
วัดใจนักลงทุน กด 'ไลค์'เพื่อเฟสบุ๊กมุ่งสู่...มหาชน
ฮือฮาที่สุดสำหรับข่าวการเงินในสัปดาห์นี้ เมื่อ เฟซบุ๊ก เว็บไซต์ โซเชียล เน็ตเวิร์ก
โดย...ลภัสรดา ภูศรี
ฮือฮาที่สุดสำหรับข่าวการเงินในสัปดาห์นี้ เมื่อ เฟซบุ๊ก เว็บไซต์ โซเชียล เน็ตเวิร์ก ผู้ปฏิวัติวิถีการติดต่อสื่อสารและการเข้าถึงแลกเปลี่ยนข้อมูลของผู้คนทั่วโลก ยื่นเรื่องขอนำกิจการเข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์ เพื่อเปิดขายหุ้นสามัญแก่นักลงทุนทั่วไป หรือไอพีโอ เป็นครั้งแรกและครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของศูนย์กลางอุตสาหกรรมไอทีโลกอย่างซิลิคอนวัลเลย์
เฟซบุ๊ก ได้ตั้งเป้าว่าจะสามารถระดมทุนได้อย่างน้อย 5,000 ล้านเหรียญสหรัฐ หรืออาจมากถึง 1 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ขณะที่มูลค่าตลาดจะพุ่งขึ้นที่ 7.5 หมื่นล้าน-1 แสนล้านเหรียญสหรัฐโน่น !
หากพิจารณารายละเอียดโครงการในอนาคตสำหรับการเปิดขายไอพีโอของเฟซบุ๊กซึ่งยื่นต่อคณะกรรมาธิการกำกับตลาดหลักทรัพย์ของสหรัฐเมื่อวันที่ 1 ก.พ. ชี้ให้เห็นว่า เฟซบุ๊กเป็นธุรกิจที่เติบโตอย่างรวดเร็วและสามารถทำกำไรได้จำนวนมหาศาลจากการขายโฆษณาและการทำธุรกรรมออนไลน์ ซึ่งเป็นสิ่งที่จะสามารถดึงดูดความสนใจให้นักลงทุนแห่เข้ามาซื้อหุ้นไอพีโอครั้งนี้กันอย่างล้นหลาม เมื่อเริ่มต้นการซื้อขายอย่างเป็นทางการในตลาดหลักทรัพย์กลางปีนี้
หากการออกขายหุ้นไอพีโอครั้งนี้ เฟซบุ๊กสามารถระดมเงินได้ 1 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐจริง ก็จะทำให้มูลค่าตลาดของเฟซบุ๊กนั้นอาจพุ่งสูงถึง 7.5 หมื่นล้าน-1 แสนล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งจะทุบสถิติการกระจายหุ้นที่มีมูลค่าสูงสุดของบริษัทอินเทอร์เน็ต แซงหน้ากูเกิล บริษัทเสิร์ชเอนจินชื่อดังระดับโลก โดยเมื่อปี 2547 การเปิดไอพีโอของกูเกิลนั้นระดมทุนได้อยู่ที่ 1,670 ล้านเหรียญสหรัฐ มีมูลค่าตามราคาตลาดที่ 2.3 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ
กระนั้น ดักลาส รัชคอฟ ผู้เชี่ยวชาญด้านสื่อมองว่า หากพิจารณาปัจจัยการทำธุรกิจของเฟซบุ๊กในหลายๆ ด้านแล้วอาจจะเห็น “ช่องโหว่” ที่จะนำไปสู่การขายหุ้นไอพีโอของเฟซบุ๊กที่จะไม่ประสบความสำเร็จนัก
หรือพูดง่ายๆ ก็คืออาจจะไม่สวยหรูดังที่หลายฝ่ายคาดการณ์ไว้
ประการแรก หากพิจารณาอัตราการเติบโตของรายได้ของบริษัทเมื่อปี 2554 ซึ่งอยู่ที่ราว 88% จะพบว่า มีมูลค่าที่แท้จริงเพียง 6.5 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐเท่านั้น ซึ่งเป็นตัวเลขที่ยังห่างไกลจากที่บริษัทตั้งเป้าไว้สูงถึง 1 แสนล้านเหรียญสหรัฐ
ประการที่สอง หากพิจารณาดูปัจจัยเสี่ยงธุรกิจของเฟซบุ๊กในอนาคตแล้ว จะพบว่า ในขณะนี้ยอดผู้ใช้บริการเฟซบุ๊กได้ส่งสัญญาณว่าถึงจุดอิ่มตัวมากขึ้นทุกที
แม้ว่ายอดผู้สมัครเข้าเป็นสมาชิกของเฟซบุ๊กในหลายปีที่ผ่านมาจะทะยานสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง จนทุบสถิติมีผู้ใช้งานโลดแล่นอยู่ในเครือข่ายสังคมออนไลน์นี้อยู่ทั่วทุกมุมโลกสูงถึง 845 ล้านคนต่อเดือน หรือคิดเป็น 11% ของประชากรโลก แต่ในอนาคต เฟซบุ๊ก อาจไม่สามารถเพิ่มสมาชิกรายใหม่ได้เลย อันเกิดจากปัจจัยหลายอย่างเช่น
1.การเจาะตลาดเพื่อเพิ่มผู้ใช้บริการในบางประเทศ อย่างเช่น จีน อิหร่าน เกาหลีเหนือ หรือซีเรีย อาจเป็นเรื่องยาก เนื่องจากประเทศเหล่านี้ยังคงจำกัดการใช้เฟซบุ๊กอย่างเข้มงวด
2.หากในอนาคต เฟซบุ๊กไม่สามารถหากลยุทธ์ดึงดูดความสนใจให้ผู้ใช้ปัจจุบันเข้าใช้บริการในเว็บไซต์ได้มีประสิทธิภาพมากพอ รายได้จากการขายโฆษณาให้กับบริษัทต่างๆ ก็อาจจะลดหายไปตามกัน
3.นอกจากนี้ เฟซบุ๊กยังอาจต้องเผชิญกับความเสี่ยงการทำธุรกิจรอบด้าน เหตุเพราะเฟซบุ๊กยังคงต้องทำธุรกิจด้วยการพึ่งลมหายใจของผู้อื่นอยู่ไม่น้อย
เช่น ซิงกา อิงค์ บริษัทผู้ผลิตเกมออนไลน์ชื่อดังให้กับเฟซบุ๊ก ซึ่งสามารถทำรายได้เข้ากระเป๋าเฟซบุ๊กมากถึง 12% ของรายได้ทั้งหมด เมื่อปี 2554 ถ้าหากซิงกา อิงค์ ได้รับความนิยมน้อยลง หรือเกิดเปลี่ยนใจแปรพักตร์หันไปผลิตเกมให้กับคู่แข่งของเฟซบุ๊กอื่นๆ รายได้ของเฟซบุ๊กก็ต้องได้รับผลกระทบครั้งนี้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ยิ่งไปกว่านั้น การที่เฟซบุ๊กยังคงต้องพึ่งพาการเข้าถึงยูสเซอร์ผ่านโทรศัพท์สมาร์ตโฟน ไม่ว่าจะผ่านระบบปฏิบัติการไอโอเอส ของไอโฟน หรือแอนดรอยด์ ของกูเกิล ซึ่งล้วนแต่เป็น “คู่แข่ง” ของเฟซบุ๊กนั้น ล้วนแต่เป็นจุดอ่อนทั้งสิ้น ถ้าหากเกิดกรณีที่แอนดรอยด์หรือไอโอเอสเกิดการเปลี่ยนแปลงใดๆ หรือหันไปร่วมพันธมิตรกับคู่แข่งของเฟซบุ๊กแทน
นั่นจะกลายเป็นหายนะของเฟซบุ๊กทันที
ขณะเดียวกัน แม้ว่าความสำเร็จของเฟซบุ๊กในวันนี้ จะเกิดขึ้นจากน้ำมือและมันสมองของ มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก ผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (ซีอีโอ) ทว่า นักวิเคราะห์หลายฝ่ายมองว่า การบริหารภายใต้บังเหียนของซักเคอร์เบิร์ก ผู้ถือหุ้นรายใหญ่ถึง 28.4% ที่มีอำนาจในการออกเสียงภายในบริษัทมากถึง 57% นั้นทำให้เฟซบุ๊กไม่จำเป็นต้องแต่งตั้งคณะกรรมการบริหารเหมือนกับบริษัทอื่นๆ ที่เปิดไอพีโอ ซึ่งจะกลายเป็นสิ่งที่สร้างความวิตกให้กับนักลงทุนว่า ซักเคอร์เบิร์ก จะกลายเป็นเผด็จการบริษัทในที่สุด
ที่ผ่านมา หลายฝ่ายต้องการให้เฟซบุ๊กมีโครงสร้างบริหารที่เป็นมิตรกับผู้ถือหุ้น หรือเปิดทางให้ผู้ถือหุ้นมีสิทธิในการออกเสียงและตัดสินใจมากขึ้น
การประกาศเปลี่ยนสถานะเป็นบริษัทมหาชนของเฟซบุ๊กในครั้งนี้ จึงหมายความว่า เฟซบุ๊กจำเป็นต้องยอมรับการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการบริหารมาเป็นในรูปแบบบริษัทอย่างเต็มรูปแบบ แทนการบริหารโดยคนกลุ่มเล็กๆ เพียงกลุ่มเดียว ภายใต้การควบคุมของซักเคอร์เบิร์กอย่างเช่นเมื่อก่อน
หากไม่ยอมรับความเป็นจริงข้อนี้ การก้าวสู่การเป็นมหาชนของเฟซบุ๊กอาจไม่สวยหรูเหมือนที่คิดก็เป็นได้







