posttoday
รองผบ.ตร.ลั่นเน้นขยายผลยึดทรัพย์ผู้ค้ายา

รองผบ.ตร.ลั่นเน้นขยายผลยึดทรัพย์ผู้ค้ายา

02 กุมภาพันธ์ 2555

รองผบ.ตร.กำชับเจ้าหน้าที่จับกุมขยายผลนำไปสู่ยึดทรัพย์ผู้ค้ายา "อดุลย์"เผย 3 เดือนยึดทรัพย์ผู้ค้า 1,500 รายรวมเป็นเงินกว่า 600 ล้านบาท

รองผบ.ตร.กำชับเจ้าหน้าที่จับกุมขยายผลนำไปสู่ยึดทรัพย์ผู้ค้ายา "อดุลย์"เผย 3 เดือนยึดทรัพย์ผู้ค้า 1,500 รายรวมเป็นเงินกว่า 600 ล้านบาท

พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ   กล่าวว่า การจับกุมผู้ค้ายาเสพติด จนเสร็จสิ้นกระวบการและเข้าสู่เรือนจำ ยังไม่ถือว่าเป็นที่สิ้นสุด เพราะคนเหล่านี้  ยังมีการติดต่อค้าขายยาเสพติดในเรือนจำ เพราะยาเสพติดเป็นผลประโยชน์มหาศาล ที่ผ่านมา ได้มีการจู่โจมเรือนจำ สามารถยึดโทรศัพท์ได้ 2,000 กว่าเครื่อง ยึดยาเสพติดเป็นจำนวนมาก และดำเนินคดีกับเจ้าหน้าที่กรมราชทัณฑ์ เป็นจำนวนมากเช่นกัน ดังนั้น กรณีย้ายนักโทษยาเสพติดไปยังเรือนจำเขาบิน จังหวัดนครราชสีมา ทาง ป.ป.ส.ได้มอบเงินให้ทางตำรวจไปดำเนินการติดตั้งเครื่องตัดสัญญาณโทรศัพท์ในพื้นที่  เชื่อว่าจะช่วยตัดปัญหาค้ายาเสพติดในเรือนจำได้มาก

พล.ต.อ.วัชรพล  ยังได้กำชับไปยังเจ้าหน้าที่ตำรวจว่าขอให้ตำรวจเอาใจใส่การจับกุมผู้ค้า และนำสู่การยึดทรัพย์ให้ได้เพราะหากมีความขยันทุ่มเทต่อไป เงินที่ได้จากการยึดทรัพย์ 1ใน 4 ของจำนวนเงินทั้งหมด จะส่งกลับไปเพื่อส่งเสริมการปฏิบัติงานในพื้นที่ อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมา พบว่า ยังมีตำรวจเกี่ยวข้องกับการค้ายาเสพติด โดยในปี 2554 มีเจ้าหน้าที่ตำรวจถูกดำเนินคดีอาญา 92นาย ถูกลงโทษทางวินัย  133 นาย ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า ยังมีตำรวจที่อยู่ในวงจรการค้ายาเสพติด

"ผู้บังคับบัญชาระดับสูง จะต้องมอบหมายดูแล เข้มงวด หากพบเจ้าหน้าที่กระทำความผิด จะต้องดำเนินคดีทั้งทางอาญาและวินัย อย่างเฉียบขาด ซึ่ง สตช.จะไม่ยอมให้ใช้เครื่องแบบตำรวจแสวงหาผลประโยชน์จากยาเสพติด  เพราะหากเจ้าหน้าที่ตำรวจเกี่ยวข้องก็จะต้องรับโทษมากกว่าผู้ต้องหาทั่วไป 3 เท่า แต่หากเจ้าหน้าที่ตำรวจเป็นผู้ค้าเอง ก็จะต้องโทษประหารชีวิตเช่นกัน  เพราะถ้าจะปราบเขา คนของเรายังเลวอยู่ก็จะทำงานยาก จึงจำเป็นที่จะต้องสร้างความเชื่อมั่นให้กับสังคม"พล.ต.อ.วัชรพลกล่าว

ด้าน พล.ต.อ. อดุลย์ แสงสิงแก้ว เลขาธิการ ป.ป.ส. กล่าวว่า ปัจจุบันปัญหาเสพติดระบาดหนัก โดยภาพรวมมีผู้ติดยาเสพติด กว่า 1.2 ล้านราย กระจายอยู่ทั่วไปในหัวเมืองหลัก ส่วนใหญ่อยู่ในพื้นที่ กทม. กว่า 60 % ซึ่งถือว่าเป็นจังหวัดที่มีผู้เสพมากที่สุด ทั้งนี้ภารกิจต่างจะมีการแบ่งหน้าที่ในการรับผิดชอบจะแบ่งออกเป็น 1.หน้าที่สกัดกั้นสารตั้งต้นยาเสพติดในพื้นที่แนวชายแดน เป็นภารกิจหลักของกองทัพ ที่จะต้องดำเนินการในการป้องกันไม่ให้สารตั้งต้นเข้ามาในพื้นที่ 2.การปราบปรามยาเสพติดในพื้นที่ เป็นหน้าที่เจ้าหน้าที่ตำรวจ และ ป.ป.ส. 3.การเยียวยาผู้เสพ ซึ่งจะถือว่าเป็นผู้ป่วย จะต้องได้รับการบำบัดรักษา โดยกระทรวงสาธารณสุข จะเป็นหน่วยงานหลักในการรับผิดชอบในการบำบัดรักษา 4.การปฏิบัติการป้องกันกลุ่มเสพ โดยเฉพาะเยาวชนอายุตั้งแต่ 7-19 ปี ที่มีอยู่กว่า 11 ล้านคน ซึ่งอยู่ในโรงเรียน 9 ล้านคน อยู่ นอกโรงเรียน 2 ล้านคน ซึ่งกระทรวงศึกษาธิการจะเป็นหน่วยงานหลักที่จะเข้ามารับผิดชอบ โดยมีการทรวงมหาดไทย ซึ่งเป็นฝ่ายปกครอง จะต้องบูรณาการร่วมกับทุกหน่วยงาน

ตั้งแต่ช่วงเดือนธันวาคม ที่ผ่านมา จนถึงปัจจุบัน ได้มีการจับกุมคดียาเสพติดสำคัญ 360 คดี ยึดยาบ้าได้ 16 ล้านเม็ด ยาไอซ์ 600 กิโลกรัม เฮโลอีน 300 กิโลกรัม กัญชา 4,000 กิโลกรรม ยึดทรัพย์ 1,500 ราย รวมเป็นเงินกว่า 600 ล้านบาท ทั้งนี้จะมีการประเมินงานทุก 3 เดือน โดยแต่ละพื้นที่จะมีดัชนีชี้วัดที่สามารถพิจารณาได้ด้วยตัวเองคือ 1.มีการร้องเรียนเพิ่มมากขึ้นหรือไม่ 2.ผู้เสพ ผู้ค้า ยังอยู่ในพื้นที่เช่นเดิมหรือไม่ 3.ราคายาเสพติดมีราคาที่สูงขึ้น หรือหายากหรือไม่ 4.มีการทำราย ไม่ว่าจะเป็นการข้างปา ขูดขีด หรือพ้นสเปร์ ตามสถานที่ต่างๆหรือไม่ 5.แหล่งมั่วสุมในพื้นที่ ยังคงมีอยู่เช่นเดิมหรือไม่ หากสิ่งเหล่านี้ลดลง เท่ากับว่าการทำงานในแต่ละพื้นที่ถือว่าได้ดำเนินการอย่างจริงจัง อย่างไรก็ตามการปราบปรามยาเสพติด เราจะเน้นการบำบัดลูกหลานให้กับประชาชน คืนลูกหลานให้สังคม จะก่อให้เกิดสันติสุขในพื้นที่อย่างแท้จริง

นายเพิ่มพงษ์ เชาวลิต รองเลขาธิการ ป.ป.ส. กล่าวว่า ในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา พบว่า การจับกุมยาไอซ์มีมากขึ้นกว่ายาบ้า  ซึ่งถือว่าเป็นมหันตภัยร้ายแรงที่ต้องจะมีการเร่งติดตามแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง นอกจากนี้ ยังพบว่า ใบกระท่อมได้รับความนิยมในหมู่เยาวชนเพิ่มขึ้น ส่วนเรื่องการบำบัดด้วยความสมัครใจ ยังพบว่ามีน้อย ทั้งนี้อาจเป็นเพราะเรื่องงบประมาณ อย่างไรก็ตาม ควรที่จะเพิ่มจำนวนผู้เข้ารับการบำบัดด้วยความสมัครใจให้มากขึ้นกว่าการจับกุมผู้ที่เสพยาเสพติด

ด้านนายประชา เตรัตน์ รองปลัดกระทรวงมหาดไทย เน้นย้ำให้ผู้ว่าราชการจังหวัด นายอำเภอ บูรณาการทำงานร่วมกับหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง ด้วยการสร้างพลังสังคมและพลังชุมชนในการที่จะป้องกันประชาชนชุมชนทั้งเด็ก เยาวชน และสตรี ในชุมชนให้มีภูมิคุ้มกันในการป้องกันยาเสพติด ทั้งนี้ พบว่า เด็กและเยาวชนทั่วไปที่ติดยาเสพติด ร้อยละ 80 เกิดจากปัญหาครอบครัวแตกแยก ขณะที่ชุมชนและหมู่บ้านก็จะต้องสร้างความเข้มแข็งในชุมชน

นายประชา กล่าวต่อว่า สำหรับสถาบันการศึกษา นั้น มีการรายงานว่า เด็กนักเรียนระดับตั้งแต่ประถมศึกษาที่ 6 เริ่มเข้ามายุ่งเกี่ยวกับยาเสพติด ดังนั้น จะต้องมีการจัดชุดเข้าไปให้ความรู้เรื่องนี้อย่างจริงจังและต่อเนื่อง เนื่องจากถือว่าเป็นเรื่องที่จำเป็นอย่างมาก สำหรับสถานบริการ ถือเป็นพื้นที่เสี่ยงต่อการแพร่ระบาดของยาเสพติด ดังนั้น สถานบริการทุกแห่ง ควรห้ามเด็กเสริฟที่มีอายุต่ำกว่า 18 เข้ามาทำงาน รวมทั้งต้องเปิดให้บริการตรงเวลาที่กฎหมายกำหนดและต้องเข้มงวดในการกวดขันนักเที่ยวไม่ให้นำยาเสพติดมาเผยแพร่ในสถานบริการ 

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท