
อย่าปล่อยให้น้ำท่วม
จะด้วยความปรารถนาดีหรือไม่ก็ตาม การที่เลขาฯ ของสำนักงานพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.)
จะด้วยความปรารถนาดีหรือไม่ก็ตาม การที่เลขาฯ ของสำนักงานพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.)
และนายปลอดประสพ สุรัสวดี รมว.วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ได้ออกมากล่าวไปในทิศทางเดียวกันว่า ในปีนี้มีโอกาสที่น้ำจะท่วมมากเหมือนปีที่แล้ว เนื่องจากปริมาณน้ำในเขื่อนมีมาก และปีนี้ธรรมชาติแปรปรวน ทำให้ฝนจะตกเร็วกว่าฤดูปกติ
นอกจากนี้ นายสมิทธ ธรรมสโรช กรรมการหนึ่งในคณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อวางระบบการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ (กยน.) ออกมาแสดงความอึดอัดกับแนวทางแก้ปัญหาและรับมือกับสถานการณ์อุทกภัยที่คาดว่าจะมากกว่าปี 2554 ของ กยน. เนื่องจากได้รับอนุมัติงบประมาณ 3.5 แสนล้านบาท แต่ยังไม่มีแผนงานที่ชัดเจน ถึงกับเปรยว่าจะลาออกจาก กยน.
การกล่าวเช่นนี้ทำให้ประชาชนแตกตื่นว่าน้ำจะท่วมอีกแล้วหรือ บางครอบครัวจนขณะนี้ยังซ่อมบ้านไม่เสร็จ และบางคนยังไม่ได้รับเงินชดเชย 5,000 บาทจากรัฐด้วยซ้ำ และเริ่มจับจ้องมองการทำงานของรัฐบาล ความกังวลใจของประชาชนสะท้อนออกมาจากผลการสำรวจของสวนดุสิตโพล เปิดเผยว่า ประชาชน 85.87% ยกปัญหาน้ำท่วมเป็นงานเร่งด่วน
นี่ไม่ใช่ความกังวลใจของประชาชนเท่านั้น แต่เป็นความกังวลของนักลงทุนต่างชาติที่ยังไม่เชื่อมือว่ารัฐบาลจะรับมือกับปัญหาน้ำท่วมที่อาจจะเกิดขึ้นอีกได้ ทำให้ต่างพากันคิดจะย้ายโรงงานไปอยู่นอกพื้นที่น้ำท่วมและการปฏิเสธรับประกันภัยต่อ ด้านภัยธรรมชาติจากไทยก็ยังคงมีอยู่ แม้รัฐบาลจะตั้งกองทุนประกันภัยธรรมชาติขึ้นมา 5 หมื่นล้านบาท ก็ดูเหมือนจะไม่เพียงพอ หากความไม่เชื่อมั่นยังมีอยู่ก็จะยังไม่มีใครกล้าเสี่ยง
ดูไปแล้ว การแก้ไขปัญหาน้ำท่วมของรัฐบาลยังดูไม่เป็นเอกภาพ จากการเปิดเผยของนายสมิทธ นายปราโมทย์ ไม้กลัด กรรมการ กยน. ก็เห็นได้ชัดเจนว่า การที่รัฐบาลออก พ.ร.ก.กู้เงินเพื่อฟื้นฟูประเทศ 3.5 แสนล้านบาท ก็ยังไม่ชัดเจนว่าจะกู้ไปทำโครงการอะไรบ้าง และที่ประชาชนเป็นห่วงก็คือ การคอร์รัปชันที่จะเกิดขึ้นมหาศาลตามวงเงินลงทุนไปด้วย
สิ่งที่รัฐบาลควรจะรีบดำเนินการก็คือ ออกมาบอกประชาชนว่าการเตรียมการรับมือของรัฐบาลคืออะไรบ้าง มีโครงการอะไร ไม่ใช่เอาจำนวนเงินลงทุนเป็นที่ตั้ง ตั้งวงเงินก่อนแล้วจึงนำโครงการเข้ามาใส่ทีหลัง
โดยหลักการทำแผนงานที่ถูกต้อง ก็จะต้องตั้งโครงการที่จำเป็นเร่งด่วนออกมาก่อน เรียงลำดับความสำคัญก่อนหลัง เพื่อใช้เงินให้มีประสิทธิภาพ เนื่องจากงบประมาณแผ่นดินมีจำกัด แม้จะมีการออก พ.ร.ก.กู้เงินแล้ว ก็ไม่ได้หมายความว่าจะใช้เงินอย่างไร้ประสิทธิภาพได้ เพราะการกู้เงินทั้งหมดนั้นเป็นหนี้สาธารณะที่ประชาชนทั้งประเทศต้องร่วมกันชดใช้
ในฐานะนายกรัฐมนตรี แม้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร จะมอบหมายงานให้รัฐมนตรีคนไหนในรัฐบาลไปดำเนินการก็ตาม แต่หากเกิดปัญหาขึ้น นายกฯ ในฐานะหัวหน้ารัฐบาลก็ต้องรับผิดชอบ นายกฯ ควรเอาใจใส่และติดตามงานเรื่องแก้ไขน้ำท่วมให้มากกว่านี้ หากยังปล่อยให้เกิดความไม่เชื่อมั่นอยู่อย่างนี้ อีกไม่นานผลของการไม่เอาใจใส่กับปัญหาก็จะสะท้อนออกมาและส่งผลร้ายต่อประเทศและต่อเศรษฐกิจอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้







