
จับตาสมัชชาประชาชนจีน ชี้ทิศเศรษฐกิจมังกร 53
8...ทีมข่าวต่างประเทศ
การประชุมประจำปีสมัชชาประชาชนแห่งชาติจีนที่จะเริ่มต้นในช่วงปลายสัปดาห์นี้ ชวนให้หวนนึกถึงบรรยากาศการประชุมเมื่อปีที่แล้ว ที่ชาวโลกต่างจับตาการประชุมครั้งนี้ในฐานะที่เป็นหนึ่งในปัจจัยที่จะชี้นำทิศทางเศรษฐกิจโลกตลอดช่วงปีที่ผ่านมา
เมื่อปีที่แล้วชาวโลกต่างคาดหวังที่จะให้การประชุมใหญ่ของผู้นำจีน เป็นการประกาศให้ชาวโลกได้มั่นใจว่า จีนจะผลักดันตัวเองให้เป็นเสมือนหนึ่งกลไกในการฟื้นฟูเศรษฐกิจโลก
อย่างไรก็ตาม แม้ปีนี้ชาวโลกจะยังคงคาดหวังกับการประชุมครั้งนี้ไว้สูงมาก แต่เป็นความคาดหวังที่แตกต่างจากปีที่แล้วอย่างสิ้นเชิง เพราะในปีนี้ชาวโลกต่างรอคำตอบจากสมัชชาประชาชนจีน ว่าจะรับประกันชาวโลกได้อย่างไรว่า ฟองสบู่อสังหาริมทรัพย์และปัญหาเงินเฟ้อ จะไม่ทำให้จีนต้องสะดุดล้มลง
จะไม่ให้ชาวโลกกังวลได้อย่างไรในเมื่อจีนได้ก้าวขึ้นมาเป็นประเทศผู้ส่งออกอันดับ 1 ของโลกแทนที่เยอรมนี มิหนำซ้ำยังจ่อรอจังหวะที่จะชิงตำแหน่งมหาอำนาจเศรษฐกิจอันดับ 2 จากญี่ปุ่นอย่างเร็วที่สุด ภายในปีนี้
การประชุมสมัชชาแห่งชาติจึงเป็นเสมือนเป้าหมายหลักด้านนโยบายเศรษฐกิจสำหรับปีนี้จนถึงต้นปีหน้า ในช่วงเวลาที่จีนกำลังเป็นทั้งความหวังและความกังวลของชาวโลก
ประเด็นสำคัญที่จะหยิบยกขึ้นมาชี้แจงโดยผู้นำจีนจึงหนีไม่พ้นมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ปัญหาเงินเฟ้อ และปัจจัยเสี่ยงที่กำลังก่อตัวขึ้นในธุรกิจบางภาค
ที่ผ่านมา จีนสามารถรับมือกับวิกฤตที่กำลังก่อตัวขึ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ เนื่องจากโครงสร้างการบริหารเป็นการกำหนดลงมาจากระดับบนสู่ระดับล่างโดยตรง โดยไม่ต้องผ่านกระบวนการตรวจสอบและถ่วงดุลอำนาจดังเช่นระบอบประชาธิปไตยตะวันตก ซึ่งทำให้กระบวนการตัดสินใจและปรับใช้ล่าช้า ไม่ทันการณ์
อย่างไรก็ตาม หากกระบวนการตัดสินใจในเชิงบงการแบบจีนเกิดผิดพลาดขึ้นมา ความผิดพลาดนั้นจะรุนแรงจนไม่อาจแก้ไขได้โดยง่าย
นอกจากนี้ ปัญหาใหญ่ไม่ใช่การวางแผนเพียงอย่างเดียว แต่เป็นผู้นำรุ่นใหม่ที่จะก้าวขึ้นมารับช่วงแทนรุ่นเก่าในปี 2555 ประเด็นนี้เริ่มเป็นที่สนใจของสาธารณชนและชาวโลกมากขึ้น และจะยิ่งตกเป็นเป้าจับตามองมากขึ้นในการประชุมครั้งนี้
ในการเปลี่ยนถ่ายผู้นำระยะกว่า 2 ทศวรรษที่ผ่านมา ไม่มีปัญหามากนัก เนื่องจากเป็นกลุ่มที่มีความใกล้ชิดกับผู้นำรุ่นก่อน ผิดกับรุ่นใหม่ที่เรียกกันว่าเป็นกลุ่ม
“ไท่จื่อต่าง” หรือพรรคทายาทแห่ง “ราชวงศ์คอมมิวนิสต์” ซึ่งไม่เพียงไม่มีความเชื่อมโยงกับผู้นำรุ่นก่อนเท่านั้น แต่ยังเกิดมาแบบ “คาบช้อนเงินช้อนทอง”ไล่เรียงมาตั้งแต่นายซีจินผิง ขณะนี้ดำรงตำแหน่งรองประธานาธิบดีจีน เป็นบุตรชายของซีจองซุน แกนนำพรรคคอมมิวนิสต์จีน นายซีจินผิง ผู้นี้ได้รับการวางตัวเป็นหัวเรือใหญ่ของผู้นำจีนรุ่นที่ 5 ซึ่งหมายความถึงอนาคตประธานาธิบดีจีนคนต่อไป ต่อจากนายหูจิ่นเทา
นายหลี่เค่อเฉียง รองนายกรัฐมนตรี ที่คาดว่าจะเข้ามาแทนที่นายกรัฐมนตรีของประเทศ แทนที่นายเวินเจียเป่า
จริงอยู่ที่บรรดาทายาทเหล่านี้มีความคุ้นเคยกับระบบทุนนิยมเสรีมากกว่าผู้นำรุ่นก่อนเนื่องจากเติบโตในยุคหลังการประกาศใช้นโยบายเศรษฐกิจใหม่ โดยเติ้งเสี่ยวผิง จุดนี้อาจช่วยหนุนให้จีนยิ่งก้าวขึ้นมาเป็นมหาอำนาจเศรษฐกิจได้ง่ายยิ่งขึ้น
แต่ความคุ้นเคยที่มากเกินไปจนละเลยเนื้อหาของความเป็นสังคมนิยมจะยิ่งทวีความรุนแรงของปัญหาช่องว่างความมั่งคั่งระหว่างเขตเมืองและชนบท
ใครที่คุ้นเคยกับประวัติศาสตร์จีนในระยะใกล้จะทราบดีว่า ชัยชนะของพรรคคอมมิวนิสต์มาจากความพยายามเกลี่ยความมั่งคั่งให้ชาวจีนกินดีอยู่ดีอย่างเท่าเทียมกัน แม้จะไม่ประสบความสำเร็จอย่างสมบูรณ์แบบก็ตาม แต่อย่างน้อยช่วยรักษาความเป็นเอกภาพของสังคมได้ในระดับหนึ่ง
กล่าวโดยสรุปก็คือ หากสังคมจีน ซึ่งมีความใหญ่โตมโหฬารและมีความซับซ้อนสูง ต้องเผชิญกับรอยแยกในสังคมที่กว้างมากขึ้น เสถียรภาพของรัฐบาลจะยิ่งสั่นคลอนมากขึ้นเท่านั้น
จึงไม่น่าประหลาดใจที่นายกรัฐมนตรีเวินเจียเป่าจะกล่าวเตือนว่า ในปีนี้ (และอาจรวมถึงปีต่อๆ ไป) จีนจะต้องเผชิญกับช่วงเวลาที่ซับซ้อนที่สุดปีหนึ่ง
แน่ล่ะ แม้จะเป็นคำกล่าวที่พาดพิงถึงปัญหาเศรษฐกิจในระยะเฉพาะอย่างปัญหาเงินเฟ้อและความร้อนแรงจนน่าวิตกของตลาดอสังหาริมทรัพย์
แต่ปฏิเสธไม่ได้เช่นกันว่า ปัญหาเงินเฟ้อและที่อยู่อาศัยที่ราคาแพงลิ่ว ล้วนแต่เป็นภาพสะท้อนของความไม่เท่าเทียมกันในสังคมจีนที่เห็นชัดแจ้งยิ่งขึ้น
ปัญหาเงินเฟ้อ เคยเกือบที่จะจุดชนวนจลาจลแย่งชิงอาหารในจีนมาแล้วเมื่อปี 2550 โดยเฉพาะความโกลาหลที่เกิดขึ้นในเขตชนบท
ปัญหาราคาอสังหาฯ สูงลิ่ว ยังไม่จุดชนวนความรุนแรงใดๆ แต่มีแนวโน้มที่จะก่อให้เกิดแรงกดดันต่อชนชั้นกลางในเมืองอย่างรุนแรง หากแนวโน้มราคาพุ่งไม่หยุดฉุดไม่อยู่
ปัญหาเหล่านี้ คือสิ่งที่นักวิเคราะห์เห็นตรงกัน นั่นคือรากฐานการขยายตัวทางเศรษฐกิจของจีนยังไม่สมประกอบ เรียกได้ว่าเข้าข่ายลักษณะ
“โตแต่หัว ตัวไม่โต”นี่คือความท้าทายที่ผู้นำจีนชุดปัจจุบันค้นพบ และเป็นโจทย์ที่ผู้นำจีนรุ่นต่อไปต้องแก้ไข ท่ามกลางความคาดหวังที่ตั้งไว้สูงมากต่อผู้นำจีน
“รุ่นทายาทการเมือง”อย่างไรก็ตาม นายหลี่เค่อเฉียง และบรรดาทายาทการเมืองไม่ทำให้หมดหวังไปเสียทีเดียว เพราะล่าสุดได้ประกาศวิสัยทัศน์แล้วว่า ต้องการผลักดันให้พื้นที่ชนบทโดยเฉพาะในเขตแดนด้านตะวันตกของประเทศมีอัตราการพัฒนาทางเศรษฐกิจที่เด่นชัดมากกว่านี้
ในทางเศรษฐกิจแล้ว พื้นที่ฟากตะวันตกของประเทศไม่อาจเทียบพื้นที่ฟากตะวันออกที่ติดชายฝั่งได้เมื่อวัดกันที่ปัจจัยด้านการผลิตและบริการ
แต่เมื่อวัดกันด้วยปัจจัยด้านเสถียรภาพทางการเมืองแล้ว พื้นที่ฟากตะวันตกเป็นที่ที่มีความสำคัญอย่างยิ่งยวด เนื่องจากมีความหลากหลายทางชนชาติกลุ่มน้อย หากไม่เกลี่ยความมั่งคั่งให้เท่าเทียมกัน อาจสร้างความรู้สึกไม่พอใจอย่างรุนแรงให้เกิดขึ้นในหมู่ชนกลุ่มน้อย
จีนมีประสบการณ์เกี่ยวกับปัญหานี้เป็นอย่างดีจากกรณีการลุกฮือของชาวทิเบตเมื่อปี 2551 และชาวอุยกูร์เมื่อปี 2552
คราวนี้หลี่เค่อเชียงจึงหันมาเน้นความสำคัญของเขตปกครองตนเองหนิงเซี่ย ซึ่งเป็นพื้นที่ของชนกลุ่มน้อยชาวฮุยที่นับถือศาสนาอิสลาม และตั้งอยู่คาบเกี่ยวกับภาคกลางตอนเหนือของชาวจีนเชื้อสายฮั่น อันเป็นชนส่วนใหญ่ของประเทศกับมณฑลชิงไห่ของชาวทิเบตและเขตปกครองตนเองซินเจียงของชาวอุยกูร์
วิสัยทัศน์ของนายหลี่ ไม่ใช่ของใหม่ แต่เป็นแผนพัฒนาที่เริ่มขึ้นตั้งแต่ปี 2543 อย่างไรก็ตาม ท่าทีนี้บ่งบอกว่า ผู้นำรุ่นใหม่ของจีนจะไม่ปรับเปลี่ยนนโยบายเศรษฐกิจอย่างฉับพลัน
ไม่เพียงเท่านั้น ยังมีการเสริมนโยบายให้สอดคล้องกับทิศทางกระแสนิยมสากล โดยเฉพาะการผลักดันให้พื้นที่ชนบทและภาคตะวันตกเป็นผู้นำการพัฒนาเศรษฐกิจสีเขียว
ปัญหาของจีนที่จะหยิบยกขึ้นมาสะสางในการประชุมสมัชชาประชาชนจีนปีนี้ ไม่เพียงเป็นการกำหนดทิศทางการแก้ปัญหาเศรษฐกิจระยะสั้นเท่านั้น แต่จะยังเป็นการแสดงวิสัยทัศน์ในระยะยาวของผู้นำปัจจุบัน เพื่อส่งผ่านไปสู่ผู้นำรุ่นใหม่ ที่จะเข้ามาผลักดันมิติใหม่ของเศรษฐกิจจีนที่มีเสถียรภาพ และความเท่าเทียมกันมากขึ้น
หากจีนประสบความสำเร็จในเรื่องนี้ ย่อมหมายความว่าถนนสู่มหาอำนาจเศรษฐกิจอันดับ 1 ของโลกคงไม่ไกลจากความหวังอันใกล้







