
อุทธรณ์สู้ยึดทรัพย์ เลี้ยงกระแสปิดบัญชีมาร์ค
หากทักษิณยื่นอุทธรณ์เท่ากับไม่ยอมรับผลคำพิพากษาทั้งฉบับ ซึ่งจะมีผลทำให้ “การบังคับคดี” ยึดทรัพย์มีผลสะดุดหยุดอยู่เพราะทักษิณคงร้องศาลฎีกาฯ ให้สั่ง “ทุเลาการบังคับคดี” คือ ห้ามยึดทรัพย์ระหว่างที่คดียังอุทธรณ์ต่อที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา
หากทักษิณยื่นอุทธรณ์เท่ากับไม่ยอมรับผลคำพิพากษาทั้งฉบับ ซึ่งจะมีผลทำให้ “การบังคับคดี” ยึดทรัพย์มีผลสะดุดหยุดอยู่เพราะทักษิณคงร้องศาลฎีกาฯ ให้สั่ง “ทุเลาการบังคับคดี” คือ ห้ามยึดทรัพย์ระหว่างที่คดียังอุทธรณ์ต่อที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา
โดย...ทีมข่าวการเมือง
นพดล ปัทมะ อดีตทนายหน้าหอเศรษฐีและอดีต รมว.ต่างประเทศ ปัจจุบันรับบทที่ปรึกษาด้านกฎหมาย ทักษิณ ชินวัตร ออกมาให้ความเห็นชูธง “อุทธรณ์” คดียึดทรัพย์ต่อที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา ตามใบสั่งอดีตนายกรัฐมนตรี
การอุทธรณ์คดีนี้มีกำหนดเส้นตาย เพราะกฎหมายให้ยื่นภายใน 30 วัน หรือภายในวันที่ 28 มี.ค. โดย “หัวใจ” ของการยื่นอุทธรณ์อยู่ที่ทักษิณต้องมี “พยานหลักฐานใหม่” โดยการอุทธรณ์นั้นสามารถอุทธรณ์ได้ทั้ง “ข้อกฎหมาย” และข้อเท็จจริง
เมื่อสดับประเด็นจากบทสัมภาษณ์ของนพดล เกี่ยวกับมุมอุทธรณ์แล้วพบว่า ทีมทนายความทักษิณจะยื่นสู้ทั้งข้อกฎหมายและข้อเท็จจริง อาทิ เจตนาการทำนิติกรรมโอนหุ้นชินคอร์ปให้บุตรเป็นสิทธิของ “คู่สัญญา” ที่ตกลงสมัครใจทำนิติกรรมนั้น ศาลไม่มีอำนาจไปยกเลิกเพิกถอนนิติกรรมนั้นเพราะเหตุว่าเป็นนิติกรรมอำพราง
การออก 5 มาตรการที่ถูกตัดสินว่าเอื้อประโยชน์ชินคอร์ปนั้นทำโดยการออกพระราชกำหนดที่ศาลรัฐธรรมนูญตีความแล้วว่าเป็นมาตรการที่ทำโดยผลประโยชน์ตกแก่ประชาชน มิใช่ตกแก่ชินคอร์ป
พร้อมกับยังคงชี้ให้ “ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา” เห็นว่า การไต่สวนคดีของ คตส. นั้นมีความไม่ชอบด้วยกฎหมาย เริ่มตั้งแต่ที่มาของ คตส. ซึ่งเกิดจากการรัฐประหาร และ คตส. บางคน เป็นปรปักษ์กับทักษิณ ฯลฯ
หากทักษิณยื่นอุทธรณ์เท่ากับไม่ยอมรับผลคำพิพากษาทั้งฉบับ ซึ่งจะมีผลทำให้ “การบังคับคดี” ยึดทรัพย์มีผลสะดุดหยุดอยู่เพราะทักษิณคงร้องศาลฎีกาฯ ให้สั่ง “ทุเลาการบังคับคดี” คือ ห้ามยึดทรัพย์ระหว่างที่คดียังอุทธรณ์ต่อที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา
ผลเท่ากับกระทรวงการคลังจะยังไม่มีสิทธิเข้าไปยึดเงิน 4.6 หมื่นล้านบาท เข้าท้องพระคลังตามคำพิพากษา หรือแม้แต่กรมสรรพากรที่ยืนยันเดินหน้าเก็บภาษีหุ้นชินคอร์ปจากโอ๊คเอม ก็ยังไม่มีสิทธิขอเคลียร์เงินภาษีกับบุคคลทั้งสอง
ขณะที่ฝ่ายทักษิณเองก็คงไม่มีสิทธิถอนอายัดเงิน 3 หมื่นล้านบาท ที่ศาลสั่งคืน เพราะต้องรอจนกว่าคดีจะถึงที่สุดเช่นกัน
ส่วนหลังการอุทธรณ์คดียึดทรัพย์จะถึงที่สุดโดยเสร็จเร็วหรือเสร็จช้านั้นขึ้นอยู่กับปัจจัย 2 อย่าง นั่นคือ
คดีเสร็จเร็ว เพราะที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกามีมติไม่รับอุทธรณ์
คดีเสร็จช้า เพราะที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกามีมติรับอุทธรณ์ และจะใช้เวลาพิจารณาคดีนานพอสมควรเพราะเป็นการตัดสินโดยใช้ผู้พิพากษาทั้งศาลหรือมากกว่า 100 คนเป็นผู้พิจารณาพิพากษา
อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าผลของการอุทธรณ์คดีจะทำให้คดียึดทรัพย์ถึงที่สุดโดยเร็วหรือช้าก็ตาม อย่างน้อยการอุทธรณ์คดีนี้ก็จะเป็นเงื่อนแง่ทางการเมืองที่ทักษิณและ “แกนนำเสื้อแดง” จะใช้เป็นธงนำทางม็อบสีแดงให้ออกมาโค่นรัฐบาล อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี
ตามที่ 3 เกลอแกนนำคนเสื้อแดง ประกาศจะมีม็อบใหญ่ในวันที่ 14 มี.ค. โดยมีเป้าหมายใหญ่ไล่รัฐบาลอภิสิทธิ์ ปิดบัญชีแค้น
แกนนำคนเสื้อแดงประกาศระดมคนเสื้อแดงทุกจังหวัดทั่วภูมิภาคเพื่อมารวมตัวกันที่ “สนามหลวง” ให้ได้ 1 ล้านคนก่อนเคลื่อนพลไปล้อมทำเนียบรัฐบาลเปิดเกมใหญ่ไล่รัฐบาลเป็นครั้งที่ 2 หลังจากพ่ายไปเมื่อเดือนเม.ย.ปีที่ผ่านมา
แกนนำคนเสื้อแดงลั่นวาจาศึกครั้งนี้ต้องโค่นรัฐบาลประชาธิปัตย์ให้ได้ภายใน 3 วัน 7 วัน โดยจะมีการกดดันเพื่อให้นายกฯ อภิสิทธิ์เลือกทาง “ยุบสภา”
ดังนั้น ช่วง 2 สัปดาห์ต่อจากนี้หรือก่อนจะถึงวันดีเดย์แดงเดือด 14 มี.ค. แกนนำคนเสื้อแดงจะต้องเดินสายปลุกระดม และเหตุผลที่จะใช้ปลุกเร้าคนรักทักษิณในชั่วโมงนี้คงไม่มีอะไรดีไปกว่า “คดียึดทรัพย์”
โดยคำว่า “2 มาตรฐาน” ในการตัดสินคดียึดทรัพย์จะถูกยกขึ้นมาขย่ม เพื่อให้คนเสื้อแดงฮึกเหิมที่จะเข้ากรุงโค่นอำนาจปัจจุบันเพื่อให้ขั้วทักษิณเกิด
ถึงแม้ว่าก่อนหน้านี้แกนนำหลายคนในฟากทักษิณจะออกมาพูดว่า การที่ศาลพิพากษาไม่ยึดทรัพย์ทั้งหมดจะทำให้บ้านเมืองเกิดความสมานฉันท์ แต่ดูเหมือนคำพูดนี้ของ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ จะเป็นจิ๋วหวานเจี๊ยบไม่เปลี่ยน เพราะเอาเข้าจริงหลังการตัดสินคดียึดทรัพย์ผ่านไปเพียง 1 วัน ระเบิดลงธนาคารกรุงเทพ ซึ่งเป็นสถานที่เอกชนถึง 4 จุด
สะท้อนความรุนแรง อันเป็นเส้นขนานของความสมานฉันท์
สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในแห่งชาติ หรือกอ.รมน. ประชุมแล้วยังต้องประเมินว่ากรุงเทพมหานครอาจต้องงัดพ.ร.ก.ฉุกเฉินมาใช้อีกครั้ง
“ความรุนแรง” จึงจำเป็นต้องมี เพื่อให้ทักษิณไปถึงเป้าหมาย เหตุที่จะใช้ลากคนเสื้อแดงระดับล้านคนออกมาได้จึงต้องอาศัย “คดียึดทรัพย์” ภายใต้วาทกรรม 2 มาตรฐานออกมาเป็นตัวล่อ ปลุกเร้าคนเสื้อแดงโค่นรัฐบาลอย่างที่วิเคราะห์ข้างต้น
ยิ่งดูถ้อยคำทักษิณ ยิ่งชัดเจนถึงสัญญาณ
“...คดีนี้ผมไม่ได้รับความเป็นธรรม ...และขอให้คนเสื้อแดงได้รับชัยชนะในวันที่ 14 มี.ค. ...”
คดียึดทรัพย์คืนเงินบางส่วนจึงเป็นปัจจัยหลักที่จะทำให้สถานการณ์ชุมนุมของคนเสื้อแดงสุกงอมถึงวันดีเดย์นับจากสัปดาห์นี้ไปจนถึงสัปดาห์หน้า ต้องดูว่ารัฐบาลอภิสิทธิ์ ซึ่งมีสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคงจะตั้งรับและรุกแก้เกมทักษิณเสื้อแดงก่อนถึง 14 มี.ค. อย่างไร
ขณะที่ก็ต้องติดตามดูกลเกมทักษิณในช่วงใช้ผลการ “อุทธรณ์” คดียึดทรัพย์ต่อที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาว่าจะยืนระยะหล่อเลี้ยงแผนปลุกระดมคนเสื้อแดงให้กรีธาทัพประชาชนสีแดง 1 ล้านคน ออกมาเผด็จศึกรัฐบาล จนถึงวันสุกดิบปิดบัญชีแค้น 14 มี.ค. สมดังเจตนาแบบไม่อำพรางสำเร็จหรือไม่







