posttoday
กยน.ตั้งองค์กรจัดการภัยพิบัติ ใช้ข็อมูลเดียวจัดการ้บ็ดเสร็จ

กยน.ตั้งองค์กรจัดการภัยพิบัติ ใช้ข็อมูลเดียวจัดการ้บ็ดเสร็จ

01 กุมภาพันธ์ 2555

ภายหลังเกิดคำถามว่า จนบัดนี้ทำไมแผนบริหารจัดการน้ำของคณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อวางระบบการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ (กยน.)

ภายหลังเกิดคำถามว่า จนบัดนี้ทำไมแผนบริหารจัดการน้ำของคณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อวางระบบการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ (กยน.)

เพื่อรับมือน้ำท่วมในปีนี้ถึงไม่มีความชัดเจน ปลอดประสพ สุรัสวดี รมว.วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี จึงได้ชี้แจงความคืบหน้าการดำเนินงาน ว่า ให้ประชาชนมั่นใจว่าหลังจากการทำงานของ กยน. ก่อนที่ฤดูฝนจะมา ประชาชนจะได้ข้อมูลที่ถูกต้อง และเป็นข้อมูลจากทางเดียว

หากเกิดภัยพิบัติต่างๆ ประชาชนจะได้รับข้อมูลเตือนภัยที่ทันเวลาและทั่วถึง หน่วยงานทั้งหลายที่เกี่ยวข้องจะไม่สับสนว่าเมื่อเกิดภัยพิบัติหน่วยงานใดต้องรับผิดชอบบ้าง เพื่อให้เกิดการเชื่อมโยงต่อกัน สิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคตไม่ว่าน้ำจะท่วมหรือไม่ก็ตาม แต่ทาง กยน.ได้อนุมัติ 6 โครงการในการรับมือน้ำท่วมซึ่งเป็นแผนระยะสั้น

ทั้งนี้ งานที่รับผิดชอบ คือ การจัดตั้งคลังข้อมูลน้ำแห่งชาติ และการปรับปรุงระบบเตือนภัยแห่งชาติ การดำเนินการ การเตือนภัย และการพยากรณ์ โดยได้จัดสรรงบประมาณไปแล้ว 3,164 ล้านบาท จากงบประมาณที่ได้รับการจัดสรร 7,000 ล้านบาท สำหรับงบประมาณที่เหลือจะเร่งโครงการให้ออกมาเป็นผลงานให้ได้ภายใน 1-2 สัปดาห์นี้

สำหรับโครงการจัดตั้งคลังข้อมูลน้ำแห่งชาติมีหน้าที่ดูแล 4 เรื่อง ได้แก่ 1.การติดตั้งโทรมาตร หรือไฮโดรมิเตอร์ในลำน้ำและประตูน้ำที่สำคัญ เพื่อวัดระดับน้ำ 2.การวัดกระแสน้ำ 3.การติดตั้งเรดาร์ชายฝั่ง เพื่อวัดระดับคลื่นลมทะเล และ 4.การสำรวจระดับแม่น้ำและตลิ่ง เพื่อติดตามข้อมูลสถานการณ์ปัจจุบัน

กยน.ตั้งองค์กรจัดการภัยพิบัติ ใช้ข็อมูลเดียวจัดการ้บ็ดเสร็จ

 

ขณะที่การจัดทำคลังข้อมูลดาวเทียม จะแบ่งเป็นข้อมูลภาคพื้นดิน และระบบการผลิตข้อมูลที่มีความเชื่อมโยงกับประชาชน หน่วยราชการ และสื่อมวลชนอย่างบูรณาการ ที่สำคัญ ในการติดตามการควบคุมการทำงานของอุปกรณ์จะประกอบด้วยการติดตั้งกล้องซีซีทีวีตามประตูน้ำที่สำคัญ การดำเนินการสร้างประตูน้ำอัตโนมัติ โดยจะทดลองใน 20 ประตูก่อน หากได้ผลจะทำทุกประตูระบายน้ำ

ดังนั้น เมื่อมีระบบประตูอัตโนมัติจะแก้ปัญหาความขัดแย้ง หรือลดการเผชิญหน้าระหว่างประชาชนกับภาครัฐ หรือแม้แต่รัฐบาลกับกรุงเทพมหานคร (กทม.) ด้วย

ขณะที่การจัดตั้งศูนย์ข้อมูลน้ำจะประกอบด้วยการเชื่อมข้อมูลหน่วยราชการทั้งหมด การสร้างห้องควบคุมเพื่อให้ข้อมูล การสร้างแบบจำลองวิเคราะห์สถานการณ์ การตั้งหน่วยเคลื่อนที่ที่มีอุปกรณ์ไปในพื้นที่น้ำท่วมเพื่อให้เกิดความแม่นยำ และเปิดศูนย์บริการข้อมูลภาพถ่ายดาวเทียม รวมถึงการจัดทำระดับความสูงต่ำของพื้นที่น้ำท่วมของประเทศไทยทั้งหมด โดยใช้ระบบเครื่องบินและดาวเทียม

นอกจากนี้ จะปรับปรุงระบบเตือนภัยแห่งชาติ 5 เรื่อง ได้แก่ 1.การเชื่อมระบบข้อมูลทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมด 2.การจัดทำระบบสมาร์ตโฟนเตือนภัย 3.การกระจายข่าวที่เชื่อมต่อกับโทรทัศน์ วิทยุ หนังสือพิมพ์ อินเทอร์เน็ต 4.ระบบภาพถ่ายจีไอเอส และ 5.การแจ้งเตือนโดยระบบคอลเซ็นเตอร์

ปลอดประสพ กล่าวว่า แผนทั้งหมดรัฐบาลจะต้องไปปฏิบัติตามที่อนุมัติแล้ว ซึ่งจะแล้วเสร็จภายในเดือน มิ.ย.-ก.ค. 2555 เพื่อให้ประชาชนได้สบายใจว่าจะได้รับข้อมูลที่ถูกต้อง ขณะเดียวกันหน่วยราชการจะปฏิบัติงานตามแผนโดยไม่เกิดปัญหาซ้ำซ้อนกัน

“ที่สำคัญ อยากฝากไปยังเพื่อนๆ ในคณะกรรมการ กยน. ว่า รัฐบาลมีแผนงาน และต้องขอบคุณทุกคนที่ให้คำแนะนำที่เป็นประโยชน์ ก็หวังว่าเพื่อนๆ ทุกคนจะได้ช่วยงานกันเต็มที่ เพราะเราแก่แล้ว บ่นคนละนิดละหน่อยไม่เป็นไร บ่นไปทำงานไปประชาชนจะได้ปลอดภัย และหวังว่าจะสบายใจขึ้น” ปลอดประสพ ระบุ

นอกจากนี้ ภาครัฐยังมีแผนป้องกันน้ำเฉพาะหน้า คือ 1.พยายามจะพร่องน้ำให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพื่อป้องกันปริมาณฝนที่มาก ซึ่งจะเกิดจากสาเหตุสำคัญ ดังนี้ ปรากฏการณ์ลานินญา ปรากฏการณ์โลกร้อนที่ทำให้เกิดฝนตกและพายุแปรปรวน รวมถึงปริมาณน้ำในเขื่อนและอ่างกักเก็บน้ำในปีนี้ยังสูงอยู่ ในทางกลับกันจะต้องทำให้เขื่อนหรืออ่างเก็บน้ำเป็นที่เก็บน้ำ เพื่อทำหน้าที่ป้องกันอุทกภัยด้วย

ทั้งนี้ ยังจะเร่งรัดการขุดลอกคูคลอง ซ่อมแซมประตูระบายน้ำที่ทำหน้าที่ส่งน้ำและทำหน้าที่ระบายน้ำด้วย และทางรัฐบาลกำลังเร่งป้องกันจุดเสี่ยงที่สำคัญ เช่น นิคมอุตสาหกรรม

“ผมขอชี้แจงนโยบายฟลัดเวย์จะมี 2 แบบ คือ การทำฟลัดเวย์หรือทางน้ำผ่าน หมายถึง ทุ่งนา สวน ลำคลอง และถนน ซึ่งการบริหารจัดการน้ำ คือ หากเกิดน้ำท่วมจะยอมให้น้ำไหลผ่านไปยังเรือกสวนไร่นา โดยกระทรวงมหาดไทยจะไปชี้แจงทำความเข้าใจประชาชนในพื้นที่ว่าทางภาครัฐพร้อมรับผิดชอบต่อผลกระทบที่เกิดขึ้นและจะจ่ายเงินชดเชยให้

สำหรับนโยบายฟลัดไดเวอร์ชัน (Flood Divertion) คือ แนวเหวี่ยงน้ำ หรือแนวเบี่ยงน้ำ การบริหาร คือ การทอนปริมาณน้ำให้น้อยลงและไหลช้าๆ ให้ออกจากแม่น้ำเจ้าพระยาที่ล้นตลิ่งให้น้อยลง หรือเท่าที่แม่น้ำเจ้าพระยาจะพอรับได้

“แนวฟลัดเวย์คือที่ลุ่มแม่น้ำ ลำคลองทั้งหลายตั้งแต่ จ.ชัยนาท ลงมา มีพื้นที่ประมาณ 2.4 หมื่นตารางกิโลเมตร จะเป็นทั้งฟลัดเวย์และแก้มลิงด้วย ซึ่งกระทรวงมหาดไทยจะไปบอกเจ้าของสถานที่ว่า พื้นที่ที่อยู่ในแนวฟลัดเวย์ควรจะทำการเกษตรเมื่อใด เลิกทำเมื่อใด และหากท่วมจะได้รับความช่วยเหลืออย่างไร” ปลอดประสพ ระบุ

ด้าน อานนท์ สนิทวงศ์ ณ อยุธยา ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (จิสดา) และเลขานุการ กยน. เปิดเผยว่า กระบวนการปรับปรุงระบบเตือนภัยจะมี รมว.วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เป็นผู้ดูแล โดยจะขยายระบบเตือนภัยให้ทันสมัย ทั้งเรื่องเทคโนโลยี การทำข้อมูล การใช้ข้อมูล และการจัดเก็บข้อมูลให้ทันต่อเหตุการณ์

รวมถึงการสร้างแบบจำลอง โดยการจัดการทั้งหมดนี้จะอยู่ภายใต้ศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติ ซึ่งสังกัดกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) โดยจะครอบคลุมไปถึงการเตือนภัยพายุ สึนามิ หรือแผ่นดินไหวด้วย

ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ให้เวลา 1-2 สัปดาห์ในการสรุปข้อเสนอทั้งหมดเพื่อเสนอต่อสังคมต่อไป ในการดำเนินการนี้จะรวมถึงการยกร่างกฎหมายจัดตั้งองค์กรบริหารภัยพิบัติแห่งชาติตามที่ วีรพงษ์ รามางกูร ประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อการฟื้นฟูและสร้างอนาคตประเทศ (กยอ.) เสนอด้วย

ทั้งนี้ ในส่วนของจิสดา อานนท์ ระบุว่า ได้รับมอบหมายให้ปรับปรุงระบบรับสัญญาณให้ผลิตภาพจากเรดาร์ได้ชัดเจนมากขึ้น ซึ่งโดยปกติระบบจะวิเคราะห์ในจุดใดจุดหนึ่ง ณ ช่วงเวลานั้นเพียงแห่งเดียว ไม่ได้มองยาวไปถึงพื้นที่ต้นน้ำหรือเส้นทางน้ำ รวมถึงจะเสนอตั้งสำนักงานสำรองที่ อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี เนื่องจากที่ตั้งเดิมของศูนย์อยู่ที่เขตลาดกระบัง ซึ่งเป็นพื้นที่รับน้ำหลักด้วย

ขณะเดียวกัน ก็จะวิเคราะห์พื้นที่สูงต่ำในพื้นที่ กทม.และปริมณฑล ที่ก่อนหน้านี้แทบไม่มีข้อมูล มีเพียงการวิเคราะห์ที่ราบสูงหรือภูเขาเท่านั้น แต่โครงการที่เสนอใหม่จะสามารถระบุพื้นที่ที่ถมสูง หรือยกขึ้นสูงในเขตเมืองได้ทันที โดยนายกฯ กำหนดให้ปรับปรุงแล้วเสร็จใน 3 เดือน

อย่างไรก็ดี มีข้อกังวลถึงการพร่องน้ำออกจากพื้นที่ อานนท์ กล่าวว่า หน่วยงานต่างๆ ได้พร่องน้ำมาพักหนึ่งแล้ว และยังได้มีระบบติดตามการพร่องน้ำด้วยว่าพร่องหมดหรือไม่ ซึ่งในพื้นที่รับน้ำสำคัญได้พร่องออกแทบทั้งหมดแล้ว ส่วนการเร่งจัดการรับฤดูน้ำหลากเป็นเรื่องการปรับปรุงคันกั้นน้ำเตรียมพร้อมไม่ให้น้ำท่วมเข้ามาในเขตเมือง ซึ่งยังมีเวลาเตรียมพร้อมในระยะสั้นจนถึงเดือน พ.ค. ส่วน กทม.และปริมณฑลมีเวลาถึงเดือน ต.ค.

สำหรับพื้นที่ฟลัดเวย์และพื้นที่เบี่ยงน้ำที่ปลอดประสพเสนอนั้น น่าจะเป็นการจัดการในระยะยาว 2-3 ปี ซึ่งยังต้องหารือกันอีกมาก ไม่ว่าจะเป็นการกำหนดเกณฑ์ชดเชย หรือการกำหนดพื้นที่ถาวร ซึ่งการปฏิบัติการทั้งหมดขึ้นกับหลายหน่วยงาน โดยมีกรมโยธาธิการและผังเมือง กระทรวงมหาดไทย ดูแลเป็นหลัก

ด้านการสร้างเขื่อนแก่งเสือเต้นนั้น เพื่อจัดการปริมาณน้ำยมที่มีปริมาณมหาศาล ยังคงไม่ฟันธงว่าจะสร้างเขื่อนแก่งเสือเต้นหรือไม่ แต่น่าจะได้ข้อสรุปภายใน 1-2 เดือนนี้

 

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท