
กนง.หั่นดอก0.25% ธนาคารเมินลดตาม
กนง.มีมติเอกฉันท์ 7 ต่อ 0 เสียง ปรับลดดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% เหลือ 3% หนุนให้เศรษฐกิจฟื้นตัวได้ดีขึ้น
กนง.มีมติเอกฉันท์ 7 ต่อ 0 เสียง ปรับลดดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% เหลือ 3% หนุนให้เศรษฐกิจฟื้นตัวได้ดีขึ้น
นายไพบูลย์ กิตติศรีกังวาน ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) แถลงผลการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ว่าที่ประชุมมีมติ 7 ต่อ 0 เสียง เป็นเอกฉันท์ ให้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% จาก 3.25% เหลือ 3% โดยให้มีผลทันที เนื่องจากเห็นว่าขณะนี้เศรษฐกิจโลกอ่อนแอ และปัญหาอุทกภัยก็ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจมากกว่าที่คาด ขณะที่แรงกดดันเงินเฟ้อก็ปรับลดลง จากอุปสงค์ในประเทศที่ล่าช้ากว่าคาด
“ดังนั้น ในภาวะความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อมีไม่มาก ปัญหาเศรษฐกิจโลกยังยืดเยื้อ คงเป็นปัจจัยลบต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจไทย ที่ประชุม กนง.จึงมีมติเอกฉันท์ให้ลดอัตราดอกเบี้ยลง 0.25% เพราะหวังว่าการผ่อนคลายอัตราดอกเบี้ยนโยบายในครั้งนี้จะสนับสนุนกระบวนการฟื้นฟูเศรษฐกิจให้กลับสู่ระดับปกติได้เร็วขึ้น” นายไพบูลย์ กล่าว
อย่างไรก็ตาม ในวันที่ 3 ก.พ.ที่จะถึงนี้ กนง.และ ธปท.จะมีการแถลงตัวเลขปรับประมาณการเศรษฐกิจในรายละเอียดอีกครั้ง ว่าเศรษฐกิจไทยในปีนี้และปีหน้าจะโตเท่าใด ภายใต้สมมติฐานอัตราเงินเฟ้อเท่าไร ตามข้อมูลทางเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงไป
นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย กล่าวว่า การส่งผ่านนโยบายดอกเบี้ยในขณะนี้อาจทำได้ไม่ง่ายนัก แม้ว่า กนง.จะปรับลดดอกเบี้ยนโยบายลงมา เนื่องจากหากธนาคารพาณิชย์ปรับลดดอกเบี้ยลงมา เงินฝากไหลไปยังธนาคารเฉพาะกิจภาครัฐ ทำให้การส่งผ่านดอกเบี้ยนโยบายในช่วงนี้อาจยังไม่มีประสิทธิภาพ
นายอนุวัติร์ เหลืองทวีกุล รองกรรมการผู้จัดการ สายงานกลยุทธ์และการเงิน ธนาคารธนชาต กล่าวว่า แม้ว่า กนง.จะปรับลดดอกเบี้ยนโยบายลง แต่จากแรงกดดันจากภาวะการแข่งขันระดมเงินฝากของธนาคารภาครัฐและต้นทุนการเรียกเก็บเงินนำส่งที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้น ทำให้มีโอกาสที่ธนาคารจะคงอัตราดอกเบี้ยไว้
อย่างไรก็ตาม คาดว่าดอกเบี้ยนโยบายในปีนี้จะทรงตัวอยู่ที่ 3% ไปจนถึงสิ้นปี







