
คดีอาชญากรรมพุ่งเย้ยเศรษฐกิจขยายตัว
แม้ว่าผลกระทบจากน้ำท่วมได้ฉุดเศรษฐกิจให้ลดลง 3.1% ของอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) &
แม้ว่าผลกระทบจากน้ำท่วมได้ฉุดเศรษฐกิจให้ลดลง 3.1% ของอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) &<2288;
โดย...กองบรรณาธิการ
แม้ว่าผลกระทบจากน้ำท่วมได้ฉุดเศรษฐกิจให้ลดลง 3.1% ของอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) คิดเป็นมูลค่าความเสียหายประมาณ 3.4 แสนล้านบาท ถือว่าสูงสุดเป็นประวัติการณ์ สูงกว่าผลกระทบจากซับไพรม์เมื่อปลายปี 2552 และเหตุการณ์สึนามิเมื่อปี 2547
อย่างไรก็ดี ขณะนี้กิจกรรมทางเศรษฐกิจในหลายๆ ส่วนพลิกกลับมาขยายตัว ดัชนีหลายตัวเริ่มหดตัวในอัตราที่ลดลง ความเชื่อมั่นเริ่มฟื้นตัวจากที่ไถลลงลึกอย่างต่อเนื่องในช่วงน้ำท่วม ทำให้รัฐบาลมั่นใจว่าจะทำให้เศรษฐกิจไทยในปีนี้เติบโตได้ 5% จากที่ทรุดหนักเติบโตได้แค่ 1.8% ในปีที่ผ่านมา ขณะที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ก็คาดว่าเศรษฐกิจไทยปี 2555 จะเติบโตได้ 4.9%
ข้อมูลที่ ไพบูลย์ กิตติศรีกังวาน ผู้ช่วยผู้ว่าการสายนโยบายการเงิน ธปท. แถลงผลการประเมินภาวะเศรษฐกิจของคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ประจำเดือน ม.ค.ปีนี้ ว่า เศรษฐกิจไทยในปีนี้คาดว่าจะขยายตัวได้ที่ระดับ 4.9% สูงกว่าการประเมินครั้งก่อนเมื่อเดือน พ.ย. 2554 ที่เคยคาดไว้ที่ระดับ 4.8% ภายใต้อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานที่ 2.2% ลดลงจากครั้งก่อนที่ 2.4% และเงินเฟ้อทั่วไปที่ 3.2% จากครั้งก่อนที่ 3.5% จะเห็นได้ว่าเงินเฟ้อมีแนวโน้มลดลงต่อเนื่อง
แนวโน้มเศรษฐกิจไทยเข้าสู่ช่วงของการฟื้นตัวจากอุทกภัย ทำให้อุปสงค์ในประเทศ ซึ่งหมายถึงการบริโภคในประเทศ ความต้องการใช้จ่ายซื้อรถยนต์และเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ยังอั้นอยู่จะกลับมาฟื้นได้เร็ว เพราะถึงจะมีแรงงานตกงานบ้างช่วงน้ำท่วม แต่รายได้เกษตรยังดี อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ยังต่ำ ธนาคารพร้อมปล่อยกู้จากสภาพคล่องที่ยังสูง การบริโภคจึงน่าจะกลับมาฟื้นได้เร็ว
ที่สำคัญ ปีนี้การใช้จ่ายผ่านมาตรการกระตุ้นภาครัฐ และการลงทุนภาครัฐยังมีอยู่ จะเป็นแรงขับเคลื่อนที่สำคัญทางเศรษฐกิจ แม้ว่าอุปสงค์จากต่างประเทศคงคาดหวังให้มาช่วยหนุนส่งออกโตมากๆ ในระดับ 20-30% เหมือนเดิมไม่ได้แล้วก็ตาม เพราะเศรษฐกิจโลกยังชะลอ
ข้อมูลที่ ธปท.ระบุนั้น สอดคล้องกับการประเมินของกสิกรไทยที่ระบุว่า แรงหนุนจากการใช้จ่ายภายในประเทศ ทั้งการฟื้นฟูบูรณะความเสียหายจากภาวะอุทกภัยของภาครัฐภาคเอกชน และในส่วนที่ได้รับอานิสงส์จากนโยบายของรัฐบาล อาจช่วยให้เศรษฐกิจไทยสามารถพลิกกลับมาขยายตัวได้อีกครั้งในช่วงไตรมาสแรกของปีนี้
ทุกสำนักจึงเชื่อว่ากิจกรรมฟื้นฟูบ้านเรือนสิ่งปลูกสร้าง การลงทุนเพื่อทดแทนส่วนที่สูญเสียป้องกันการสูญเสียจากอุทกภัยครั้งใหม่ของภาคธุรกิจ ตลอดจนการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ และนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล จะเป็นตัวผลักดันให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจของไทยฟื้นกลับสู่เส้นทางการขยายตัว
ในทางกลับกัน อีกฟากของสังคมกลับไม่เป็นไปตามทิศทางเศรษฐกิจ และตัวเลขทางเศรษฐกิจไม่ได้บ่งบอกถึงความกินดีอยู่ดีของผู้คนในสังคมอย่างเสมอหน้า โดยเฉพาะการก่ออาชญากรรมดูเหมือนจะทวีความรุนแรงมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการจี้ปล้น วิ่งราวทรัพย์ ไหนจะโจรอาชีพที่จ้องฉกทุกจังหวะที่เปิด หรือโจรจำเป็นเพราะตกงานต้องหาเงินใช้ ซึ่งจากข้อมูลล่าสุดจากกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน ณ วันที่ 3 ก.พ. พบว่ามีแรงงานถูกเลิกจ้างสะสมแล้วกว่า 3.3 หมื่นคน ในสถานประกอบการ 106 แห่ง
คดีที่เป็นภาพสะท้อนความเป็นจริงของสังคม อาทิ คดีปล้นนักธุรกิจแลกเปลี่ยนเงินชาวอินเดีย โกยไปกว่า 50 ล้านบาท เหตุเกิดย่านบางรัก ซึ่งคนร้ายสารภาพหมดสิ้นว่าติดการพนันและเป็นหนี้ ที่สำคัญตกงานมาร่วม 4 เดือน จึงตัดสินใจปล้น
คดีวัยรุ่นอายุ 1617 ปี ปล้นเหยื่อตามริมถนนลับตาคนในช่วงดึก บริเวณปากซอยรัชดาภิเษก 29 ถนนรัชดาภิเษก แขวงและเขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร (กทม.) ได้เงินสด 1.2 หมื่นบาท โน้ตบุ๊ก 1 เครื่อง และกล้องถ่ายรูป 1 ตัว ซึ่ง พล.ต.ท.วินัย ทองสอง ผบช.น. ระบุว่า ผู้ต้องหากลุ่มนี้ได้ร่วมกันก่อเหตุในลักษณะนี้มาแล้วหลายครั้ง และอาจจะเป็นแก๊งเดียวกับผู้ต้องหาที่ก่อเหตุชิงทรัพย์ลูกชาย พ.ต.อ.นภันต์วุฒิ เลี่ยมสงวน ผกก.สส.2 บก.สส.ภ.3 และลูกชาย อลงกรณ์ พลบุตร อดีต รมช.พาณิชย์ ก่อนหน้านี้ด้วย
คดีอุ้มฆ่านิสิตปี 1 มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เรียกค่าไถ่ 2 ล้านบาท ก่อนจับใส่กุญแจมือและถ่วงน้ำจนเสียชีวิต ก็มาจากสาเหตุปัจจัยด้านเศรษฐกิจ
แม้แต่คดีปล้นบ้านนักธุรกิจค้าเสื้อผ้าสำเร็จรูป ย่านสายไหม กทม. เมื่อวันที่ 29 ม.ค.ที่ผ่านมา ก็ฉายภาพความชุมของการโจรกรรมได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะโจรหนุ่มที่ฮึกเหิมก่อเหตุกันรายวัน
แม้สำนักงานตำรวจแห่งชาติจะยังไม่รวบรวมสถิติอาชญากรรมให้เห็นรายวัน แต่เมื่อย้อนไปดูตัวเลขในปี 2554 ตั้งแต่เดือน ม.ค.พ.ย. พบว่ามีคดีอุกฉกรรจ์และสะเทือนขวัญที่รับแจ้ง 4,199 คดี คดีที่น่าสนใจตำรวจรับแจ้ง 26,758 คดี ประกอบด้วยความผิด อาทิ โจรกรรมรถจักรยานยนต์ โจรกรรมรถยนต์ โจรกรรมโคกระบือ โจรกรรมเครื่องมือการเกษตร ปล้นชิงทรัพย์รถยนต์โดยสาร ปล้นชิงทรัพย์รถแท็กซี่ ข่มขืนและฆ่า ลักพาเรียกค่าไถ่ ฉ้อโกงทรัพย์ ยักยอกทรัพย์ ฯลฯ
จะเห็นได้ว่าตัวเลขเศรษฐกิจที่น่าภาคภูมิอาจจะโชว์ความมั่งคั่งและการกินดีอยู่ดี แต่อีกฟากของสังคม โดยเฉพาะคนที่ต้องหากินกลางค่ำกลางคืนอย่างคนขับแท็กซี่ กลับตกเป็นเป้าของอาชญากรรม สมชาย อ่อนจันทร์ วัย 45 ปี อาชีพขับรถแท็กซี่มากว่า 10 ปี เล่าว่า ส่วนใหญ่จะขับกะกลางคืน เพราะรถไม่ติด และรายได้ก็ดีกว่ากะกลางวัน แม้จะไม่เคยถูกปล้น แต่เพื่อนเคยถูกปล้นเงินหมดกระเป๋า
“กลัวนะ รู้สึกกลัวเหมือนกัน แต่จะให้ทำอย่างไร เพราะต้องหากิน แต่ละวันหากกลับมาแล้วหาเงินได้ ไม่ถูกจี้ปล้นก็ถือเป็นบุญแล้ว”
สมชาย เลือกป้องกันเบื้องต้น หากเห็นว่าผู้โดยสารมีทีท่าไม่น่าไว้วางใจ หรือให้ไปส่งยังจุดหมายที่ไกล เปลี่ยว คิดแล้วไม่น่าจะปลอดภัย จะรีบปฏิเสธทันที เพราะถือความปลอดภัยเป็นหลัก
ขณะที่หนุ่มร่างใหญ่ผู้มีอาชีพเดียวกัน เลือกพกอาวุธมีดติดตัวไว้ตลอดขณะขับรถ “ผมบอกได้เลยว่ามีมีดและไม้เบสบอลอยู่ภายในรถ ผมมีไว้เพื่อป้องกันตัว สังคมในยุคนี้อาชญากรรมเกิดได้ง่ายๆ ไหนีจะมีปัญหากันบนท้องถนนอีก บอกตรงๆ อาชีพแท็กซี่เสี่ยงถูกจี้ปล้นทุกวัน”
พล.ต.ต.รณศิลป์ ภู่สาระ ผู้บังคับการสืบสวนสอบสวน กองบัญชาการตำรวจนครบาล อธิบายว่า ปัญหาอาชญากรรมที่เกิดขึ้นในเมืองกรุง นอกจากโจรอาชีพแล้ว ยังมีโจรมือใหม่ที่ถูกบีบคั้นจากสภาวะสังคมที่รุนแรง ปัญหาปากท้อง คนตกงานจึงตัดสินใจปล้นจี้ ก่อเหตุอาชญากรรม
ผู้การนักสืบเมืองหลวง มองอีกว่า การก่ออาชญากรรมเริ่มมากขึ้นตั้งแต่ช่วงน้ำท่วมที่ผ่านมา หลายคนต้องตกงาน อาชีพส่วนตัวทั้งทำมาค้าขายก็ถูกหางเลขไปด้วย ถึงแม้ว่ารัฐบาลจะเยียวยามากแค่ไหนก็ยังไม่เพียงพอ
“คนที่ตกงานก็มีบ้างที่มาก่อเหตุอาชญากรรม แต่คนที่รวยก็มีเหมือนกัน ผมเชื่อว่าพวกที่ก่อเหตุทั้งลักวิ่งชิงปล้น พวกนี้จะมีเชื้อโจรในตัวอยู่แล้ว ในมุมมองของผมต้องค่อยๆ แก้ไปทีละจุด หากมองว่าคนตกงานเป็นชนวนที่ก่อเหตุได้ง่าย รัฐก็ต้องแก้ให้ถูกจุด อย่าปล่อยให้ว่างงานนานเกินไป ต้องหามาตรการเยียวยาทันที”
อีกปัจจัยมาจากยาเสพติด พล.ต.ต.รณศิลป์ ระบุว่า เป็นต้นเหตุของอาชญา กรรมเช่นกัน “คนที่ติดยาเสพติด เอาง่ายๆ ยาบ้าที่ต้องเสพกันทุกวัน เม็ดละไม่ต่ำกว่า 300 บาท วันหนึ่งๆ เสพ 23 เม็ด จะเอาเงินที่ไหนมาซื้อ ก็เกิดเหตุอาชญากรรมตามมาทั้งปล้น ดักวิ่งราวทรัพย์ ซึ่งถือเป็นปัญหาสำคัญของสังคมเมืองกรุง เพราะยาเสพติดมีอยู่ทุกตรอกซอกซอย หาซื้อกันง่าย ขายกันคล่อง คนก็ติดกันงอมแงม”
“อีกทั้งทุกวันนี้อาชญากรหรือผู้ต้องหาที่จับมาก็มีแต่พวกวัยรุ่นที่อายุน้อยๆ เพิ่มมากขึ้น ดังนั้นต้องเริ่มใส่ใจสถาบันครอบครัว ดูแลบุตรหลานให้เข้มงวดมากขึ้น เพราะหากเด็กพวกนี้ไปรวมกลุ่มกันหรือได้เพื่อนไม่ดี การเพาะเชื้อโจรในตัวก็จะเริ่มมากขึ้น” พล.ต.ต.รณศิลป์ ย้ำ







