
กิตติรัตน์แจงสภายันพรก.กู้เงินจำเป็น
"กิตติรัตน์"ร่ายยาว พ.ร.ก.กู้เงินแก้น้ำท่วม ยันจำเป็นต้องมีเพื่อความมั่นคงประเทศหลังน้ำท่วม ยอมรับ ชาติมีหนี้เพิ่มขึ้น
"กิตติรัตน์"ร่ายยาว พ.ร.ก.กู้เงินแก้น้ำท่วม ยันจำเป็นต้องมีเพื่อความมั่นคงประเทศหลังน้ำท่วม ยอมรับ ชาติมีหนี้เพิ่มขึ้น
การประชุมสภาผู้แทนราษฎรในช่วงบ่ายตั้งแต่เวลา 14.00น. ได้เข้าสู่วาระการพิจารณาพระราชกำหนดเกี่ยวกับการกู้เงิน โดยนายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง ได้เสนอพ.ร.ก.กองทุนส่งเสริมการประกันภัยพิบัติ พ.ศ.2555 และ พ.ร.ก.การให้ความช่วยเหลือทางการเงินแก่ผู้ที่ได้รับความเสียหายจากอุทกภัยพ.ศ.2555 ต่อที่ประชุมสภาฯ
"ยืนยันว่าหนี้ที่จะเกิดขึ้นจากการตั้งกองทุนจำนวน 5 หมื่นล้านบาทรัฐบาลจะดูแลให้มีการชำระหนี้ได้อย่างมั่นคงและแน่นอนเพราะจากการดำเนินการในส่วนอื่นจะทำให้หนี้สาธารณะที่ไม่เคยได้รับการดูแลอย่างชัดเจนจะถูกดูแลให้เป็นหนี้ที่เรียกว่าหนี้สาธารณะที่ไม่เป็นภาระต่องบประมาณ เพราะธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.)ได้รับดูแลให้เกิดการจัดการบริหารหนี้ส่วนนี้แล้ว"นายกิตติรัตน์รระบุ
นายกิตติรัตน์ กล่าวว่า ปัญหาอุทกภัยเมื่อปี 2554 ที่่ผ่านมาถูกกจัดเป็นภัยพิบัติที่สร้างความเสียหายเป็นลำดับ 5 ของโลกตั้งแต่2548 ครอบคลุม 53 จังหวัด รวมเสียหาย 2.6 ล้านครัวเรือน ขณะนี้ยังไม่มีหน่วยงานใดประเมินความเสียหายเป็นตัวเงินได้ชัดเจน ประมาณการณ์ว่าจีดีพีลดลง 2.3% ในปี2554 ขยายเพียง 1.5% จากเดิม 4%
นายกิตติรัตน์ กล่าวว่า ความเสียหายทีเกิดขึ้นได้กระจายตัวไปในทุกภาคส่วนของประเทศไทยโดยเฉพาะภาคอุตสาหกรรมทั้งพระนครศรีอยุธยาอยุธยา ปทุมธานี ซึ่งเป็นแหล่งผลิตวัตถุดิบของประเทศ รถยนต์ เครื่องใช้ไฟฟ้า ผลิตภัณฑ์พลาสติก เป็นต้น 2.3 แสนล้านบาท และโรงงานนอกเขตนิคมอุตสาหกรรมใน 8 จังหวัดมีมูลค่าเสียหายใกล้เคียงกัน รวมทั้งหมดนอกและในเขตนิคมอุตสาหกรรมจำนวน 4.7 แสนล้านบาท นอกจากความเสียหายในทรัพย์สินแล้วยังเกิดความเสียหายในรายได้ในอนาคตด้วยเฉพาะโรงงานในเขตนิคมอตุสาหกรรมลดลง 3 แสนกว่าล้านบาท ยังส่งผลต่อเนื่องไปเป็นวงกว้างเพราะเป็นอุตสาหกรรมต้นน้ำมีผลต่อห่วงโซ่การผลิตในภาคอุตสาหกรรมและการจ้างแรงงานในกระบวนการห่วงโซ่อุปทานการผลิตด้วย
"ไม่เพียงเท่านี้ ภาคเกษตรกรรม พื้นที่เพาะปลูกเสียหาย 11 ล้านไร่ สูญเสียรายได้ 4.4 หมื่นล้านบาท และสูญเสียในภาคการพาณิชย์เกษตรและการส่งออกจำนวนมาก ซึ่งมีความสำคัญต่อรายได้ของประเทศถึง 70%ทำให้จากเดิมได้คาดการณ์ว่าการส่งออกจะขยายตัว 25 % ขณะนี้ต้องปรับลดเหลือเพียง 17% ส่งต่อความมีเสถียรภาพในส่วนการค้าส่งและการค้าปลีกอย่างมีนัยสำคัญ" นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง
นายกิตติรัตน์ กล่าวว่า ขณะเดียวกัน จากสภาพปัญหาที่เกิดขึ้นยังส่งผลให้ผู้ประกอบการวินาศภัยด้วย โดยขณะนี้ผู้ประกอบธุรกิจส่วนนี้ประสบปัญหาด้านการบริหารจัดการความเสี่ยงจากการรับประกันวินาศภัยที่เกิดจากภัยพิบัติส่งผลให้ประชาชนและผู้ประกอบการต้องเสียเบี้ยประกันเป็นจำนวนสูงมาก หรือไม่สามารถเอาประกันภัยได้มีผลต่อการขอสินเชื่อจากสถาบันการเงินเพื่อนำมาฟื้นฟูอุตสาหกรรม
ดังนั้น เพื่อช่วยเหลือประชาชนผู้ประกอบการให้ได้รับความคุ้มครองทรัพย์สินและกิจการของบุคคลที่อาจเกิดความเสียหายได้ในอนาคต และเพื่อให้เกิดความเชื่อมั่นในการลงทุนในประเทศสมควร รัฐบาลจึงเล็งเห็นความจำเป็นเร่งด่วนอันไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ในการตราพ.ร.ก.กองทุนเพื่อจัดการความเสี่ยงภัยพิบัติในวงเงิน 5 หมื่นล้านบาทเพื่อรักษาความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศ
นายกิตติรัตน์ กล่าวว่า ส่วนพ.ร.ก.การให้ความช่วยเหลือทางการเงินแก่ผู้ที่ได้รับความเสียหายจากอุทกภัยพ.ศ.2555 วงเงินไม่เกิน 3 แสนล้านบาทมีจุดประสงค์เพื่อให้ความช่วยเหลือด้านการเงิน เพราะเงื่อนไขในการกู้เงินจากสถาบันการเงินตามปกติยังมีข้อจำกัดในด้านสินเชื่อรวมที่จัดไว้รองรับด้านสินเชื่อภาคประชาชน และผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ในขณะที่อัตราดอกเบี้ยที่กำหนดโดยกลไกตลาดอยู่ในระดับไม่ผ่อนปรนต่อภาวะความจำเป็นภายหลังปัญหาอุทกภัย
"พ.ร.ก.ดังกล่าวกำหนดให้ธปท.มีอำนาจในการพิจารณากู้ยืมแก่สถาบันการเงินเป็นการเฉพาะคราวเพื่อให้สถาบันการเงินนำไปให้กู้ยืมแก่ผู้เสียหายในกลุ่มดังกล่าวจากปัญหาอุทกภัยในอัตราดอกเบี้ยต่ำ โดยธปท.และสถาบันการเงินร่วมกันสนับสนุนเงินกู้ให้กับผู้ได้รับเสียหาย ธปท.จะสมทบ 70% ของการให้สินเชื่อคิดอัตราดอกเบี้ยจากสถาบันการเงิน 0.01% ต่อปีและให้ธนาคารพาณิชย์และสถาบันการเงินสมทบ 30% โดยให้คิดอัตราดอกเบี้ยจากผู้กู้ไม่เกิน 3% ต่อปี ทั้งนี้ได้กำหนดให้สถาบันการเงินยื่นคำขอกู้จากธปท.ได้ภายหลังจากพ.ร.ก.ผ่านการพิจารณาทางกฎหมายแล้วและให้ดำเนินการด้านกู้ยืมให้เสร็จสิ้นภายในวันที่ 31 ธ.ค.2556 และสถาบันการเงินต้องส่งคืนเงินกู้แก่ธปท.ภายในระยะเวลา5 ปีนับตั้งแต่ได้รับเงินกู้" นายกิตติรัตน์ กล่าว
รองนายกฯ กล่าวว่า หากรัฐบาลจะมารองบประมาณปี 2556 ทำให้ไม่สามารถยืนยันความมั่นใจต่อผู้ที่เกี่ยวข้องทุกฝ่ายถึงความพร้อมทางการเงินและความมุ่งมั่นของรัฐบาลที่ดำเนินการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาซ้ำอีก จึงมีความจำเป็นรีบด่วน อย่างไรก็ตาม การกู้เงินดังกล่าวรัฐบาลทราบดีว่าเป็นการเพิ่มหนี้สาธารณะให้แก่รัฐบาลถึง 4 แสนล้านบาท ถือว่าเป็นการเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ แต่รัฐบาลมีเหตุผลและความจำเป็นที่จะต้องแสดงให้เห็นประชาคมทางการเงินได้ทราบถึงความพร้อมในการชำระดอกเบี้ยและต้นเงินกู้ทั้งในส่วนที่เป็นหนี้เดิมและหนี้ใหม่ได้
"โดยขณะนี้รัฐบาลไทยมีหนี้สาธารณะ 4.45 ล้านล้านบาท เป็นหนี้ที่รัฐบาลกู้โดยตรง 2.04 ล้านล้านบาท และหนี้ที่รัฐบาลกู้เพื่อดูแลความเสียหายให้กับกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงินจำนวน 1.14 ล้านล้านบาท หนี้รัฐวิสาหกิจที่ไม่ใช่สถาบันการเงิน 1.08 ล้านล้านบาท และหนี้อื่นๆอีก1.8 แสนล้านบาท เป็นที่ทราบกันโดยทั่วไปว่าหนี้ที่รัฐบาลกู้เพื่อดูแลความเสียหายให้กองทุนเพื่อการฟื้นฟูฯเกิดขึ้นตั้งแต่ปี2540 ปัจจุบันมีวงเงินหนี้คงค้างอยู่ในจำนวนดังกล่าวตั้งแต่ปี 2549-ปัจจุบันได้สามารถชำระหนี้เงินต้นโดยธปท.จำนวนเงิน 1.6 แสนล้านบาท คิดเป็น10%ของวงเงินทั้งหมด ขณะนี้กระทรวงการคลังและธปท.ได้ปรึกษาจนมีความเข้าใจร่วมกันแล้วว่าธปท.มีความพร้อมในการดูแลกองทุนเพื่อการฟื้นฟูฯ โดยดำเนินการให้เจ้าหนี้ ผู้เป็นถือพันธบัตร และตั๋วสัญญาใช้เงินของกระทรวงการคลังสามารถได้รับชำระดอกเบี้ยเงินต้นผ่านการดูแลของธปท." นายกิตติรัตน์ กล่าว







