posttoday
ค่าธรรมเนียม ผลตอบแทนกองทุนใครว่าไม่

ค่าธรรมเนียม ผลตอบแทนกองทุนใครว่าไม่

28 มกราคม 2555

เมื่อวันก่อนมีการวิจัย “ทัศนคติและพฤติกรรมการบริหารการลงทุนของผู้จัดการกองทุน”

เมื่อวันก่อนมีการวิจัย “ทัศนคติและพฤติกรรมการบริหารการลงทุนของผู้จัดการกองทุน”

โดยสถาบันวิจัยตลาดทุน ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ในงานวิจัยนั้นมีการสำรวจความเห็นหลายๆ เรื่อง แต่มีเรื่องหนึ่งที่น่าสนใจ คือการสำรวจความคิดเห็นของผู้จัดการกองทุนที่มีต่อ “นักลงทุน” เพราะอยากจะรู้เหมือนกันว่า คนที่เขาบริหารเงินให้เรา “เขาคิดกับเรายังไง”

ผู้จัดการกองทุนมองนักลงทุน

ในงานวิจัยพบว่า ผู้จัดการกองทุนคิดว่า สิ่งที่สำคัญที่สุดที่นักลงทุน (อย่างเรา) นำมาใช้พิจารณาเพื่อตัดสินใจลงทุนในกองทุนสักกองทุนหนึ่ง คือ ชื่อเสียงขององค์กรที่เป็นบริษัทแม่ของบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) โดยที่อัตราผลตอบแทนในอดีตเป็นเรื่องสำคัญรองลงมา

ขณะที่ค่าธรรมเนียมในการบริหารกองทุนและอัตราค่าใช้จ่ายของกองทุนรวมเป็นเรื่องที่สำคัญในอันดับท้ายๆ ที่นักลงทุนจะนำมาพิจารณาเพื่อตัดสินใจลงทุน

อย่างไรก็ตาม ในงานวิจัยก็บอกว่า ความคิดเห็นของผู้จัดการกองทุนต่างจากความคิดเห็นของนักลงทุน เพราะจากการสำรวจของ บริษัท เดอะ นีลเส็น คอมปะนี (ประเทศไทย) สำรวจความเห็นของนักลงทุน พบว่านักลงทุนจะมองที่ผลตอบแทนในอดีตมากกว่าชื่อเสียง หรือภาพลักษณ์ขององค์กร

นอกจากนี้ ถ้ามองเรื่องช่องทางการจำหน่าย บริการ และการประชาสัมพันธ์ที่นักลงทุนนำมาใช้ในการพิจารณาเพื่อตัดสินใจลงทุน จะให้ความสำคัญกับเรื่องของ “ความสะดวก” มากที่สุด ไม่ว่าจะเป็นความสะดวกจากการให้บริการทางอินเทอร์เน็ต หรือสาขาธนาคาร

แต่ถ้าแบ่งกลุ่มผู้จัดการกองทุนออกตามประเภท บลจ.เป็น 3 กลุ่ม คือ บลจ.ไทยที่มีธนาคารพาณิชย์เป็นบริษัทแม่ บลจ.ต่างชาติ และ บลจ.ไทยที่ไม่มีธนาคารพาณิชย์เป็นบริษัทแม่ จะพบว่าผู้จัดการกองทุนที่อยู่ใน บลจ. ต่างกลุ่มกันจะมีมุมมองต่างกัน

บลจ.ไทยที่มีธนาคารพาณิชย์เป็นบริษัทแม่ จะมองว่าความสะดวกในการซื้อขายผ่านอินเทอร์เน็ต เป็นปัจจัยที่มีผลต่อการลงทุนของนักลงทุนมากที่สุด รองลงมา เป็นอัตราผลตอบแทนของกองทุน และชื่อเสียงของบริษัทแม่

บลจ.ต่างชาติ จะมองว่าอัตราผลตอบแทนของกองทุนในอดีตมีความสำคัญมากที่สุด รองมาเป็น ชื่อเสียงของบริษัท ความสะดวกในการซื้อขายผ่านสาขา และความสะดวกในการซื้อขายผ่านอินเทอร์เน็ต

บลจ.ไทยที่ไม่มีธนาคารพาณิชย์เป็นบริษัทแม่ จะมองว่าชื่อเสียงของบริษัทแม่และความสะดวกในการซื้อขายผ่านสาขามีความสำคัญมากพอๆ กัน

มองผลตอบแทนมากกว่าของแถม

ไม่ว่าผู้จัดการกองทุนจะคิดว่านักลงทุนให้ความสำคัญกับชื่อเสียงของบริษัทแม่ อัตราผลตอบแทนในอดีตของกองทุน หรือความสะดวก แต่ทุกๆ ปี จะเห็นภาพหนึ่งที่คุ้นตานักลงทุน คือ “ของแถม” ที่ บลจ.สารพัดจะสรรหามาเอาใจนักลงทุน เพื่อหวังว่าจะเป็น “ของขวัญเล็กๆ น้อยๆ” ให้นักลงทุนหันมาสนใจตั้งแต่ของใช้ในครัวเรือน ไปจนถึงการคืนเงินสด

แต่ถ้าถาม พีร์ ยงวณิชย์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท มอร์นิ่งสตาร์ รีเสิร์ช (ประเทศไทย) จะบอกว่า อยากให้นักลงทุนมองไปที่ผลดำเนินงาน หรือผลตอบแทนในอดีตมากกว่าที่จะมองไปที่ของแถม

และถ้าถามต่อไปอีก พีร์ ก็จะบอกว่า “ผลตอบแทนระยะยาว” สำคัญกว่า “ผลตอบแทนระยะสั้น” เพราะฉะนั้นถ้าจะดูผลตอบแทนก็ต้องมองกันอย่างน้อยก็ 3 ปีต่อเนื่อง

พีร์ บอกว่า ถ้าเลือก “กองทุนผิด” ผลตอบแทนที่จะได้รับอาจจะมีความแตกต่างกับการเลือก “กองทุนถูก” ได้ถึง 20% โดยจะเห็นได้จากผลตอบแทนของกองทุนหุ้นที่มีอยู่ 154 กองทุนในตลาด กองทุนที่ให้ผลตอบแทนที่ดีที่สุดในระยะเวลา 3 ปี ได้ถึง 38.89% แต่กองทุนที่ให้ผลตอบแทนน้อยที่สุด ได้เพียง 10.62% ซึ่งแตกต่างกันถึง 28.27%

แต่ไม่มีใครบอกได้ว่า กองทุนไหนจะเป็น “ผู้ชนะ” เพราะไม่มีกองทุนไหน หรือ บลจ.ใดที่จะเป็นผู้ชนะตลอดกาล โดยแต่ละปี “ผู้ชนะ” จะเปลี่ยนหน้าไปเรื่อยๆ เช่น ปี 2552 กองทุนที่มีนโยบายลงทุนในหุ้นตลาดเกิดใหม่เป็นผู้ชนะ แต่พอมาถึงปี 2553 ผู้ชนะเป็นกองทุนที่ลงทุนหุ้นทั่วไป และในปี 2554 ผู้ชนะ ได้แก่ กองทุนที่ลงทุนในสินค้าโภคภัณฑ์ ประเภทโลหะมีค่า

นอกจากนี้ ถ้าคิดจะ “กระจายความเสี่ยง” โดยการลงทุนหลายๆ กองทุนใน บลจ.เดียวกัน ก็คงจะไม่ได้ผล เพราะ บลจ.จะมีวิธีการบริหารกองทุนในแบบเดียวกัน จึงทำให้กองทุนใน บลจ.เดียวกันจะมีผลตอบแทนใกล้เคียงกัน เพราะฉะนั้น พีร์ จึงแนะนำว่า ถ้าคิดจะกระจายความเสี่ยงโดยการลงทุนหลายๆ กองทุน ก็ควรจะกระจายลงทุนในหลาย บลจ.จะดีกว่า

ค่าธรรมเนียมอย่าได้มองข้าม

อีกเรื่องหนึ่งที่ผู้จัดการกองทุนคิดว่า นักลงทุนมองว่า เป็นเรื่องเล็กน้อยที่ไม่ได้นำมาเป็นประเด็นในการพิจารณาเลือกซื้อกองทุน ซึ่งก็น่าจะเป็นจริงตามนั้น และอาจจะเป็นเพราะค่าธรรมเนียมที่นักลงทุนต้องจ่ายให้กับกองทุนนั้น “จิ๊บๆ” มาก เมื่อเทียบกับต่างประเทศ จึงทำให้พฤติกรรมของนักลงทุนไทยต่างจากนักลงทุนต่างประเทศที่จะให้ความสำคัญกับ “ค่าธรรมเนียม” ค่อนข้างมาก

แต่หากจะบอกว่า นักลงทุนไทยไม่สนใจค่าธรรมเนียมเลยก็คงไม่ถูก แต่อาจจะเป็นเพราะไม่รู้จะไปหาข้อมูลได้จากไหน เพราะ บลจ. ส่วนใหญ่จะบอกแค่ “เพดาน” ว่ากองทุนนี้จะเก็บไม่เกินกี่เปอร์เซ็นต์

ถ้าอยากจะหา “อัตราที่แท้จริง” ก็ต้องรอจนรายงานประจำปีออกมาแล้วถึงจะไปเปิดหาข้อมูล หรือไม่ก็เข้าไปหาที่ morningstarthailand.com ซึ่งเข้าไปดูแบบคร่าวๆ จะเห็นว่ากองทุนส่วนใหญ่จะเก็บค่าใช้จ่ายไม่เกิน 2% หรือเฉลี่ยประมาณ 1.7% ขณะที่ กองทุนที่เรียกเก็บค่าใช้จ่ายสูงๆ ก็มักจะเป็นกองทุนที่ลงทุนหุ้นต่างประเทศ โดยกองทุนที่มีอัตราค่าใช้จ่ายสูงที่สุด 5 อันดับแรกเรียกเก็บกันอยู่ระหว่าง 12.864.20%

นอกจากนี้ พีร์ ยังบอกอีกว่า ถ้ากองทุนเรียกเก็บค่าธรรมเนียมน้อยก็จะช่วยเพิ่มผลตอบแทนให้นักลงทุน และถ้าเป็นกองทุนที่มีการซื้อขายทำกำไรบ่อย ก็จะยิ่งเสียค่าธรรมเนียมการซื้อขายหุ้นมากขึ้น

หากจะดูว่า กองทุนไหนมีการซื้อขายทำกำไรบ่อยๆ มอร์นิ่งสตาร์ แนะนำให้ดูที่ “อัตราส่วนหมุนเวียน” (Turnover Ratio) ซึ่งหาได้จากรายงานประจำปีของกองทุน ในส่วนของ “ข้อมูลที่สำคัญทางการเงิน” หัวข้อ “อัตราส่วนของจำนวนถัวเฉลี่ยของการซื้อขายเงินลงทุนระหว่างงวดต่อมูลค่าสินทรัพย์สุทธิถัวเฉลี่ยระหว่างงวด”

ของดีราคาถูกอาจจะไม่มีอยู่จริง เพราะฉะนั้นถ้าจะซื้อของ “ราคาสูง” ก็ต้องแน่ใจว่า เป็น “ของดี” จริงๆ  

 

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท