
'โต้ง'งัด'โกร่ง' ไม่เพิ่มกองทุนประกัน
แนวคิดของ วีรพงษ์ รามางกูร ประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อการฟื้นฟูและสร้างอนาคตประเทศไทย (กยอ.)
แนวคิดของ วีรพงษ์ รามางกูร ประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อการฟื้นฟูและสร้างอนาคตประเทศไทย (กยอ.)
ที่ระบุว่า หากกองทุนประกันภัยที่ตั้งไว้ 5 หมื่นล้านบาทไม่พอจะขยายเพิ่ม อาจกลายเป็นแค่คิดและความฝัน แม้ว่า พ.ร.ก.กู้เงินเพื่อจัดตั้งกองทุนเพื่อจัดการความเสี่ยงภัยพิบัติในวงเงิน 5 หมื่นล้านบาท เพื่อรักษาความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศจะผ่านสภา
เพราะ กิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง ยืนยันว่า กองทุนประกันจะอยู่ที่ 5 หมื่นล้านบาท ตาม พ.ร.ก.ที่กำหนดไว้ ส่วนที่ วีรพงษ์ ประธาน กยอ. จะขยายวงเงินของกองทุนประกันภัยเป็น 1 แสนล้านบาท ต้องไปถามคนที่พูด
“เพราะผมไม่ขอตอบคำถามในความเห็นของคนอื่น” รองนายกรัฐมนตรี กล่าว
ขณะที่ อารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม ปลัดกระทรวงการคลัง ในฐานะประธานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) กล่าวว่า การขยายกองทุนประกันภัยไปอยู่ที่ระดับ 1 แสนล้านบาทนั้น ยังไม่ได้มีการหารือกันในระดับนโยบาย ดังนั้นยังเป็นไปตาม พ.ร.ก. คือ ระดับ 5 หมื่นล้านบาท โดยแหล่งเงินทุนจะมาจากการกู้เงินทั้งหมด
กองทุนประกันภัยที่ตั้งขึ้นมานี้จะทำหน้าที่ในการรับประกันภัยต่อ (รีอินชัวรันส์) กับบริษัทประกันวินาศภัยในไทยที่มีกว่า 60 บริษัท โดยจะไม่เข้าไปรับประกันภัยเอง เพราะไม่มีบุคลากรเพียงพอเท่ากับบริษัทประกัน
นอกจากนี้ จะไม่มีการนำเงินไปช่วยเสริมฐานะให้บริษัทประกัน เพราะ คปภ.มีการดูแลอย่างดีแล้ว
ทั้งนี้ บริษัทประกันที่จะให้กองทุนประกันภัยช่วยรีอินชัวรันส์นั้น จะต้องลงขันใส่เงินเข้าไปในกองทุนด้วย ไม่อย่างนั้นไม่มีโอกาสเข้าร่วม ซึ่งขณะนี้มีหลายบริษัทที่สนใจ และกำลังรอรายละเอียดที่จะออกมาว่าจะเป็นอย่างไร
อารีพงศ์ กล่าวว่า ในปัจจุบันไทยมีการลงทุนรวม 4 ล้านล้านบาท โดยในระบบประกันภัยทั้งจากรายใหญ่ รายย่อย ครัวเรือน มีจำนวนเงินเอาประกันประมาณ 8 แสนล้านบาท คิดเป็นเบี้ยประกันประมาณ 1.6 แสนล้านบาท ในจำนวนนี้เป็นการประกันภัยพิบัติ 10% หรือ 1.6 หมื่นล้านบาท หลังจากเกิดน้ำท่วม ส่งผลให้เบี้ยประกันสูงขึ้นไปจากเดิม 5 เท่าตัว ซึ่งคาดว่าหลังจากกองทุนประกันภัยเข้ามามีบทบาทในธุรกิจประกันจะทำให้เบี้ยประกันถูกลง
ขณะที่กำหนดรายละเอียดค่าเบี้ยประกัน การรับความเสียหาย จะต้องรอให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) แต่งตั้งคณะกรรมการเรียบร้อยเสียก่อน ซึ่งเดิมจะให้ ครม.พิจารณาเมื่อการประชุมที่ผ่านมา แต่มีการดึงเรื่องออก เพราะต้องการให้การอภิปราย พ.ร.ก.ประกันภัยพิบัติในสภาเป็นที่เรียบร้อยเสียก่อน แต่หลังจากนี้คงต้องเร่งมือ
เนื่องจากปัญหาที่เกิดขึ้นส่งผลให้ผู้ประกอบการวินาศภัยประสบปัญหาด้านการบริหารจัดการความเสี่ยงจากการรับประกันวินาศภัยที่เกิดจากภัยพิบัติ ขณะที่ประชาชนและผู้ประกอบการต้องเสียเบี้ยประกันเป็นจำนวนสูงมาก หรือไม่สามารถเอาประกันภัยได้ มีผลต่อการขอสินเชื่อจากสถาบันการเงินเพื่อนำมาฟื้นฟูอุตสาหกรรม จึงต้องเร่งช่วยเหลือประชาชน ผู้ประกอบการให้ได้รับความคุ้มครองทรัพย์สินและกิจการที่อาจเกิดความเสียหายได้ในอนาคต







