
ต่างชาติไม่เชื่อรัฐบาลมีแผนป้องกันน้ำท่วม
แผนการโรดโชว์ของรัฐบาลเพื่อชี้แจงแผนแก้ไขปัญหาน้ำท่วมเรียกความเชื่อมั่นจากนักลงทุนต่างชาติได้เริ่มขึ้นแล้ว
แผนการโรดโชว์ของรัฐบาลเพื่อชี้แจงแผนแก้ไขปัญหาน้ำท่วมเรียกความเชื่อมั่นจากนักลงทุนต่างชาติได้เริ่มขึ้นแล้ว
โดย...ชลลดา อิงศรีสว่าง
แผนการโรดโชว์ของรัฐบาลเพื่อชี้แจงแผนแก้ไขปัญหาน้ำท่วมเรียกความเชื่อมั่นจากนักลงทุนต่างชาติได้เริ่มขึ้นแล้ว ตามแผนที่รัฐบาลได้ประกาศไว้เมื่อปลายปี 2554 หลังจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้ผ่านร่าง พ.ร.ก.การเงิน 4 ฉบับ
รัฐบาลเชื่อว่า แผนจัดการน้ำระยะสั้นของคณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อวางระบบการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ หรือ กยน. และแผนจัดการน้ำและปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานประเทศ ที่คณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อการฟื้นฟูและสร้างอนาคตประเทศ หรือ กยอ. เสนอมานั้น เป็นยาวิเศษที่จะทำให้นักลงทุนต่างชาติเชื่อว่าประเทศไทยจะมีระบบบริหารจัดการน้ำที่ดีและไม่ทำให้เกิดเหตุการณ์น้ำท่วมแห่งชาติเกิดขึ้นอีก
ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี และกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง จะถือโอกาสใช้เวทีการประชุมเวิลด์ อีโคโนมิก ฟอรัม ครั้งที่ 42 ที่ดาวอส ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ที่กำลังเปิดประชุมอยู่นี้ ชี้แจงสถานการณ์ของประเทศไทยให้ต่างชาติเข้าใจ
ทว่าคล้อยหลังนายกฯ อาคม เติมพิทยาไพสิฐ เลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) และปลอดประสพ สุรัสวดี รมว.วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ก็ออกมาเตือนว่า ปีนี้มีความเสี่ยงว่าน้ำจะท่วมอีก
ขณะนี้ปริมาณน้ำในเขื่อนหลักสูงกว่าปีที่แล้ว 2-3 เท่า อีกทั้งปริมาณฝนก็มีแนวโน้มที่จะชุกตามความแปรปรวนของสภาพอากาศ ทำให้ความเสี่ยงของการเกิดน้ำท่วมในปีนี้ยังมีอยู่ ถ้าไม่รีบดำเนินการหามาตรการป้องกันอาจจะไม่ทันการณ์
สิ่งที่เลขาฯ สศช.ออกมากล่าวนั้น เจตนาคงจะเตือนหน่วยงานของรัฐให้เร่งดำเนินการวางแผนรับมือน้ำท่วมในปีนี้ด่วน
ที่หนักกว่านั้นคือ สมิทธ ธรรมสโรช คณะกรรมการ กยน. ออกมากล่าวว่า กยน. มีการประชุม 5 ครั้ง ก่อนที่จะมีการแถลงออกมาเป็นแผนแม่บท เห็นว่างานที่รัฐบาลเสนอไม่เป็นรูปธรรมและการอนุมัติงบประมาณ 3.5 แสนล้านบาท ที่อนุมัติเพียงไม่กี่วินาที โดยไม่มีข้อเสนอของนักวิชาการที่เป็นรูปธรรมอยู่ในแผนงานนั้นด้วย
“การแถลงของนายกรัฐมนตรีก่อนหน้านี้ ผมก็ไม่เห็นแผนงานที่เป็นรูปธรรม ไม่ว่าจะเป็นการทำฟลัดเวย์ว่าจะเป็นจุดใด ที่ไหน ทางน้ำผ่านทางไหนไปทางฝั่งตะวันออก ตะวันตก ผ่านกรุงเทพมหานคร (กทม.) หรือไม่ หรือไปยังแม่น้ำบางปะกง ก็ยังไม่เห็นแผน ไม่ทราบเหตุใดที่รัฐบาลอนุมัติงบประมาณ 3.5 แสนล้านบาท ซึ่งนักลงทุนจากต่างประเทศก็สอบถามผมเรื่องแผนงานของรัฐบาล” สมิทธ กล่าว
นอกจากนี้ สมิทธ ยังได้เปิดเผยว่า หัวหน้าฝ่ายธนาคารโลกได้มาพบเพื่อสอบถามแผนงานของรัฐบาล เพราะมีความสนใจ ซึ่งได้ชี้แจงไปว่าไม่ทราบแผนงานนี้เลย
แต่เห็นว่าในอนาคตจะต้องประสบภัยน้ำท่วมอีกอย่างแน่นอนและอาจจะมีน้ำมากเหมือนปี 2554 เนื่องจากปรากฏการณ์ลานินญา และในปี 2555 เดือน พ.ค.จะมีฝนตกไม่น้อยกว่าปี 2554 แต่รัฐบาลยังไม่มีแผนงานที่จะระบายน้ำออกไปยังแม่น้ำท่าจีนหรือแม่น้ำบางปะกง แต่รัฐบาลมีเวลาที่อนุมัติเพียง 34 นาที ที่จะทำแล้ว
แค่กรรมการ กยน. หน่วยงานรัฐ และรัฐมนตรีของรัฐบาลนี้กล่าว ก็ทำให้ความเชื่อมั่นหดหายไปในพริบตาแล้ว
เมื่อข้อมูลข่าวสารในประเทศเป็นแบบนี้ การที่นายกฯ และรองนายกฯ ด้านเศรษฐกิจ ที่รับหน้าเสื่อไปการันตีกับต่างชาติว่า ในปีนี้จะไม่มีน้ำท่วมเหมือนปี 2554 อีก จึงเป็นเรื่องที่ไม่น่าเชื่อถือ
ความไม่เชื่อของนักลงทุนสะท้อนออกมาจากการชะลอการลงทุน การเตรียมหาพื้นที่ปลอดภัยเพื่อย้ายโรงงาน
เลขาฯ สศช.ยังได้เปิดผลการสำรวจขององค์กรส่งเสริมการค้าต่างประเทศของญี่ปุ่น หรือเจโทร ที่สำรวจบริษัทเอกชนญี่ปุ่นที่ได้รับความเสียหายจากน้ำท่วมใน 7 นิคมอุตสาหกรรม พบว่า 70% จะตั้งโรงงานอยู่ที่เดิม และอีก 30% จะย้ายโรงงานไปที่อื่น แต่ยังอยู่ในประเทศไทย
นั่นเป็นเสียงสะท้อนของความไม่เชื่อมั่นที่นักลงทุนมีต่อแผนการจัดการน้ำของรัฐบาล ฉะนั้นหากรัฐบาลไม่กลับมาตั้งต้นทำแผนจัดการน้ำให้เป็นรูปธรรม ก็คงยากที่จะทำให้นักลงทุนต่างชาติเชื่อว่ารัฐบาลจะบริหารจัดการน้ำได้
ขณะนี้ต่างชาติมองข้ามชอร์ต ไม่ได้สนใจเรื่องแผนจัดการน้ำของรัฐบาลแล้ว แต่ต่างชาติสนใจปัญหาการเมืองภายในประเทศมากกว่า เพราะการเมืองจะเป็นชนวนทำให้เศรษฐกิจชะลอตัว ซึ่งเป็นความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจไม่น้อยกว่าปัจจัยต่างประเทศ
แค่พื้นที่ กทม.ก็ยังมีความขัดแย้งกันไม่จบเรื่องการวางแผนจัดการน้ำ แถม พ.ร.ก. 4 ฉบับที่มีผลบังคับใช้กลับถูกฝ่ายค้านยื่นฟ้องศาลปกครองให้ระงับใช้กฎหมาย เนื่องจากส่งผลเสียต่อเศรษฐกิจและประชาชนใหญ่หลวง
จากนี้ไปคงต้องจับตาแผนจัดการน้ำที่เป็นรูปธรรมว่า รัฐบาลจะทำได้ดีแค่ไหน หากทำให้ต่างชาติเชื่อมั่นไม่ได้ก็เตรียมรับสภาพเศรษฐกิจหดตัวได้







