
เกมไล่ตะครุบเงินยึดทรัพย์ทักษิณ1
คำถามก็คือ ว่าจะตามล่าเงินของตระกูลชินวัตรได้อย่างไร เพราะนอกเหนือจาก 8,000 ล้านบาท ที่จะหลุดรอดออกมาได้แล้ว ที่เหลือล้วนฝากอยู่ในต่างประเทศอย่างน้อย 3 แห่ง
คำถามก็คือ ว่าจะตามล่าเงินของตระกูลชินวัตรได้อย่างไร เพราะนอกเหนือจาก 8,000 ล้านบาท ที่จะหลุดรอดออกมาได้แล้ว ที่เหลือล้วนฝากอยู่ในต่างประเทศอย่างน้อย 3 แห่ง
โดย...ทีมข่าวการเงิน
ทันทีที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พิพากษาให้ยึดเงินที่ได้จากการกระทำผิดของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี 4.6 หมื่นล้านบาท และให้คืน 3.2 หมื่นล้านบาท
ทางกรมสรรพากรซึ่งถือเป็นเจ้าหนี้อีกรายหนึ่งของตระกูลชินวัตร ก็ต้องรีบ “ทำเรื่อง” ถึงสถาบันการเงินเพื่อขออายัดเงินส่วนที่เหลือเอาไว้จ่ายค่าภาษีอีก 1.2 หมื่นล้านบาท
เพราะเมื่อคำนวณจากเงินที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ถูกคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) ยึดเอาไว้เมื่อกลางปี 2550 มีจำนวน 6.6 หมื่นล้านบาท ไม่เต็มจำนวน 7.6 หมื่นล้านบาท ตามคำฟ้อง
ดังนั้น จึงเหลือเงินที่ พ.ต.ท.ทักษิณ และครอบครัวจะถอนออกมาจากสถาบันการเงินได้จริงๆ ไม่น่าเกิน 8,000 ล้านบาท
แน่นอนว่า เรื่องนี้ถือเป็นเรื่อง “ซีเรียส” ยิ่งนักสำหรับครอบครัว และไม่น่าแปลกใจอะไรที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ออกอาการไม่สบอารมณ์ยิ่งนักกับคำตัดสิน
จึงไม่แปลกที่ พินทองทา ชินวัตร จะออกมาตั้งข้อสังเกตว่า คดีของกรมสรรพากรที่อ้างถึงกรณีการซื้อขายหุ้นชินคอร์ปที่ถือโดย “บริษัท แอมเพิลริช อินเวสต์เมนต์” นั้น กรมสรรพากรเรียกเก็บใบเสร็จกับพินทองทาและพานทองแท้ โดยอ้างว่าทั้งสองคนเป็นเจ้าของ
ขณะที่คำพิพากษาของศาลฎีกา ระบุว่า แอมเพิลริช มี พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นเจ้าของ
แต่หากศึกษาคำพิพากษาของศาลฎีกาให้ถ่องแท้ ก็จะพบคำตอบ
โดยเฉพาะในช่วงท้ายของคำพิพากษาที่ว่า แท้ที่จริงแล้วการถือหุ้นในบริษัทนอมินีของครอบครัวชินวัตร ล้วนถูกคอนโทรลและเกี่ยวโยงกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ทั้งสิ้น
กรณีของแอมเพิลริชก็ถูกสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ตรวจสอบ พบว่ามีการเก็บหลักทรัพย์ไว้ในแหล่งเดียวกับบริษัท วินมาร์ค ลิมิเต็ด ที่ประเทศสิงคโปร์ และเจ้าของคือมิสเตอร์ที ชินวัตร
ขณะที่วินมาร์คก็ถูก ก.ล.ต. ตรวจสอบย้อนเข้าไป พบว่ามีผู้กำกับดูแลคือ “กองทุนซิเนตร้า ทรัสต์” ที่มี พ.ต.ท.ทักษิณ และคุณหญิงพจมาน เป็นผู้รับผลประโยชน์
ดังนั้น ไม่ว่าหุ้นชินคอร์ปที่ถูกจำหน่ายให้แก่เทมาเซก จะถือโดยผ่านมือใครหรือบริษัทอะไร ล้วนเกี่ยวโยงกับอดีตผู้นำไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
โดยเงินของ พ.ต.ท.ทักษิณ ที่ได้จากการขายหุ้นถูกอายัดไว้ กระจายในสถาบันการเงินหลายแห่ง
ในช่วงที่ คตส. มีมติให้อายัดเงินจากการขายหุ้นชินคอร์ปนั้น ปรากฏว่า พ.ต.ท.ทักษิณ มีการทยอยเบิกเงินออกไปยังต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง
ไม่ว่าจะเป็นการนำไปซื้อเครื่องบินส่วนตัว หรือการซื้ออสังหาริมทรัพย์ในต่างประเทศ
ทำให้ คตส. ไม่มีทางเลือกต้อง “เหมาโหล” ในการอายัดทรัพย์สินไว้ให้ได้มากที่สุด
แน่นอนว่า ส่วนหนึ่งคือเงินที่ได้จากการขายหุ้นจริง แต่อีกส่วนหนึ่งนั้น “โดนหางเลข” เพราะมีทั้งกองทุนส่วนบุคคลและเงินเพิ่มทุนของบริษัทในเครือชินวัตร รวมอยู่ในก้อนที่ถูกอายัดนี้ด้วย
ขณะที่ธนาคารไทยพาณิชย์ ดูจะเป็น “ฐานเงินฝาก” ที่สำคัญของตระกูลชินวัตร เพราะมีเงินที่ได้จากการขายหุ้นยิงตรงมาธนาคารนี้มากที่สุด โดยเฉพาะที่สำนักงานใหญ่และสาขารัชดาภิเษก
เพราะธนาคารนี้มี “คนใน” ที่โยงใยความสัมพันธ์กับตระกูลชินวัตรอย่างแนบแน่น เรียกได้ว่า พ.ต.ท.ทักษิณ และคุณหญิงพจมาน ไว้ใจธนาคารนี้ที่สุด ถึงขนาดให้ทำดีลการขายหุ้นประวัติศาสตร์ตอนปี 2548 มูลค่าถึง 7.6 หมื่นล้านบาท
ธนาคารตราใบโพธิ์มีเงินที่ได้จากการขายหุ้นชินคอร์ปสูงสุดถึงกว่า 3 หมื่นล้านบาทจึงตกเป็นเป้าที่กรมสรรพากร “หมายตา” ไว้ว่าจะอายัดเงินของ พ.ต.ท.ทักษิณ ต่อไปอีก 1.2 หมื่นล้านบาท
เกมไล่ล่าทรัพย์ที่เหลือของ พ.ต.ท.ทักษิณ จึงเริ่มต้นขึ้น เป็นเกมที่เปิดฉากออกมาก็น่าจะเห็นตอนจบ
หากมองในแง่ของรัฐบาลก็ต้องเห็นใจ เพราะหากปล่อยให้เงินก้อนใหญ่หลุดออกไปสู่ระบบย่อมไม่มีใครรู้ว่า เงินก้อนนี้จะถูกแปรมาเป็นเงินที่สร้างความปั่นป่วนให้ประเทศมากน้อยแค่ไหน
เพราะก่อนหน้านี้มีสายรายงานแล้วว่า มีเงินทุนจากต่างประเทศไหลเข้ามาเพื่อเป็น “ท่อน้ำเลี้ยง”ให้แก่ม็อบล้มรัฐบาล
และก็ไม่แปลกอะไร ถ้าเงินก้อนใหญ่จะนำไปสู่การสะสมอาวุธไว้ต่อกรกับฝ่ายทหารในช่วงหลายปีที่ผ่านมา พ.ต.ท.ทักษิณ ล้วนใช้เงิน “คนอื่น” มาเล่นเกมการเมือง
แต่วันนี้ พ.ต.ท.ทักษิณ อาจจะต้องใช้หน้าตักของตัวเองในการเล่นเท่ากับว่าประสิทธิภาพของการใช้เงินจะต้องสูงกว่าเดิม 2 เท่า เพราะเป็นการเดิมพันที่ค่อนข้างสูง แน่นอนว่า เงินที่เหลือออกไป 8,000 ล้านบาทนั้น อาจจะน้อยเกินไปหากต้องเดินหน้ารุกต่อด้วยการเลือกตั้งทั่วไป
อีกทั้งการที่พรรคเพื่อไทยเป็นพรรคฝ่ายค้าน ทำให้ “ปัจจัย” ที่เป็นอาวุธสำคัญในมือ สส. ก็ง่อยเปลี้ยเสียขา
ที่ผ่านมาแม้จะไม่ง้องบประมาณไทยเข้มแข็ง แต่ท่อน้ำเลี้ยงของนายใหญ่ก็ไม่ได้มาถึงมือเหมือนเมื่อก่อน ทำให้คะแนนเสียงในพื้นที่ถูกตีตื้นจากฝ่ายตรงข้าม โดยเฉพาะอย่างยิ่งพรรคร่วมรัฐบาลในพื้นที่อีสานและเหนือ
ไม่เพียงเท่านั้น สส. เดิมยังถูกแกนนำกลุ่มคนเสื้อแดงในท้องถิ่น พยายามเบียดเสียดสร้างคะแนนเสียง โดยหวังที่จะลงเล่นการเมืองในสมัยหน้า ทำให้ทำให้ สส. เหล่านี้ลำบากใจมากขึ้นไปอีก
เมื่อหวังว่าจะมี “เงินทอน” ในคดียึดทรัพย์ พ.ต.ท.ทักษิณ บ้าง แต่ยังถูกกรมสรรพากรมาเล่นซ้ำดอกสองเข้าให้อย่างนี้ ผู้ที่เกี่ยวข้องกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ก็ยิ่งคางเหลือง
ขณะที่จะหวังว่านักธุรกิจใหญ่ที่เคยเป็นท่อน้ำเลี้ยงสมัยพรรคไทยรักไทยรุ่งเรืองจะเข้ามาช่วยเหลือ ก็ดูเหมือนว่ายุ่งยากพอๆ กัน
เมื่อเกมของกลุ่มคนเสื้อแดงในช่วงที่ผ่านมา “เตะตัดขา” ธุรกิจใหญ่ไปหลายชุด ไม่ว่าธุรกิจใหญ่บนถนนสีลม ถนนพระราม 3 หรือแม้แต่ธุรกิจโรงเหล็ก ก็เข็ดขยาดกับเกมการเมืองเหลืองแดงไปมาก
จะเหลือก็แต่ “อำนาจใหม่” ที่กำลังสถาปนาขึ้นอย่างรวดเร็วในซีกของพรรคภูมิใจไทย ที่ยังมีทุนหนาสำหรับการเลือกตั้งครั้งต่อไป
แม้ทุนจะสู้นายใหญ่ไม่ได้ แต่ก็ต่อกรในพื้นที่ได้อย่างสูสี
ยิ่งมีพรรคประชาธิปัตย์มาช่วยตีกันเรื่อง “เงินทอน” ให้อย่างนี้ อำนาจใหม่ก็ได้แต่ยิ้ม
หลังจากนี้จึงต้องรอให้ทีมทนายของ พ.ต.ท.ทักษิณ ยื่นอุทธรณ์ต่อศาลฎีกาภายใน 30 วัน ว่าจะมีอะไรเปลี่ยนแปลงเรื่องของเงินที่ถูกยึดหรือไม่
ยิ่งไปกว่านั้น จะต้องรอดูท่าทีของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับคดี นอกเหนือจากกรมสรรพากร ว่าจะฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายกับ พ.ต.ท.ทักษิณ อีกหรือไม่
เพราะคำพิพากษานั้นชี้ชัดอยู่แล้วว่า พ.ต.ท.ทักษิณ มีการใช้นโยบายเอื้อประโยชน์ให้แก่ธุรกิจของตนเอง หมายความว่า บริษัท ทีโอที กระทรวงไอซีที หรือแม้แต่เอ็กซิมแบงก์ ก็ต้องไปพิจารณาในแง่ของความเสียหายของตัวเองว่าจะทำอย่างไรต่อไป
เท่ากับว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ยังมีหนี้ที่ค้างจ่ายให้กับประเทศอีกก้อนหนึ่ง
แต่คำถามก็คือ ว่าจะตามล่าเงินของตระกูลชินวัตรได้อย่างไร เพราะนอกเหนือจาก 8,000 ล้านบาท ที่จะหลุดรอดออกมาได้แล้ว ที่เหลือล้วนฝากอยู่ในต่างประเทศอย่างน้อย 3 แห่ง
หนึ่ง คือ สิงคโปร์ สอง คือ สวิตเซอร์แลนด์ และสาม น่าจะเป็นเกาะบริติชเวอร์จิน
พ.ต.ท.ทักษิณ อาจบอกว่า Catch Me If You Can
แต่รัฐบาลอาจอยากตอบกลับไปว่า “ถึงสุดฟ้าข้าก็จะยึด”







