posttoday
ขยายประเด็นร้อนต้นตอแฟนบอลคลั่ง การพนันมีเอี่ยว

ขยายประเด็นร้อนต้นตอแฟนบอลคลั่ง การพนันมีเอี่ยว

01 มีนาคม 2553

แม้จะจับกุมผู้ก่อเหตุได้แต่คดีไม่ได้หยุดแค่นั้น ตำรวจก็ได้กลิ่นแล้วว่า ปัจจัยที่สำคัญอย่างหนึ่งมาจากการเล่นพนันกันของกองเชียร์ ที่ฝ่ายเสียต้องการที่จะหยุดเกมกลางสนามไว้เพื่อไม่ให้กระเป๋าฉีก

แม้จะจับกุมผู้ก่อเหตุได้แต่คดีไม่ได้หยุดแค่นั้น ตำรวจก็ได้กลิ่นแล้วว่า ปัจจัยที่สำคัญอย่างหนึ่งมาจากการเล่นพนันกันของกองเชียร์ ที่ฝ่ายเสียต้องการที่จะหยุดเกมกลางสนามไว้เพื่อไม่ให้กระเป๋าฉีก

โดย...วัสยศ งามขำ

เกมฟาดแข้งแม็ตช์สะท้านเมือง ระหว่าง สโมสรการท่าเรือฯ กับเมืองทองหนองจอกยูไนเต็ด นัดที่ตีกันเละเทะ เป็นสิ่งที่สะท้อนให้เห็นได้อย่างชัดเจนว่า สนามกีฬาก็สามารถแปรเปลี่ยนเป็นสนามแห่งการก่ออาชญากรรมได้ในพริบตา และนั่นทำให้ตำรวจต้องโดดเข้าไปจัดการกับปัญหา รวมถึงจับผู้ก่อเหตุมาลงโทษ

คดีนี้ศาลพิพากษาจำคุกแฟนบอลกองเชียร์การท่าเรือเลือดร้อนทั้ง 10 คนเป็นเวลา 2 เดือน ปรับ 2,000 บาท แต่จำเลยไม่เคยกระทำผิดมาก่อน จึงลดโทษจำคุก 1 เดือน ประกอบกับจำเลยให้การรับสารภาพ โทษจำคุกจึงให้รอลงอาญาไว้ 1 ปี และให้รายงานตัวต่อกรมคุมประพฤติ 4 ครั้ง ให้ทำงานบำเพ็ญสาธารณะกุศลอีกเป็นเวลา 12 ชั่วโมง

แม้จะจับกุมผู้ก่อเหตุได้แต่คดีไม่ได้หยุดแค่นั้น ตำรวจก็ได้กลิ่นแล้วว่าไม่ใช่เพียงแต่ความฮึกเหิมในการเชียร์ บวกกับแรงดีกรีของสุราเท่านั้นที่ทำให้กองเชียร์กลายเป็นฮูลิแกน ถ่อยเถื่อนเหมือนแฟนบอลอังกฤษ แต่ปัจจัยที่สำคัญอย่างหนึ่งมาจากการเล่นพนันกันของกองเชียร์ ที่ฝ่ายเสียต้องการที่จะหยุดเกมกลางสนามไว้เพื่อไม่ให้กระเป๋าฉีก

ขยายประเด็นร้อนต้นตอแฟนบอลคลั่ง การพนันมีเอี่ยว

พ.ต.อ.สมภพ พงษ์ฤกษ์ ประธานคณะกรรมการตรวจสอบการล้มฟุตบอล ของสมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมป์ เป็นคนหนึ่งที่ออกมาการันตีประเด็นนี้ “สาเหตุหลักเลยที่ทำให้กองเชียร์ มีเรื่องทะเลาะวิวาทคือการพนัน เพราะในกองเชียร์แต่ละทีม จะมีโต๊ะรับพนันบอลแฝงอยู่ด้วย พวกนี้ต้องการหาเรื่องทะเลาะตีกัน โดยใช้พวกแฟนคลับในแต่ละทีมเป็นเครื่องมือ พวกนี้จะทำทุกวิถีทางเพื่อให้การแข่งขันยุติ เมื่อพวกเขาเป็นฝ่ายที่จะต้องเสีย เพราะความวุ่นวายในสนามที่เกิดขึ้นสามารถที่จะทำให้การแข่งขันเป็นโมฆะได้”

พ.ต.อ.สมภพ ในอีกสถานะหนึ่งคือ รองผู้บังคับการกองปราบปราม ได้รับการแต่งตั้งจาก พล.ต.ท.วรพงษ์ ชิวปรีชา ผช.ผบ.ตร.

ในฐานะอุปนายกสมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทยฯ ให้ทำต้องหาความจริง เนื่องจากปัญหาการล้มบอลที่เกี่ยวเนื่องมาจากการพนัน มีแนวโน้มอาจจะเกิดขึ้นได้ในการเปิดฤดูกาลฟุตบอลไทยแลนด์พรีเมียร์ลีกของปีนี้ ซึ่งจะเริ่มขึ้นในวันที่ 14 มีนาคม จากการสืบสวนหาสาเหตุที่แท้จริงของความวุ่นวายในสนามที่เกิดจากกองเชียร์ ไม่ว่าจะเป็นคู่ระหว่างทีมชลบุรีเอฟซีกับทีมจุฬาฯยูไนเต็ด เมื่อการแข่งขันไทยแลนด์พรีเมียร์ลีกฤดูกาลที่ผ่านมา หรือกรณีกองเชียร์วิวาทล่าสุดระหว่างสโมสรการท่าเรือ กับเมืองทองหนองจอกยูไนเต็ดในศึกฟุตบอลชิงถ้วยพระราชทานประเภท ก มีปมของการพนันเข้ามาเกี่ยวข้อง โดยฝ่ายที่จะต้องเสียเงินมักจะหาเรื่องขึ้นมา ประกอบกับกองเชียร์ส่วนใหญ่ ก็เมาสุรา ทำให้ไม่สามารถควบคุมสติได้ จึงเกิดเหตุบานปลายเกิดขึ้น

แม้ว่าการรับพนันของโต๊ะบอลประเภทฟุตบอลไทยจะยังไม่แพร่หลายเหมือนโต๊ะรับแทงฟุตบอลต่างประเทศ แต่ในสนามระหว่างการแข่งขันก็มีการรับพนันกันในสนามเป็นจำนวนมาก
โดยจะมีการกำหนดราคากันเอง ทีมที่เป็นเจ้าบ้านมักจะมีราคาต่อรองที่ดีกว่า

อย่างไรก็ตาม ราคาต่อรองนั้นจะปรับเปลี่ยนไปเรื่อย ๆ ระหว่างการแข่งขัน จึงมีการพนันเกิดขึ้นตลอดเวลาระหว่างการแข่งขันในแม็ตนั้น ๆ ส่วนมูลค่าของการเล่นจะมากหรือน้อยขึ้นอยู่
กับแม็ตที่แข่งขัน หากเป็นบิ๊กแม็ตมูลค่าก็จะสูงมากขึ้น

“ตำรวจมีข้อมูลของบรรดาโต๊ะพนันหมดแล้ว และได้ประสานไปยังสโมสรแต่ละแห่งแล้วว่า กองเชียร์ของเขามีใครบ้างที่ทำตัวเป็นโต๊ะบอล และให้สโมสรเป็นผู้ที่จัดการกับคนของเขาเอง นี่เป็นวิธีที่ดีที่สุด เพราะสโมสรสามารถที่จะห้ามบุคคลพวกนี้เข้าไปเชียร์กีฬา หรือเรียกตัวมาปรับทำความเข้าใจกันได้ เพราะมันผิดกฎหมายอยู่แล้ว ผมไม่อยากให้มันมีอาชญากรรมเกิดขึ้นในสนามฟุตบอล” พ.ต.อ.สมภพบอก

การให้สมาคมหรือสโมสรแต่ละแห่งเข้ามามีส่วนร่วมนั้น พ.ต.อ.สมภพเชื่อว่าจะเป็นหนทางแก้ปัญหาความวุ่นวายจากกองเชียร์ในสนามได้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการพนัน และการดื่มของมึนเมา ซึ่งทั้งสองประเด็นเป็นต้นเหตุที่ทำให้กองเชียร์เกิดการทะเลาะวิวาท

“ทีมต้องรับผิดชอบ ถ้าคุมไม่ได้ต้องไม่ให้พวกที่มีเรื่องเข้าสนามอีกต่อไป เจ้าของสโมสรต้องสั่งกองเชียร์ของตนเองให้ได้ เจ้าหน้าที่ของสโมสรนั้นมีการบริหารจัดการกองเชียร์ของตนเองอยู่แล้ว ตรงนี้สโมสรก็รู้ดีที่สุดว่าใครเป็นใครในกลุ่มกองเชียร์ของตน อยู่ที่ว่าแต่ละสโมสรได้ทำหน้าที่ที่ดีแล้วหรือยัง”

การที่จะให้ตำรวจเข้าไปจับในสนามนั้นเป็นสิ่งที่ไม่ควร เพราะการบุกเข้าไปจับก็จะเกิดเหตุวุ่นวายขึ้นทันที และจะยิ่งเป็นการสร้างเงื่อนไงให้กลุ่มที่เสียประโยชน์จากการพนันก่อเหตุ
วุ่นวายขึ้น เพื่อล้มการแข่งขันแม็ตนั้นได้ด้วย อย่างไรก็ตามขณะนี้ตำรวจก็กำลังจับตาสโมสรบางแห่งที่มีกองเชียร์จำนวนมาก เพราะเสี่ยงต่อการก่อเหตุทะเลาะวิวาท อาที ชลบุรีเอฟซี สโมสรการท่าเรือฯ เมืองทองฯ และบางกอกกราส

ขณะที่ พล.ต.ท.วรพงษ์ บอกถึงแนวทางการแก้ปัญหาความวุ่นวาย และทะเลาะวิวาทในสนามฟุตบอลว่า กำลังเสนอร่างการแก้ไขปัญหานี้ให้กับนายกรัฐมนตรี นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ซึ่งหลัก ๆ แล้วก็เป็นข้อที่สมาคมฟุตบอลฯ ประกาศเป็นข้อห้ามอยู่แล้ว แต่ยังไม่ได้นำมาบังคับใช้อย่างเข้มงวด ไม่ว่าจะเป็นการห้ามนำสุรา หรือเบียร์มาดื่มในสนาม การนำพลุ ดอกไม้ไฟ หรืออาวุธเข้ามา เป็นต้น

นอกจากนี้ ยังให้คณะกรรมการตรวจสอบการล้มบอลบันทึกเกมการเล่นอย่างละเอียด เพื่อดูว่ามีการล้มบอลเกิดขึ้นด้วยหรือไม่ ไม่ว่าจะล้มจากนักกีฬา ผู้ตัดสิน หรือกองเชียร์ก็ตาม

“ต่อไปนี้การจะผ่านเข้าไปในสนามจะต้องถูกตรวจสอบอย่างละเอียด ทั้งผู้หญิงและผู้ชาย เพื่อป้องกันความวุ่นวายที่จะเกิดขึ้น” วรพงษ์ กล่าวถึงความเข้มงวดที่จะนำมาใช้กับกองเชียร์ ซึ่งดู แล้วไม่ต่างกับความเข้มงวดของเจ้าหน้าที่ รปภ. ที่ตรวจสอบผู้โดยสารก่อนขึ้นเครื่องบิน เขากล่าวด้วยว่า สาเหตุที่ทำให้กองเชียร์ทะเลาะวิวาทกันนั้น แน่นอนเกิดจากสามเหตุหลัก การจุดพลุที่ทำให้กองเชียร์หึกเหิม ความมึนเมา และการพนันนั่นเอง

พล.ต.ท.วรพงษ์ บอกว่า เมื่อสาเหตุหลักเกิดขึ้นจากสามประเด็นข้างต้น จึงต้องมีการเพิ่มกำลังตำรวจเข้าไปในการแข่งขันในแต่ละแม็ตด้วย โดยจะใช้กำลังเท่าไหร่นั้น ขึ้นอยู่กับจำนวนผู้ชมในแม็ตนั้นๆ

อย่างไรก็ตาม อาจจะต้องใช้กำลังอย่างน้อย 2 หมวดหรือจำนวน 100 นายในการควบ คุมกองเชียร์ ที่สำคัญตำรวจทั้งหมดจะต้องได้รับการฝึกอบรมการควบคุมฝูงชน และจะต้องมีโล่รวมทั้งกระบองในการเข้ามาประจำในสนามด้วยไม่เช่นนั้นก็จะเกิดเหตุการณ์เหล่านี้ซ้ำขึ้นอีกได้

การแบ่งโซนให้กับกองเชียร์บนอัฑจันทร์ก็เป็นอีกประเด็นที่สำคัญ เรากำลังดูเพื่อให้เหมือนกับการเชียร์ฟุตบอลในต่างประเทศ โดยอาจจะดูจากแม็ตเหย้าเยือนเป็นหลัก โดยเจ้าบ้าน
อาจจะถูกจัดกองเชียร์ให้อยู่ในตำแหน่งที่ดีกว่า ส่วนทีมเยือนก็จะต้องอยู่ในจุดที่ต่างกันออกไป เพื่อไม่ให้มาวุ่นวายกัน และหลีกเลี่ยงการทะเลาะวิวาท” วรพงษ์ กล่าวถึงมาตรการต่างๆ ที่กำลังรวบรวมเพื่อเสนอต่อนายกรัฐมนตรีในสัปดาห์หน้านี้

อย่างไรก็ตาม การก่อเหตุในสนามฟุตบอลของเหล่าอันธพาลในประเทศไทย ไม่ใช่เพิ่งเกิดครั้งนี้เป็นครั้งแรก แต่เกิดมานานทั้งกองเชียร์รวมถึงนักฟุตบอลเอง ก็มีตะลุมบอลกันบ่อยครั้ง จนฟุตบอลไทยถูกมองว่า ไม่มีการพัฒนา ดังนั้นอยู่ที่คนไทยทั้งประเทศจะทำให้ฟุตบอลไทยพัฒนา หรือถอยหลังลงคลอง ส่วนการพนันฟุตบอลคงยากที่จะแก้ไข เพราะฝังรากลึกอยู่ในสายเลือดของคนไทยแล้ว !!!!

**************************

ตำราดูบอลไทยให้ปลอดภัย

“บิ๊กเปี๊ยก” องอาจ ก่อสินค้า เลขาธิการสมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ แนะเคล็ดลับการเข้าไปชมเกมในสนามให้ปลอดภัยว่า ขั้นแรกต้องเริ่มจากตัวผู้ชมเองก่อน ต้องปฎิบัติตัวเป็นผู้ชมที่ดี มีสปิริตในการเชียร์กีฬาคือ รู้แพ้ รู้ชนะ รู้อภัย และยอมรับในคำตัดสินของกรรมการ

“ฝากถึงแฟนบอลทุกทีมและทุกคน ขอให้ดูกีฬาให้เป็น รู้แพ้ รู้ชนะ อย่าใช้อารมณ์มาตัดสิน ผมเชื่อว่า ถ้าทำได้วงการฟุตบอลไทยจะไปได้ไกล”

การดื่มแอลกอฮอล์จนขาดสติ ก็ถือเป็นปัจจัยสำคัญอีกอย่างหนึ่งที่นำมาซึ่งความวุ่นวายภายหลัง ซึ่งบิ๊กเปี๊ยกวอนว่า แฟนบอลควรดื่มแค่พอเหมาะ หรือถ้าเป็นไปได้ ไม่ดื่มเลยจะยิ่งเป็นการดี

นอกจากนี้ต้องเคารพกฎห้ามนำสิ่งของเช่น อาวุธ พลุ ขวดน้ำ หรือสิ่งที่สามารถใช้เป็นอาวุธเข้าสนามด้วย  ทั้งนี้ การตรวจสอบที่นั่งก่อนซื้อตั๋วเข้าชมเกม ก็สามารถช่วยลดความเสี่ยงที่จะปะทะกับแฟนบอลทีมตรงข้ามได้ เพราะแต่ละสนามจะมีการแบ่งโซนไว้ชัดเจน ระหว่างแฟนบอลทีมเจ้าถิ่นกับแฟนบอลทีมเยือน และก็ควรสังเกตทางหนีทีไล่ในสนามไว้ล่วง
หน้า เผื่อมีเหตุการณ์วุ่นวายเกิดขึ้น

นอกจากแฟนบอลแล้ว ส่วนของสโมสรเอง ก็ควรมีมาตรการรักษาความปลอดภัยที่เข้มงวด ไม่ว่าจะเป็นการตรวจอาวุธ หรือ การวางกำลังเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย ซึ่ง บิ๊กเปี๊ยก ที่เพิ่งเดินทางไปดูงานที่ประเทศอังกฤษเผยว่า ในต่างประเทศให้ความสำคัญกับเรื่องนี้เป็นอย่างมาก

“ทีมในลีกอังกฤษทั้งทีมใหญ่และเล็ก มีระบบรักษาความปลอดภัยที่ดีเยี่ยม ทุกทีมให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ บางสโมสรอาจว่าจ้างมืออาชีพมาดูแล หรือบางสโมสรอาจจะทำเองก็ได้ แต่ต้องมีคุณภาพ นอกจากนี้ กฎหมายของบ้านเขานั้นหนักสำหรับแฟนบอลประเภทฮูลิแกน ทำให้มีแฟนบอลน้อยรายกล้าจะมีเรื่อง”

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท