
ธีรยุทธชี้ขัดแย้งรากเหง้ารุนแรงแนะหาความพอดี 4 แบบ ปชต.
หมายเหตุ ธีรยุทธ บุญมี อดีตอาจารย์ประจำคณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
หมายเหตุ ธีรยุทธ บุญมี อดีตอาจารย์ประจำคณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
ปาฐกถาในงานประชุมสามัญประจำปี ณ สภาวิชาชีพบัญชีในพระบรมราชูปถัมภ์ ซึ่งจัดโดยเครือข่ายธุรกิจเพื่อสังคมและสิ่งแวดล้อม เอเชีย (ประเทศไทย) โดยมีสาระน่าสนใจดังนี้
ธีรยุทธ กล่าวว่า หลังจากได้ติดตามสถานการณ์ พบว่าเหตุรุนแรงที่ผ่านมามีมากหลายเรื่อง และยังมองว่ายังไม่ถึงจุดที่จะชี้ว่าบ้านเมืองเริ่มคลี่คลาย เพิ่งเริ่มปรากฏออกมาเท่านั้น
อย่างไรก็ดี ตั้งใจว่าจะสังเกตให้สิ่งต่างๆ คลี่คลายชัดเจน ก่อนออกมาสรุปเหตุการณ์บ้านเมือง และหากออกมาไวจะกลายเป็นเรื่องอคติ หรือการให้ท้ายเอียงข้างแนวคิดใดแนวคิดหนึ่ง และต้องขอโทษสังคมโดยรวม และที่ขาดหายคือการวิจารณ์รัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ที่ผ่านมา
ทั้งนี้ มองว่าปัญหาหนักหน่วงที่สุดของบ้านเมืองสังคม คือ ความขัดแย้งจากรากเหง้าของประเทศ น้ำท่วมไม่ได้แบ่งเป็นจังหวัดหรือประเทศ ที่ผ่านมามีความรู้สึกส่วนตัวอายคนชาวโลก ที่ประเทศไทยมีความสามารถแก้ได้ แต่มีปัญหาสำคัญเรื่องความขัดแย้ง
กรณีนักวิชาการของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์กลุ่มหนึ่งออกมาเคลื่อนไหวให้มีการแก้ไขมาตรา 112 ซึ่งเป็นความขัดแย้งของรากหญ้า และรากความคิดทางสังคมไทย รากหญ้า หรือกลุ่มคนเสื้อแดง ชื่นชมไปทางความคิดประชานิยม เปลี่ยนแปลง และอีกกลุ่มหนึ่งมีความคิดชื่นชมในสิ่งที่เราเคารพและเทิดทูน ซึ่งเป็นขั้นพื้นฐานสังคมไปสู่รากเหง้า ซึ่งไม่ใช่เรื่องใหญ่ หรือที่ต้องมาพูดว่าฝ่ายหนึ่งไม่จงรักภักดี หรือจงรักภักดี
อย่างไรก็ตาม ส่วนตัวเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย แต่ขอยังไม่พูดอะไรตอนนี้ แต่ อยากสะท้อนให้เห็นว่าการเคลื่อนไหวปัจจุบันสะท้อนการพัฒนาของประเทศในกลุ่มคนส่วนหนึ่ง และอาจเชื่อมโยงไปถึงรากเหง้า เพราะฉะนั้นเรื่องดังกล่าวสามารถเคลื่อนไปสู่การเกิดความรุนแรงมากได้ หรือยิ่งใหญ่มหาศาล
ทั้งนี้ ทางออกไม่เสนอปรองดองหรือสมานฉันท์ เพราะคิดว่าความขัดแย้งยังมีอยู่ เนื่องจากสังคมที่มีปัญหา และปัญหาถูกทำให้ขยาย จนความขัดแย้งเกิดกว้างมากและลึกมาก สะท้อนออกมาด้วยการพูดเฉยๆ ไม่ได้ ต้องอาศัยกระบวนการคลี่คลายตัวเอง จุดเริ่มต้นที่ดีต้องมองปัญหาที่มันเป็นจริงๆ และตัดอคติทั้งหมดออก และพยายามศึกษาเข้าใจปัญหาจริงๆ อาจจะเป็นการช่วยเปิดทางให้เห็นว่าเราควรทำอะไร แต่ไม่ใช่ภาพรวมทั้งหมด แต่เป็นการชี้นำกระทำ ส่วนจะให้คลี่คลายทั้งหมดเป็นการหวังสูงไป คงทำไม่ได้ เหตุการณ์จะคลี่คลายไปในทางใดคงคาดเดาไม่ได้ เบาลงหรือแรงขึ้น เป็นสิ่งที่อยากฝาก คือ ต้องเริ่มต้นอย่างไม่มีอคติเยอะ
กลุ่มทุนที่เกี่ยวข้องกับสังคม อยากบอกว่าแวดวงนักธุรกิจต่อวิกฤตที่เกิดขึ้นในประเทศไทย หรือชาวบ้านเชื่อสื่อดาวเทียม วิทยุ โซเชียลเน็ตเวิร์ก และเคลื่อนไหวเกินขอบเขตหรือไม่ เป็นการพูดกันมาก แต่อยากให้เห็นว่าโจทย์สำคัญ เพราะเรามองปัญหาอย่างผิดพลาด โดยชนชั้นนำในสังคม นักธุรกิจ
ประการแรก ระบบการเมืองเหมือนพิมพ์เขียวในตำรา เมื่อไม่ตรงก็โมโห หรือมากระทบเราก็ไม่พอใจ แต่อยากบอกว่าระบบการเมืองทุกประเทศเกิดจากการต่อสู้ของกลุ่มคนประเทศนั้น ไม่เหมือนกัน ถ้าไม่ต่อสู้ คำที่บ่นก็ไม่ถูกต้อง เพราะว่าต้องออกไปต่อสู้จึงจะสร้างมันขึ้นมาได้ เช่นเดียวกับการปฏิบัติไม่ได้เกิดขึ้นง่าย เพราะฉะนั้นเริ่มต้นคิดว่าคนไทยกล้าใช้สิทธิเสรีภาพ เมื่อ 14 ต.ค. 2516 ที่มีการเปิดพื้นที่ให้ตั้งแต่คนชั้นกลางขึ้นไปแสดงความคิดเห็นวิพากษ์วิจารณ์
“เมื่อก่อนวิจารณ์ทหารไม่ได้ แต่ 14 ตุลา เปิดสิทธิเสรีภาพให้วิจารณ์ แต่เสรีภาพนี้อยู่กับคนที่มีการศึกษา แต่เข้าใจว่าชาวบ้านมีสิทธิหรือไม่ เบื้องต้นเราเคยเข้าใจว่า เราควรรู้สึกว่าควรมีสิทธิอย่างที่เรามี แต่อยากใช้สิทธิของชาวบ้านขึ้นอยู่กับอำนาจทางวัตถุ จึงทำให้คิดว่าน้อยกว่าเรา”
เมื่อมองเห็นภาพจากการต่อสู้มา 30 ปี เพื่อชนชั้นกลางให้มีสิทธิเสรีภาพ ชาวบ้านจากความรู้สึกรากหญ้า มองว่ามีอำนาจเป็นครั้งคราว แต่ชัดเจนมากจากการเคลื่อนไหวกลุ่มเสื้อเหลืองและเสื้อแดง กลุ่มทุนมีอำนาจมากน้อยขนาดไหนกับการต่อสู้ทางการเมือง ต่อการใช้สิทธิเสรีภาพในสังคมไทย คำตอบ คือ ไม่พอ และรู้สึกว่าโจทย์ของปัญหาบ้านเรา คือ สมดุลบ้านเราไปไม่ได้ เพราะบทบาทคุณูปการต่อการเมืองมาผิดที่ผิดเวลา ทำให้ปัญหาแก้ยาก
กรณีปิดสุวรรณภูมิและเผาราชประสงค์ แม้ตัวแทนทุกฝ่ายจะบอกถึงความจำเป็น แต่ผลกระทบสูงมากและเป็นเรื่องใหญ่ ตรงนี้กลายเป็นข้อกล่าวหาถึงสองมาตรฐาน และเข้าใจความรู้สึกของผู้ชุมนุมดี เพราะเคยนำการชุมนุม เสี่ยงต่อการถูกจับและถูกยิงเป้า โดนข้อกล่าวหาต่างๆ
ดังนั้น คนที่ชุมนุมคงไม่อยากติดคุก แต่คนจำนวนมากเหล่านั้นก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าได้ทำสิ่งผิดกฎหมาย ถ้าจะแก้ไขในจุดนี้คือ ระบบของเราต้องดีพอ มีความมุ่งมั่นที่จะแก้ปัญหา ต้องดำเนินคดีทั้งสองส่วนและรีบด้วย อาทิ ศาลต่างประเทศเคยเร่งทำคดีในช่วงกีฬาโอลิมปิกอย่างเร่งด่วน เพื่อไม่ให้กระทบกับการแข่งกีฬาโอลิมปิก เพื่อสร้างความมั่นใจ มิเช่นนั้นสิ่งที่ต้องรักษาไว้ก็จะรักษาไม่ได้ กลายเป็นถูกวิพากษ์ซ้ำเติม
“ถ้าผิดจริงและจำเป็น กระบวนการทางศาลต้องตัดสินให้รวดเร็ว ดังนั้นการแทรกแซงศาลในเรื่องจำเป็น และประเด็นที่เกิดประโยชน์ ก็สามารถทำได้ ถ้ารู้จักทำเพื่อแก้ไขปัญหา”
สำหรับกรณีมาตรา 7 นักวิชาการส่วนหนึ่งบอกทำไม่ได้ เพราะเป็นการให้อำนาจพระมหากษัตริย์ยุ่งการเมือง อีกฝ่ายให้มายุ่ง แต่กลับมองว่าปัญหานี้คนร่างไม่ต้องกำหนดไว้ เรื่องแบบนี้มันเป็นธรรมชาติที่องค์พระประมุขสามารถมาคลี่คลายปัญหาได้อยู่แล้วในทุกประเทศรวมทั้งไทย เช่น 14 ตุลา พฤษภาทมิฬ ที่สถาบันมาช่วยคลี่คลาย
ปัญหาเหล่านี้เกิดขึ้นจากการปฏิบัติ ไม่ใช่หลักกฎหมาย สิ่งที่เห็นชัดๆ เรื่องนี้คือ การนิรโทษกรรมนักโทษทุกปี เช่นนี้คือการทำให้พระมหากษัตริย์คลี่คลายปัญหาให้อ่อนลง เป็นการปฏิบัติ แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นคือ เราแข็งเกินไป เพื่อยืนยันความคิดของตัวเอง เราต้องระวัง นำไปสู่จุดที่พอดีๆ
“ทุกอย่างมันมาจากการต่อสู้ ไม่มีใครประสิทธิ์ประสาทให้ การต่อสู้ของเราคือคนส่วนหนึ่ง ทั้งที่มาจากทหารและพลเรือน เกิดการเปลี่ยนแปลงการปกครอง ดึงอำนาจจากกษัตริย์มาเป็นระบอบที่กษัตริย์อยู่ใต้รัฐธรรมนูญ หรืออย่าง 14 ตุลา ก็มีประชาชน อย่างไรก็ตาม ทั้งหมดเกิดจากกลุ่มคนที่มีทุน ขณะที่คนไม่มีธุรกิจก็ไม่มีส่วนร่วม คือ ถ้าเราอยากจะได้อย่างที่คนต้องการ เราต้องลงทุนทางการเมือง ทางสังคม ทุนทางวัฒนธรรม ศิลปวัฒนธรรม”
ธีรยุทธ กล่าวอีกว่า ประชาธิปไตยบ้านอาจมีมุมความขัดแย้ง ดังนั้นจึงอยากเสนอว่า ในช่วงหลังจากปี 2553 มีแนวคิดประชาธิปไตยที่ถูกเสนอจำนวนหนึ่ง แบ่งเป็น 34 ส่วน คือ 1.ประชาธิปไตยเชิงเสรีนิยม แบบที่ อานันท์ ปันยารชุน เสนอ คือ เน้นหลัก Good Governance 2.ประชาธิปไตยแบบชุมชนนิยม แบบ นพ.ประเวศ วะสี 3.ประชาธิปไตยแบบประชานิยม ซึ่งเป็นแนวทางของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และเสื้อแดง ที่มีนโยบายที่เอื้อประโยชน์ของชาวบ้านรากหญ้า และชาวบ้านจะชอบ แต่อาจส่งผล และ 4.ประชาธิปไตยแบบกษัตริย์นิยม โดยเอากษัตริย์เป็นศูนย์ของการแก้ปัญหา เป็นทิศทางทั้งหมดของประเทศ ซึ่งก็ว่าไม่ใช่ เพราะสถาบันควรจะอยู่ในสถานะที่เหมาะสม ตรงนี้ต้องหาความพอดีเพื่อยุติจากอคติทั้งปวง







