posttoday
ยุโรปกับวิกฤตกรีซซ้ำซาก'วินัยการคลัง'ยังเป็นของแสลง

ยุโรปกับวิกฤตกรีซซ้ำซาก'วินัยการคลัง'ยังเป็นของแสลง

01 กุมภาพันธ์ 2555

ปิดม่านลงไปแล้วสำหรับการประชุมสุดยอดผู้นำสหภาพยุโรป ที่กรุงบรัสเซลส์ ประเทศเบลเยียม ครั้งที่ 16

โดย...ธนพล ไชยภาษี

ปิดม่านลงไปแล้วสำหรับการประชุมสุดยอดผู้นำสหภาพยุโรป ที่กรุงบรัสเซลส์ ประเทศเบลเยียม ครั้งที่ 16 ภายในรอบ 2 ปีเท่านั้น กับวาระฉุกเฉินเร่งด่วนของปัญหาหนี้ในกลุ่มยูโรโซน ที่เรื้อรังมานานเกือบจะ 3 ปีเต็ม

หนึ่งในประเด็นสำคัญจากที่ประชุมหนนี้ที่นับเป็นก้าวเริ่มต้นสำคัญของยุโรป คือ ชาติสมาชิกเห็นพ้องที่จะร่วมลงนามในสนธิสัญญาสร้างวินัยการคลังของชาติสมาชิก หรือ Fiscal Pact ที่ปรากฏร่างเนื้อหาออกมาเป็นระยะๆ

โดยที่แต่ละประเทศสมาชิกจำเป็นต้องเดินหน้าแก้ไขรัฐธรรมนูญของชาติเพื่อให้สอดรับกับสนธิสัญญาใหม่ดังกล่าว ซึ่งจะเปิดประตูให้ส่วนกลางของสหภาพยุโรปเข้าแทรกแซงระบบการคลังของชาติสมาชิกได้มากยิ่งขึ้น พร้อมกับใช้มาตรการลงโทษประเทศสมาชิกที่ใช้จ่ายเกินตัวหากใช้เงินมือเติบปล่อยให้ขาดดุลงบประมาณเกินกว่า 3% ก็อาจจะถูกลงโทษจากส่วนกลางได้

แน่นอนว่าข้อตกลงนี้ถือเป็นการสร้าง “สหภาพยุโรป” ในมิติใหม่ ที่จะเป็นการรวมกลุ่มที่มีวินัยทางการคลังมากขึ้น และที่สำคัญนอกเหนือจากจะเป็นการตัดไฟแต่ต้นลมไม่ให้เกิดปัญหาหนี้ขึ้นมาซ้ำซ้อนอีกในอนาคต ข้อตกลงใหม่นี้ยังจะช่วยฟื้นความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนได้ไม่น้อย

อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางความสำเร็จในเบื้องต้นของการประชุมในครั้งนี้กลับแฝงไปด้วยความไม่แน่นอนของการรวมกลุ่มของยุโรป เมื่ออังกฤษยืนยันไม่ลงนามในข้อตกลงนี้ด้วยเสียงไม่พอใจอย่างหนักที่เห็นว่า “ยุโรปกำลังล้วงตับละเมิดอธิปไตยการคลังของชาติสมาชิก” หนำซ้ำยังชวนให้สาธารณรัฐเช็กไม่ร่วมในข้อตกลงดังกล่าวด้วยเช่นกัน

การลงนามในสนธิสัญญา Fiscal Pact จึงเป็นเรื่องของสมาชิกส่วนใหญ่ 25 ประเทศเท่านั้นที่ไม่ใช่สมาชิกทั้งหมด 27 ประเทศ อนาคตของอังกฤษและเช็กต่อไปนั้น ยังไม่มีใครทราบว่าผลจากการไม่ร่วมลงนามในครั้งนี้จะส่งผลต่อระบบการคลังและความช่วยเหลือต่อทั้งสองประเทศในอนาคตจะเป็นเช่นไร

ยุโรปกับวิกฤตกรีซซ้ำซาก'วินัยการคลัง'ยังเป็นของแสลง

นั่นคือหนึ่งในรอยร้าวที่เกิดขึ้นในเบื้องหลังของการประชุมผู้นำสหภาพยุโรปในครั้งนี้

ไม่เพียงเท่านั้น ท่ามกลางภาพรอยยิ้มของการถ่ายภาพหมู่ผู้นำยังแฝงไปด้วยความตึงเครียดอีกด้านหนึ่งเมื่อที่ประชุมยังไม่สามารถตกลงกันได้ว่าจะ “เอายังไง” กับเงินช่วยเหลือกรีซงวดต่อไป ที่ยืนพื้นอยู่ที่ 1.3 แสนล้านยูโร เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้กรีซกลายเป็นหนี้เสียในที่สุด

หากพิจารณากันถึงเงื่อนไขของเงินช่วยเหลือก้อนที่ 2 จากสหภาพยุโรป (อียู) และกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ที่จะมอบให้กับกรีซเป็นก้อนที่ 2 มูลค่าดังกล่าวนั้น อียูได้วางเงื่อนไขไว้หลักๆ 2 ข้อ คือ

หนึ่ง เจ้าหนี้ ซึ่งคือบรรดาสถาบันการเงิน ธนาคาร และเอกชนอื่นๆ จำเป็นที่จะต้องร่วมรับผิดชอบต่อปัญหาหนี้กรีซที่เกิดขึ้นด้วย โดยความช่วยเหลือก้อนที่ 2 จะต้องไม่ใช่เงินจากสหภาพยุโรป (ซึ่งก็คือเงินภาษีของชาวยุโรป) และเงินช่วยเหลือจากไอเอ็มเอฟเพียวๆ เท่านั้น โดยจะต้องมีส่วนจากการลดหนี้ของเจ้าหนี้ด้วย ซึ่งหมายความว่า ภาคเอกชนจำเป็นต้องรับมือกับการยอมที่จะต้องลดมูลค่าสินทรัพย์ของตัวเองลงด้วย

นั่นคือที่มาของการเจรจาระหว่างกลุ่มผู้แทนเจ้าหนี้ (พีเอสไอ) กับผู้แทนฝ่ายรัฐบาลกรีซ ที่ยืดเยื้อมาเป็นสัปดาห์ที่ 2

อย่างไรก็ตาม เงื่อนไขในข้อนี้กำลังจะผ่านไปได้ด้วยดีแล้ว เมื่อปรากฏข่าวออกมาว่าฝ่ายเจ้าหนี้และกรีซสามารถได้ข้อตกลงเบื้องต้นลดหนี้กรีซได้ถึงครึ่งหนึ่ง โดยพันธบัตรกรีซที่เจ้าหนี้ถือครองอยู่มูลค่าทั้งสิ้น 2.06 แสนล้านยูโรนั้น จะได้รับการแลกเปลี่ยนเป็นพันธบัตรตัวใหม่ ซึ่งจะมีมูลค่าน้อยกว่า 60% ของพันธบัตรเดิม

พันธบัตรตัวใหม่ของกรีซนั้นจะมีกำหนดชำระคืนที่ยาวนานกว่าเดิม และจะมีอัตราดอกเบี้ยที่ไม่เกิน 4% (พันธบัตรเดิม 5%) ซึ่งจะช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายดอกเบี้ยให้กับกรีซลงจากเดิมที่ราว 1 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ มาอยู่ที่ 4,000 ล้านเหรียญสหรัฐเท่านั้น และเมื่อพันธบัตรกรีซถึงเวลาครบกำหนดชำระคืนก็จะมีมูลค่าที่กรีซต้องจ่ายอยู่ที่ 1.03 แสนล้านยูโร หรือครึ่งหนึ่งของมูลค่าหนี้ทั้งหมดในปัจจุบัน นั่นคือเงื่อนไขแรก

ส่วนเงื่อนไขที่ สอง นั้น เพื่อแลกกับความช่วยเหลือก้อนที่ 2 นี้ กรีซจำเป็นที่จะต้องมีความเคลื่อนไหวในหลายๆ ด้านเพื่อสร้างความมั่นใจว่ากรีซจะรัดเข็มขัดอย่างเป็นจริงเป็นจังมากขึ้น

ไม่ว่าจะเป็นการตัดลดจำนวนข้าราชการของรัฐลงเพื่อแก้ปัญหารายจ่ายสวัสดิการดินพอกหางหมู ขายทอดกิจการของรัฐออกไปเพื่อหารายได้เพิ่ม ดำเนินนโยบายลดปัญหาการขาดดุลงบประมาณของรัฐอย่างจริงจัง และที่สำคัญที่สุด กรีซต้องเดินหน้ากระตุ้นเศรษฐกิจมากไปกว่านี้

เงื่อนไขข้อที่ 2 นี้ถือว่าเป็น “ยาขม” สำหรับฝ่ายการเมืองในกรีซ ไม่ว่าจะเป็นขั้วรัฐบาล หรือฝ่ายค้าน ที่ใช้นโยบายประชานิยมเพื่อหวังผลทางการเมืองมาอย่างเคยตัว เช่น การดำเนินนโยบายเพิ่มจำนวนข้าราชการและลูกจ้างของรัฐต่อเนื่องมาหลายปีโดยใช้สวัสดิการที่ข้าราชการของรัฐมาเป็นเครื่องมือหลอกล่อผู้มีสิทธิออกเสียง เป็นต้น

โดยเฉพาะเมื่อกรีซจะเข้าสู่ฤดูกาลเลือกตั้งในราวช่วงฤดูร้อนของปีนี้

ดังนั้น เงื่อนไขข้อที่ 2 จากสหภาพยุโรปนั้น นอกเหนือจากที่จะทำให้เกิดกระแสความไม่พอใจจากกลุ่มสหภาพแรงงานและข้าราชการของรัฐมาโดยตลอดที่กำลังเสี่ยงต่อการตกงาน และเสี่ยงกับรายได้ที่จะหดหายไปในยามที่เศรษฐกิจของประเทศกำลังฝืดเคืองอย่างหนักเช่นนี้ เงื่อนไขข้อนี้ยังจะเป็นการลดบทบาทและอิทธิพลของพรรคการเมืองต่างๆ ในกรีซลงอีกไม่น้อยด้วย

แต่นั่นก็เป็นมาตรการเพื่อการสร้างความมั่นใจของยุโรปว่า เงินช่วยเหลือที่จะปล่อยให้กับกรีซนั้นจะไม่ได้เป็นการ “ตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ” และปัญหาหนี้ของกรีซจะไม่เรื้อรังต่อไป

ถึงขนาดกับที่ทางด้านเยอรมนี พี่ใหญ่ที่มีเศรษฐกิจแข็งแกร่งที่สุดของยูโรโซน ถึงกับเสนอให้สหภาพยุโรปแต่งตั้งคณะเจ้าหน้าที่หรือองค์กรเข้าไปดูแลการตัดสินใจด้านนโยบายของกรีซทีเดียว แต่ก็ได้รับการตอบโต้อย่างรุนแรงจากกรีซเช่นกันว่าแนวทางดังกล่าวถือเป็นการละเมิดอธิปไตยของกรีซอย่างชัดๆ

ปัญหาความเชื่อมั่นในวิกฤตหนี้ยูโรโซนจึงไม่ได้ขึ้นอยู่กับการรวมกลุ่มแก้ปัญหาของบรรดาผู้นำประเทศเท่านั้น แต่เหนืออื่นใดที่สุด กรีซเองต้องเร่งสร้างความเชื่อมั่นให้กับโลกด้วยเช่นกันว่าจะแก้ปัญหาของตัวเองอย่างจริงจัง

ดังที่ โวล์ฟกัง ชอยเบล รัฐมนตรีคลังเยอรมนี ที่กล่าวอย่างไม่ไว้หน้าว่า...

“เงินมากเพียงใดก็ไม่อาจจะช่วยกรีซได้หากกรีซยังคงดีแต่พูด ไม่แก้ปัญหาอย่างจริงจังเสียที!”

 

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท