื่อความมั่นคงของประเทศ ในยามจำเป็นจริงๆ
วิกฤตต้มยำกุ้งปี 2540 หากไม่มีสินทรัพย์ในคลังหลวงที่เก็บสะสมกันมาหลายสิบปี ค่าเงินบาทไม่รู้ว่าจะไปถึงไหน
แม้จะเก็บออมมาหลายสิบปี แต่สามารถช่วยแก้ไขสถานการณ์ให้ประเทศไทยไม่ล้มละลายได้ก็น่าจะคุ้มค่าแล้ว ฉะนั้นแม้จะเก็บต่อไปอีก 3040 ปี หากเกิดวิกฤตกับประเทศ ถึงเวลานั้นคลังหลวงของเราแข็งแกร่งมีสถานะมั่นคงช่วยให้ประเทศพ้นวิกฤตได้
การประหยัดเก็บออมเงินไม่ดีตรงไหน มีเงินแล้วจะต้องนำมาใช้ให้หมดหรืออย่างไร
การรักษาสินทรัพย์ในคลังหลวงให้มั่นคงโดยเก็บไว้ใช้ยามจำเป็นจริงๆ จึงเป็นสิ่งที่คนไทยทุกคนควรสนับสนุนและช่วยกันปกป้องคลังหลวง
บทความเมื่อสัปดาห์ที่แล้วของผมจึงไม่ได้บอกเลยว่า ห้ามแตะต้องคลังหลวง แต่มีผู้เข้ามาแสดงความเห็นที่แปลกๆ ท่านหนึ่ง ที่ใช้ชื่อว่า thaiold ให้ความเห็นว่า
“ฝ่ายแค้นปัญญาอ่อน นับวันจะเห่าหอนเข้ารกเข้าพงมากขึ้นทุกวัน ถ้าเป็นของหลวงตาก็คงไม่มีใครอยากไปแตะ แต่เมื่อกลายเป็นของคลังหลวง ผู้มีอำนาจย่อมสามารถนำเงินนั้นไปบริหารจัดการได้ตามความจำเป็นและเหมาะสม ถ้ามีการบริจาคแล้วก็บอกว่าเงินนั้นกลายเป็นส่วนหนึ่งของคลังหลวง ห้ามใครแตะต้องไม่ว่าในกรณีใดๆ ก็กลายเป็นว่าการบริจาคนั้นกลับเป็นอุปสรรคต่อการบริหารเงินของประเทศ แทนที่จะเกิดประโยชน์ก็กลับกลายเป็นผลเสียไป ฉะนั้นขอร้องฝ่ายแค้นปัญญาอ่อนกรุณาอย่าเห่าหอนมั่วๆ”
ความจริงแล้ว มีผู้ตอบความเห็นนี้หลายท่าน สำหรับผมไม่ใช่ฝ่ายแค้น และไม่เคยบอกว่าห้ามแตะต้องคลังหลวง แต่ผมเตือนด้วยความหวังดีว่าหากจะนำเงินในคลังหลวงไปใช้ อย่าอ้างว่าไม่ใช่เงินหลวงตา แต่ภาระของประเทศในวันนี้ วิกฤตจนถึงขั้นคอขาดบาดตายแล้วหรือ
ตอนหาเสียงคุยนักคุยหนาว่า หาเงินเก่ง สามารถหาเงินมาใช้จ่ายในโครงการประชานิยม แต่พอเป็นรัฐบาลไม่กี่เดือนกลับจ้องคลังหลวงเพื่อจะล้วงเอาออกมาแจกคนเผาบ้านเผาเมือง
เมื่อคลังหลวงเป็นเงินของประเทศ รัฐบาลจึงไม่มีสิทธินำไปใช้ ต้องขอประชาชนทั้งประเทศ ซึ่งโดยโครงสร้างของการปกครองประเทศ จะต้องออกเป็นกฎหมาย คือ พระราชบัญญัติ ต้องผ่านการพิจารณาของรัฐสภา แม้ในทางปฏิบัติจะเป็นเรื่องของท่านผู้ทรงเกียรติที่จะตัดสินใจได้เอง แต่ในทางปฏิบัติ เมื่อมีกฎหมายเข้าสภา ย่อมเป็นเรื่องเปิดเผย แต่เมื่อรัฐบาลนี้คุมเสียงข้างมากโดยไม่ฟังเสียงคัดค้าน หยิ่งผยองลำพองว่ามีเสียงข้างมากในสภา จะทำอะไรก็ได้ ผมจึงต้องเตือนว่าการใช้พวกมากลากไป แม้จะเปลี่ยนกฎหมายได้ แต่เปลี่ยนกฎแห่งกรรมไม่ได้
ในเมื่อนักวิชาการใหญ่เปลี่ยนไปจากที่เคยสนับสนุนหลวงตา กลับไปหาผลประโยชน์จากรัฐบาล ผมจึงได้แต่บอกว่าหลวงตาท่านเตือนไว้แล้วว่าสินทรัพย์ในคลังหลวงเป็นสมบัติสงฆ์ เป็นสินทรัพย์ที่รวบรวมจากคนทั้งแผ่นดิน ใครที่กินเงินคลังหลวง “พวกนี้พวกบาปหนาที่สุดเลย จะเทียบว่าพวกอนันตริยกรรม เราก็ยอมรับทันที”







