posttoday
2 ช่วงคลื่นเศรษฐกิจสีเขียวท่ามกลางโลกาภิวัตน์ 2 ระบอบ

2 ช่วงคลื่นเศรษฐกิจสีเขียวท่ามกลางโลกาภิวัตน์ 2 ระบอบ

27 มกราคม 2555

แนวคิด “เศรษฐกิจสีเขียว” กำลังเป็นกระแสตื่นตัวของประเทศต่างๆ และภาคธุรกิจเอกชนในช่วง 23 ปีที่ผ่านมา

แนวคิด “เศรษฐกิจสีเขียว” กำลังเป็นกระแสตื่นตัวของประเทศต่างๆ และภาคธุรกิจเอกชนในช่วง 23 ปีที่ผ่านมา

โดย...ดร.บัณฑูร เศรษฐศิโรตม์ ผู้อำนวยการสถาบันธรรมรัฐเพื่อการพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อม

แนวคิด “เศรษฐกิจสีเขียว” กำลังเป็นกระแสตื่นตัวของประเทศต่างๆ และภาคธุรกิจเอกชนในช่วง 23 ปีที่ผ่านมา และเป็นหัวข้อหลักในการประชุมสุดยอดสิ่งแวดล้อมโลก (Rio+20) ที่จะจัดขึ้นในเดือน มิ.ย.ปีนี้ อันที่จริงแล้วเรื่องเศรษฐกิจสีเขียวไม่ใช่แนวคิดใหม่ จากพัฒนาการของแนวคิดเศรษฐกิจสีเขียวในอดีตจนถึงปัจจุบัน ผู้เขียนเห็นว่าอาจแบ่งได้เป็น 2 ช่วงคลื่น (Wave)

ช่วงที่หนึ่ง เริ่มขึ้นในช่วงทศวรรษ 1960 จากการที่รัฐบาลหลายประเทศได้เริ่มตระหนักถึงความจำเป็นที่ต้องร่วมมือกันเพื่อแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมโลก นำไปสู่การจัดประชุมขององค์การสหประชาชาติเรื่องสิ่งแวดล้อมของมนุษย์ในปี 1972 ที่กรุงสตอกโฮล์ม ผลจากการประชุมนำไปสู่การจัดตั้งโครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ หรือ UNEP และในปีเดียวกันนั้น ทาง “สโมสรแห่งกรุงโรม” (Club of Rome) ได้เผยแพร่หนังสือจากงานวิจัยชื่อ “ขีดจำกัดของการเติบโต” ชี้ให้เห็นข้อจำกัดของการเติบโตของอุตสาหกรรมและจำนวนประชากร ซึ่งจะนำไปสู่ปัญหาการขาดแคลนอาหารและทรัพยากรธรรมชาติที่จำเป็น

2 ช่วงคลื่นเศรษฐกิจสีเขียวท่ามกลางโลกาภิวัตน์ 2 ระบอบ

ในปี 1973 มีการตีพิมพ์หนังสืออันโด่งดังของชูมักเกอร์ เรื่อง “Small is Beautiful” โดยชี้ให้เห็นว่าการพัฒนาตามแบบของโลกตะวันตกนั้น เมื่อถึงจุดหนึ่งจะไม่สามารถแก้ปัญหาการดำเนินชีวิตและกิจกรรมเศรษฐกิจของมนุษย์ได้อย่างแท้จริงและยั่งยืน และยังสร้างปัญหาใหม่เพิ่มขึ้น ชูมักเกอร์ ได้เสนอทางเลือกใหม่ต่อการพัฒนาโดยประยุกต์จากปรัชญาโลกตะวันออก โดยส่วนหนึ่งคือปรัชญาตามหลักพระพุทธศาสนา ต่อมาในปี 1987 แนวคิดเรื่อง “การพัฒนาอย่างยั่งยืน” ได้ถูกนำเสนออย่างเป็นทางการในรายงานเรื่อง “Our Common Future” ของคณะกรรมาธิการโลกว่าด้วยสิ่งแวดล้อมและการพัฒนา แนวคิดเรื่องทางเลือกของการพัฒนาได้ถูกนำเสนออย่างต่อเนื่อง ในปี 1997 คำว่า “เศรษฐกิจสีเขียว” ได้ปรากฏแพร่หลายจากการตีพิมพ์หนังสือเรื่อง “Blue Print for Green Economy” โดยกลุ่มนักวิชาการนำโดย เดวิด เพียซ (Pearce) ซึ่งเห็นว่าระบบเศรษฐกิจที่เป็นอยู่นำไปสู่การทำลายทุนด้านทรัพยากรธรรมชาติ เป็นการพัฒนาที่ไม่ยั่งยืน และได้เสนอการแก้ไขโดยให้มีการประเมินมูลค่าของสิ่งแวดล้อม ใช้นโยบายด้านราคาและเปลี่ยนกฎกติกา เพื่อรวมมูลค่าของสิ่งแวดล้อมให้อยู่ในกลไกตลาด ปรับเปลี่ยนการประเมินวัด GDP ให้รวมความสูญเสียด้านสิ่งแวดล้อม และในปี 1992 เมื่อมีการประชุมสหประชาชาติว่าด้วยสิ่งแวดล้อมและการพัฒนาที่ยั่งยืน หรือ Earth Summit ที่นครรีโอเดจาเนโร ในปี 1992 แนวคิดเรื่องการพัฒนาที่ยั่งยืนได้ถูกยอมรับในเวทีประชาคมโลกและแพร่หลายไปอย่างกว้างขวางทั่วโลก กลายเป็นกระแส “โลกาภิวัตน์ด้านสิ่งแวดล้อม”

อย่างไรก็ดี หลังจากนั้นอีก 3 ปี เมื่อมีการจัดตั้งองค์การการค้าโลกในปี 1995 พร้อมด้วยการจัดทำชุดความตกลง 16 ฉบับภายใต้ WTO ได้เกิดกระแส “โลกาภิวัตน์ด้านเศรษฐกิจ” (เสรีนิยมใหม่) กลายเป็นกระแสที่เบียดขับโลกาภิวัตน์ด้านสิ่งแวดล้อม มีกรณีข้อพิพาทด้านการค้าและสิ่งแวดล้อมเกิดขึ้นหลายกรณี ทั้งในเวที WTO (เช่น กรณีทูน่าโลมา กรณีกุ้งเต่า กรณี GMOs) และในระดับความตกลง FTA โดยเฉพาะกรณีเขตการค้าเสรีอเมริกาเหนือ NAFTA ผลการตัดสินใจข้อพิพาทส่วนใหญ่จบลงด้วยการจำกัดการใช้มาตรการปกป้องด้านสิ่งแวดล้อม จนถึงปัจจุบัน ความขัดแย้งระหว่างความตกลงพหุภาคีด้านสิ่งแวดล้อมกับความตกลงภายใต้ WTO ยังคงเป็นปัญหาข้อถกเถียงโต้แย้งและเป็นประเด็นการเจรจาในการเจรจารอบโดฮาที่ยังไม่มีข้อยุติ

แนวคิดเศรษฐกิจสีเขียวในกระแสคลื่นลูกที่สอง ผู้เขียนเห็นว่าจุดเริ่มต้นก่อตัวมาจากการประชุม “Rio+10” ในปี 2002 เพื่อประเมินความก้าวหน้าของการพัฒนาที่ยั่งยืน ในการประชุมมีประเด็นข้อวิพากษ์อย่างมากเกี่ยวกับผลกระทบจากโลกาภิวัตน์ด้านเศรษฐกิจต่อการพัฒนาที่ยั่งยืน ต่อมามีปัจจัยกระตุ้นสำคัญหลายด้านเกิดขึ้นในช่วงปี 20072008 โดยในปี 2007 เป็นแรงผลักดันจาก “ปัญหาโลกร้อน” มีการเผยแพร่รายงานของ นิโคลัส สเติร์น (Stern) ที่เรียกกันทั่วไปว่า “Stern Review” ประเมินถึงต้นทุนมหาศาลของผลกระทบที่เกิดขึ้นจากปัญหาโลกร้อนหากไม่มีการแก้ไขปัญหาตั้งแต่วันนี้ รวมทั้งรายงานของ IPPC ฉบับที่ 4 ที่แสดงข้อมูลทางวิทยาศาสตร์และความจำเป็นที่ทั้งกลุ่มประเทศพัฒนาแล้วและประเทศกำลังพัฒนาต้องร่วมกันลดก๊าซเรือนกระจกอย่างมาก เพื่อเป้าหมายควบคุมการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิโลกไม่ให้เกิน 2 องศาเซลเซียส

ในปี 2007 ยังเกิดวิกฤตการณ์ด้านอาหารและด้านการเงิน พอเข้าสู่ปี 2008 เกิดวิกฤตการณ์ด้านพลังงาน ทั้งสามวิกฤตการณ์ดังกล่าวนำไปสู่การจัดทำรายงานของ UNEP ชื่อ “Global Green New Deal” ที่เผยแพร่ออกมาในปี 2009 ยอมรับถึงปัญหาความไม่ยั่งยืนของการพัฒนาที่ส่งผลให้เกิดวิกฤตในด้านต่างๆ และมีชุดข้อเสนอต่อรัฐบาลประเทศต่างๆ ให้มีการปฏิรูปการลงทุนด้านสาธารณะ และการใช้นโยบายราคาเพื่อเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนผ่านไปสู่ “เศรษฐกิจสีเขียว” พร้อมกับการสร้างขยายการจ้างงานใหม่และขจัดความยากจน ในรายงานดังกล่าวได้ระบุในตอนท้ายว่า ทาง UNEP จะร่วมกับองค์กรต่างๆ ภายใต้ UN เพื่อศึกษาเชิงลึกเกี่ยวกับแนวเศรษฐกิจสีเขียว และเจาะลึกไปในรายสาขาการผลิตที่สำคัญ ในปลายปี 2009 ที่ประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติได้มีมติให้จัดการประชุม Rio+20 โดยมีเรื่องเศรษฐกิจสีเขียวเป็นวาระสำคัญ ต่อจากนั้นในปี 2011 ทาง UNEP ก็ได้เผยแพร่รายงานฉบับสำคัญเกี่ยวกับเศรษฐกิจสีเขียวในชื่อ “Toward Green Economy : Pathways to Sustainable Development and Poverty Eradication” (ความยาว 632 หน้า) ชี้ให้เห็นความจำเป็นของการปรับเปลี่ยนแนวคิด/รูปแบบการพัฒนาด้านเศรษฐกิจ เนื่องจากเป็น 1 ใน 3 เสาหลักของการพัฒนาที่ยั่งยืนที่ขยายเติบโตไปในแนวทางที่สร้างผลกระทบกับอีก 2 เสาหลัก คือ ด้านสิ่งแวดล้อมและด้านสังคม ในรายงานดังกล่าวมีรายละเอียดข้อเสนอการนำแนวคิดเศรษฐกิจไปใช้ใน 11 สาขาเศรษฐกิจ เครื่องมือด้านเศรษฐศาสตร์ บริบทแวดล้อมต่างๆ ที่จำเป็นต่อการผลักดันสู่เศรษฐกิจสีเขียว ซึ่งต่อยอดมาจากแนวคิดที่ เดวิด เพียซ และคณะได้เสนอไว้

แนวคิดเรื่องเศรษฐกิจสีเขียวในช่วงคลื่นลูกที่ 1 และ 2 จึงมีความเกี่ยวโยงและมีฐานคิดคล้ายกัน ในช่วงคลื่นที่ 1 เป็นการนำ “สิ่งแวดล้อม” มาเชื่อมโยงกับ “การพัฒนา” เกิดเป็นแนวคิด “การพัฒนาที่ยั่งยืน” ในช่วงคลื่นที่ 2 เมื่อเห็นว่าเสาด้านเศรษฐกิจเป็นสาเหตุของการพัฒนาที่ไม่ยั่งยืน จึงนำ “สิ่งแวดล้อม” และ “ความเป็นธรรมทางสังคม” มาเชื่อมโยงกับ “เศรษฐกิจ” เกิดเป็นแนวคิด “เศรษฐกิจสีเขียว”

อย่างไรก็ตาม ในเอกสารฉบับเริ่มต้น (Zero Draft) ที่ทาง UN จัดทำและเผยแพร่ออกมาในเดือน ม.ค. 2012 สำหรับเป็นเอกสารการประชุมเจรจาในเวที Rio+20 ได้ระบุแต่เพียงว่าเศรษฐกิจสีเขียวเป็นเครื่องมือที่นำไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน ให้แต่ละประเทศไปกำหนดแนวทางดำเนินการของตนเอง และเป็นการดำเนินงานโดยความสมัครใจ ไม่ได้มีความชัดเจนเกี่ยวกับแนวทางการขจัดปัญหาอุปสรรคต่างๆ ที่เป็นสาเหตุของการพัฒนาที่ไม่ยั่งยืน ปัญหาความขัดแย้งระหว่างโลกาภิวัตน์ด้านสิ่งแวดล้อมและด้านเศรษฐกิจ และยังไม่ตอบโจทย์ปัญหาเกี่ยวกับวิกฤตการณ์หลายด้านที่เกิดร่วมกันในปี 2007-2008 ซึ่งเป็นที่มาของการผลักดันแนวคิดเศรษฐกิจสีเขียวในช่วงคลื่นลูกที่ 2

เนื้อหาในเอกสาร Zero Draft สะท้อนถึงการประนีประนอมระหว่างจุดยืนของกลุ่มประเทศต่างๆ ที่ยังไม่สามารถหาแนวคิดร่วมกันที่ชัดเจนเกี่ยวกับเศรษฐกิจสีเขียว หากเอกสารการประชุม Rio+20 ในเดือน มิ.ย. 2012 ยังคงมีเนื้อหาในลักษณะดังที่ปรากฏอยู่ใน Zero Draft ก็คงไม่สามารถคาดหวังอะไรได้มากจากผลการประชุมครั้งนี้ เส้นทาง “การพัฒนาที่ยั่งยืน” ก็จะไม่แตกต่างไปจากเมื่อ 20 ปีที่ผ่านมา

&<2288;
 

 

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท