
ต้องมีรูปธรรม
ถึงตอนนี้ต้องยอมรับประชาชนชาวไทยต้องดำรงชีวิตอยู่ท่ามกลางความหวั่นไหวกับภัยพิบัติธรรมชาติ
ถึงตอนนี้ต้องยอมรับประชาชนชาวไทยต้องดำรงชีวิตอยู่ท่ามกลางความหวั่นไหวกับภัยพิบัติธรรมชาติ
แม้ว่ารัฐบาล ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร จะมีการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาดูแลแก้ปัญหาน้ำและวางโครงสร้างพื้นฐานประเทศชุดใหญ่ มีการออกกฎหมายเร่งด่วนเป็นกรณีพิเศษ โดยไม่ต้องผ่านการพิจารณาของระบบรัฐสภา เพื่อกู้เงินก้อนมหึมาใช้ในการฟื้นฟู เยียวยาประเทศ
ทว่าในทางปฏิบัตินั้นแผนการฟื้นฟู เยียวยาและแก้ปัญหาภัยพิบัติของรัฐบาลกลับเป็นเพียงโครงร่างของความคิดที่เป็นแค่แผ่นกระดาษเท่านั้น
ประชาชนคนไทย นักลงทุน ต่างมองไม่เห็นรูปธรรมของแผนการปฏิบัติในการแก้ปัญหาแม้แต่อย่างเดียว สะท้อนให้เห็นว่า การปฏิบัติของภาครัฐบาลในการแก้ปัญหาฟื้นฟูและวางโครงสร้างประเทศมีปัญหาอย่างหนัก
ทั้งๆ ที่ในเวลานี้หลายหน่วยงานต่างออกมาเตือนภัยว่า ขณะนี้ภัยธรรมชาติได้เข้าสู่ลู่วิ่งแล้ว แต่รัฐบาลกลับเข็นงานไม่ขึ้น แผนทุกอย่างยังไร้รูปธรรมในการดำเนินการ
ตัวอย่างเล็กๆ แต่มีนัยสำคัญที่สะท้อนถึงความล้มเหลวในการปฏิบัติของรัฐบาลคือ การจัดหาเครื่องสูบน้ำในแต่ละพื้นที่ เพื่อป้องกันภัยน้ำท่วมเบื้องต้นให้ประชาชนได้อุ่นใจ ปรากฏว่าถึงตอนนี้มีหลายจังหวัดยังไม่ตั้งเรื่อง เพื่อของบประมาณในการจัดซื้อเพื่อเตรียมการไว้
ประสิทธิภาพการทำงานด้านการลงทุนระบบป้องกันน้ำท่วมของรัฐบาลและผู้ที่เกี่ยวข้อง จึงถูกตั้งคำถามข้อใหญ่ว่าไฉนจึงไร้รูปธรรม
ทั้งๆ ที่ในทางปฏิบัติตามแผนงานนั้น คณะรัฐมนตรีรัฐบาลชุดนี้ได้อนุมัติกรอบงบประมาณฟื้นฟูน้ำท่วมไปแล้วในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา ถึง 6 ครั้ง คิดเป็นวงเงิน 1.39 แสนล้านบาท แต่กลับจัดสรรงบให้หน่วยงานต่างๆ ไปแล้ว 5.06 หมื่นล้านบาท เหลือการเบิกจ่ายอยู่ 7.1 หมื่นล้านบาท เรียกได้ว่ามีงบค้างท่ออยู่เพียบ
แม้แต่แผนป้องกันน้ำท่วมระยะเร่งด่วนปี 2555 ที่ ครม.อนุมัติกรอบวงเงินปีงบประมาณ 2555 ในวงเงิน 1.5 หมื่นล้านบาท และปีงบประมาณ 2556 วงเงินประมาณ 3,000 ล้านบาท ตามข้อเสนอของคณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อวางระบบการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ (กยน.) แต่ปรากฏว่าโครงการเร่งด่วนหลายรายการติดๆ ขัดๆ
งบประมาณ 2555 ที่อยู่ในความรับผิดชอบของกรมชลประทาน 5,900 ล้านบาท เพื่อใช้ในการป้องกันน้ำล้นจากแม่น้ำและปรับปรุงคันกั้นน้ำ การเพิ่มประสิทธิภาพอาคารระบายน้ำ ขุดลอกเตรียมเครื่องสูบน้ำ จัดการขยะและจัดหาเครื่องจักร มีโครงการที่พร้อมรับการจัดสรรแค่ 1,230 ล้านบาท ที่เหลืออยู่ระหว่างการจัดทำรายละเอียด
การขุดลอกคลองใต้สะพานรถไฟ ขุดลอกใต้สะพานรถไฟข้ามคลอง และขุดลอกคลองที่ชาวบ้านถมทิ้งและมีวัชพืช ของก็ยังไม่พร้อม โครงการขุดลอกคลองสันดอนปากแม่น้ำเจ้าพระยาและท่าจีน ของกรมเจ้าท่าก็ยังไม่มีการเบิกจ่ายเช่นกัน ยังไม่ต้องพูดถึงการจัดระบบศูนย์เตือนภัยให้เป็นหนึ่งเดียว เพื่อลดความสับสนของประชาชน นักลงทุน
สถานการณ์แบบนี้ไม่เป็นผลดีกับรัฐบาลและการลงทุนของประเทศเป็นแน่แท้ รัฐบาลต้องใช้โอกาสในห้วงที่ประชาชน นักลงทุนต่างคาดหวังกับการบริหารจัดการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานมากำหนดยุทธศาสตร์และสร้างจุดยืนของประเทศใหม่
นายกรัฐมนตรีต้องกล้าที่จะประกาศแผนระยะสั้น แผนระยะยาวให้ประชาชนคนไทย นักลงทุน ได้เห็นเป็นรูปธรรม







