
แผนกระตุ้นเศรษฐกิจจีน
เมื่อสัปดาห์ก่อนทางการจีนได้ออกมาเผยว่า การเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศได้มีการชะลอตัวลงมาอยู่ 9.2%
เมื่อสัปดาห์ก่อนทางการจีนได้ออกมาเผยว่า การเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศได้มีการชะลอตัวลงมาอยู่ 9.2%
ซึ่งเป็นตัวเลขที่น้อยจากปีก่อนหน้านั้นที่ 10.4% และไม่เพียงเท่านั้น ตัวเลขดัชนีชี้วัดอื่นๆ อาทิ ดัชนีการลงทุนโดยตรงจากต่างชาติ (เอฟดีไอ) ก็ชะลอตัวลงจากปีก่อนเช่นกัน
แต่จากตัวเลขที่ออกมานั้นกลับไม่ใช่สิ่งที่น่าแปลกใจอะไรในมุมมองของผู้กำหนดนโยบาย และผู้ติดตามความเคลื่อนไหวอยู่เป็นประจำ เพราะก่อนหน้านี้เพียง 1 เดือน ทางการจีนได้ออกมาส่งสัญญาณเป็นนัยว่า ปีนี้จีนจะต้องรับมือกับการชะลอทางเศรษฐกิจ อันเป็นผลมาจากวิกฤตหนี้ยุโรป
และประกาศเปลี่ยนทิศทางนโยบายหันมามุ่งเน้นแนวทางกระตุ้นการเติบโต พร้อมกับผ่อนคลายทางการเงิน จากเดิมที่เคยเน้นนโยบายการเงินที่เข้มงวดเพื่อสกัดภาวะเงินเฟ้อในประเทศ
บทบรรณาธิการหนังสือพิมพ์โยมิอูริของญี่ปุ่น แสดงความเห็นด้วยกับการที่จีนหันมามุ่งเน้นนโยบายกระตุ้นการเติบโตเป็นหลัก เพราะในขณะนี้จีนถือเป็นความหวังหลักเพียงไม่กี่ประเทศที่จะมาเป็นแรงขับดันให้กับเศรษฐกิจโลกที่ซบเซาให้พ้นจากวิกฤต
นอกจากนั้น หากการเติบโตเศรษฐกิจจีนมีปัญหาขึ้นมา เช่น การเติบโตมีตัวเลขต่ำกว่า 8% ก็ย่อมส่งให้เกิดปัญหา การตกงาน และความวุ่นวายและก่อจลาจลในประเทศตามมาภายหลังได้
แต่อย่างไรก็ตาม สำนักข่าวชื่อดังแดนอาทิตย์อุทัยก็อยากจะให้ทางการจีนใคร่ครวญถึงการใช้นโยบายการกระตุ้นเศรษฐกิจในครั้งนี้อย่างระมัดระวัง เนื่องจากจีนเคยมีบทเรียนในการใช้นโยบายกระตุ้นการเติบโตเพื่อสู้กับวิกฤตเศรษฐกิจโลกเมื่อปี 2552 มาแล้ว
ในครั้งนั้น แม้จีนจะสามารถรอดพ้นจากการได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงได้ ทว่าในอีกด้านหนึ่งกลับก่อให้เกิดภาวะเงินเฟ้ออย่างหนัก โดยเฉพาะในภาคธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ จนราคาบ้านและที่ดินพุ่งสูงขึ้นอย่างน่าตกใจ
ดังนั้น โยมิอูริจึงเสนอแนะว่า ทางการจีนควรกำกับดูแลป้องกันไม่ให้เกิดภาวะเงินเฟ้อให้ดี โดยต้องมีการกำกับดูแลการปล่อยสินเชื่อต่อภาคธุรกิจ เพื่อให้มีการนำไปใช้อย่างตรงกับเป้าหมายที่ทางการวางไว้ ส่วนในระยะกลางทางการจีนควรปฏิรูปโครงสร้างการเติบโตจากเดิมที่พึ่งแต่การส่งออกเป็นหลัก ให้หันมาเพิ่มสัดส่วนการสร้างการเติบโตจากตลาดภายในด้วย เพื่อลดความเสี่ยงหากเกิดวิกฤตในเศรษฐกิจของต่างประเทศ







