posttoday
การผูกขาดธุรกิจพลังงานไทยของปตท.และชะตากรรมคนไทย

การผูกขาดธุรกิจพลังงานไทยของปตท.และชะตากรรมคนไทย

27 มกราคม 2555

ในช่วงเวลาที่ผ่านมา มีการถกเถียงกันอย่างมากเกี่ยวกับการขึ้นราคาก๊าซ NGV

ในช่วงเวลาที่ผ่านมา มีการถกเถียงกันอย่างมากเกี่ยวกับการขึ้นราคาก๊าซ NGV

โดย...เดือนเด่น นิคมบริรักษ์

โดยส่วนตัวของผู้เขียนเห็นด้วยว่า นโยบายการอุดหนุนก๊าซ NGV และ LPG นั้นไม่ยั่งยืน เพราะราคาขายปลีกที่ถูกกว่าราคาตลาดทำให้มีการใช้พลังงานอย่างสิ้นเปลือง รวมทั้งมีการลักลอบนำก๊าซ LPG ออกนอกประเทศทำให้เป็นรูรั่วทางการเงินที่อุดเท่าไรก็ไม่พอ

แต่ประเด็นที่เป็นข้อกังขาของสาธารณชน คือ ต้นทุนของก๊าซ NGV และ LPG ที่แท้จริงนั้นคือเท่าไร เพราะดูเหมือนประชาชนจะถูกมัดมือชก เนื่องจากราคาขายปลีกที่ทางกระทรวงพลังงานอ้างถึงนั้นล้วนเป็นราคาที่ “บวกต้นทุน” ของผู้ประกอบการ มิใช่ราคาตลาด เนื่องจากตลาดพลังงานไทยเป็นตลาดที่ผูกขาดตั้งแต่ต้นน้ำจนปลายน้ำแบบเบ็ดเสร็จโดย ปตท.และบริษัทในเครือ ทำให้ไม่มีราคาตลาดที่สามารถอ้างอิงได้ มีแต่ตัวเลขต้นทุนที่“ที่ปรึกษา” ของกระทรวงพลังงานคำนวณขึ้นมา ซึ่งในกรณีของราคาก๊าซ NGV ที่เป็นที่ถกเถียงกันอยู่ คือ สถาบันปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย ซึ่งมีที่ตั้งอยู่ที่ชั้น 18 ของตึก ปตท. ที่ถนนวิภาวดีรังสิต และมีอดีตผู้บริหาร ปตท. รวมถึงคุณประเสริฐ บุญสัมพันธ์อดีตกรรมการผู้จัดการใหญ่ ปตท. เป็นกรรมการมูลนิธิสถาบันแห่งนี้อีกด้วย

โดยหลักการแล้ว รัฐควรทำหน้าที่ในการกำกับดูแลธุรกิจผูกขาดเพื่อคุ้มครองประชาชน แต่แนวนโยบายด้านพลังงานตั้งแต่อดีตจนปัจจุบัน กลับสะท้อนว่ารัฐอยู่ข้างผู้ประกอบการ ซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจที่ผูกขาดมาโดยตลอด ไม่ว่าจะเป็น (1) การงุบงิบโอนโครงข่ายท่อก๊าซที่ผูกขาดให้แก่ ปตท. (รวมทั้งสิทธิประโยชน์ทุกประการที่ ปตท.เคยได้รับ) ในช่วงที่มีการนำ ปตท.เข้าตลาดหลักทรัพย์ในปี พ.ศ. 2544 (2) การขึ้นราคาก๊าซ LPG เพียงกิโลกรัมละ 1 บาท สำหรับอุตสาหกรรมปิโตรเคมี ในขณะที่ภาคอุตสาหกรรมอื่นๆ จัดเก็บเพิ่มขึ้นถึง 12 บาท และ (3) การเปิดทางให้ ปตท.เข้าเทกโอเวอร์ธุรกิจกลั่นน้ำมันหลายแห่ง จนกระทั่ง ปตท.เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ในบริษัทกลั่นน้ำมัน 5 แห่งใน 6 แห่ง (เหลือเพียง เอสโซ่ แห่งเดียวเท่านั้นที่ยังไม่ถูกเทกโอเวอร์) ส่งผลให้ ปตท.และบริษัทในเครือผูกขาดธุรกิจการกลั่นน้ำมัน โดยมีส่วนแบ่งตลาดการกลั่นน้ำมันสูงถึงร้อยละ 85 อนึ่ง การผูกขาดธุรกิจกลั่นน้ำมันส่งผลให้เกิดการผูกขาดในธุรกิจต่อเนื่อง คือ ธุรกิจปั๊มน้ำมันด้วย ทุกวันนี้ท่านผู้อ่านแทบจะไม่พบเจอปั๊มน้ำมันอิสระเลย ที่เหลืออยู่ก็อยู่ในสภาพที่ร่อแร่ เพราะไม่มีโรงกลั่นน้ำมันของตนเอง ต่างกับแต่ก่อนที่เราจะเห็นปั๊มน้ำมันที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็น เชลล์ เจ็ท คาลเท็กซ์ หรือเอสโซ่ก็ดี

การที่รัฐบาลเลือกที่จะเข้าข้าง ปตท.ตลอดมาเป็นสิ่งที่คาดเดาได้ (สำหรับระบบเศรษฐกิจการเมืองแบบไทยๆ) เนื่องจากกำไรอันมหาศาลของ ปตท. (ปี พ.ศ. 2553 กำไร 167,376ล้านบาท) นั้นเป็นขุมทรัพย์ของผู้กุมอำนาจนโยบายทั้งที่เป็นนักการเมืองและข้าราชการประจำ หากท่านเข้าไปดูโครงสร้างกรรมการ ปตท.ทุกยุคทุกสมัย ก็จะพบแต่ข้าราชการกระทรวงการคลัง กระทรวงพลังงาน สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และสำนักงานอัยการ เป็นหลักโดยมีนักธุรกิจที่มีสายโยงใยกับการเมืองเข้ามาร่วมด้วย เช่น ในปัจจุบันก็มีนักธุรกิจสายโทรคมนาคมเข้าเป็นกรรมการ ปตท. ไม่น่าเชื่อว่าธุรกิจที่มีรายได้เกือบ 2 ล้านล้านบาทจะไม่มี “มืออาชีพ” ทางด้านพลังงาน กฎหมายพลังงาน หรือธุรกิจพลังงานที่เข้ามาบริหารจัดการเลย

นอกจากนี้แล้ว รายงานการวิจัยของดร.ไพโรจน์ วงศ์วิภานนท์ ยังระบุว่า ค่าตอบแทนคณะกรรมการของ ปตท.ในปี พ.ศ. 2552 ซึ่งสูงถึง 42 ล้านบาทนั้น (หรือกรรมการท่านละเกือบ 3 ล้านบาท) สูงกว่าของค่าใช้จ่ายในหมวดเดียวกันนี้ของ Statoil ซึ่งเป็นบริษัทน้ำมันแห่งชาติของนอร์เวย์ ซึ่งมีรายได้ธุรกิจเป็น 2 เท่าของ ปตท. และมีการประชุมกรรมการถึง 27 ครั้งต่อปี ทำให้เกิดความสงสัยว่า ค่าตอบแทนสูงลิ่วนั้นเป็นไปเพื่อที่จะ “ซื้อใจ” กรรมการซึ่งล้วนแต่เป็นผู้มีอำนาจในการกำหนดชะตากรรมของ ปตท.หรือไม่

ผู้เขียนมีความเห็นว่า การ “ผูกขาดโดยเสรี” ของ ปตท.เป็นปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญของเศรษฐกิจประเทศไทย ยิ่งในยุคที่ราคาน้ำมันแพง ประเทศยิ่งต้องขวนขวายในการพัฒนาปรับปรุงประสิทธิภาพในการจัดหาแหล่งพลังงานเพื่อที่จะประหยัดเงินตรา แต่ระบบที่ผูกขาดแบบสมบูรณ์ที่เป็นอยู่ไม่เอื้อต่อสิ่งเหล่านี้เลย ที่น่าเป็นห่วงยิ่งกว่านั้น คือ ทั้งรัฐบาลและหน่วยงานที่กำกับดูแลต่างก็ดูเหมือนจะไม่รู้ร้อนรู้หนาวกับปัญหานี้เลย ผู้กำหนดนโยบายและกำกับดูแลก็ดูเหมือนจะเข้าไปมีส่วนได้เสียกับ ปตท.เกือบหมด ส่วนการไฟฟ้าฝ่ายผลิตในฐานะผู้ซื้อก๊าซรายใหญ่ก็ไม่แยแสต่อราคาค่าก๊าซที่รับซื้อ เพราะต้นทุนทั้งหมดสามารถ “ผ่านต่อ” ไปยังค่าไฟฟ้า ซึ่งผู้บริโภคเป็นผู้รับภาระ ในขณะที่คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน ซึ่งมีหน้าที่ในการกำกับดูแลมิให้เกิดการผูกขาดในธุรกิจพลังงาน ก็มิได้ดำเนินการแต่อย่างใดเพื่อที่จะสลายอำนาจผูกขาดของ ปตท. เช่น โดยการออกกฎ กติกา เพื่อที่จะให้ผู้ประกอบการรายอื่นสามารถเชื่อมต่อและเช่าใช้โครงข่ายท่อก๊าซที่ ปตท.ผูกขาดในปัจจุบัน แม้จะปฏิบัติหน้าที่มาแล้วถึง 4 ปี

ผู้เขียนยังไม่เห็นว่าจะมีรัฐบาลไหนที่จะกล้าหรืออยากที่จะสลายขุมทรัพย์ของ ปตท.เพื่อผลประโยชน์ของประเทศ แต่ผู้เขียนเชื่อมั่นว่าการผูกขาดของ ปตท.นั้นเป็นเพียงระเบิดเวลา เพราะความไม่พอใจนั้นยิ่งนับวันยิ่งแพร่หลายในกลุ่มประชาชนในวงกว้างมากขึ้น ดังที่สะท้อนจาก Blog ต่างๆ หรือ Comment ในบทความในสื่อที่เกี่ยวกับ ปตท. ไม่ว่าจะหนังสือพิมพ์ฉบับใดๆ เป็นมุมมองในด้านลบเกือบทั้งหมด ความไม่ไว้วางใจรัฐบาลนั้นก็สะท้อนให้เห็นชัดเจนแล้ว เมื่อแผนที่จะลดการถือหุ้นของภาครัฐใน ปตท.ให้เหลือร้อยละ 49 นั้นเป็นอันต้องพับไป

ผู้เขียนหวังว่ารัฐบาลคงจะตระหนักถึงปัญหาที่กล่าวมานี้และคลายข้อกังขาของสาธารณชน โดยการให้กระทรวงพลังงานออกมาชี้แจงรายละเอียดเกี่ยวกับการคำนวณต้นทุนก๊าซ NGV และหลักเกณฑ์ในการขึ้นราคาก๊าซ LPG ที่ดูเหมือนจะเอื้อประโยชน์ต่อธุรกิจปิโตรเคมี โดยเฉพาะ ตามที่คุณรสนาโตสิตระกูล สว.กทม. และมูลนิธิเพื่อผู้บริโภคได้ตั้งคำถาม ชะตากรรมของคนไทยและธุรกิจไทย (ที่ไม่ผูกขาด แต่ต้องแข่งขัน) จะเป็นอย่างไร ก็ขึ้นอยู่กับว่าเราจะทนอยู่กับระบบที่มีอยู่ไปได้อีกนานเพียงใด  

 

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท