
ธรรมจักรบูชาธรรมยาตรา สู่มาฆบูชากึ่งพุทธกาล ณ ชมพูทวีป (๑๐)
....พระอาจารย์อารยะวังโส
เขาย่อนิ่งและยืนอย่างสงบจนอาตมานั่งบนกูบเรียบร้อย เขาจึงยกตัวตรงโดยที่ไม่มีใครสั่งและน้ำตาไหลตลอด ตอนที่อาตมารับพระสถูป ช้างนี้ก็ยกงวงทำความเคารพอีกและน้ำตาก็ไหล พออาตมานั่งเสร็จ พระผู้ใหญ่ของเวียดนามก็จะลงมานั่งข้างหลัง นั่งอย่างลำบากน่าสงสารมาก เพราะต้องเบียดลงด้านหลังกูบและต้องโบกธงฉัพพรรณรังสีไปตลอดเส้นทาง ขบวนแห่ประทักษิณรอบเมืองใช้เวลาเป็นชั่วโมง ฝูงชนก็ซัดและโปรยดอกไม้ไปตลอดทาง ตอนผ่านวัดไทยเห็นท่านเจ้าคุณทองยอดออกมายืนดู ท่านยกมือไหว้มาที่พระสถูปที่อาตมาอัญเชิญไว้ในมือนั่งไปบนหลังช้าง พอเดินเสร็จสิ้นจนวกกลับมาสู่มหาโพธิสมาคม หรือก็กลับมาที่วัดศรีลังกาเพื่ออัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุและพระอรหันตธาตุกลับเข้าพระวิหาร โดยในพระวิหารได้มีการจัดที่ประดิษฐานไว้ ๓ ที่ตรงหน้าพระประธานในพระวิหาร โดยตรงกลางเป็นที่ประดิษฐานของพระบรมสารีริกธาตุ ทางซ้ายมือของเราเป็นที่ของพระสารีบุตร และทางขวามือเป็นของพระมหาโมคคัลลานะ สถานที่ตรงกลางกับทางซ้ายมือมีสถูปวางเรียบร้อยแล้ว เหลือแต่สถานที่ประดิษฐานทางขวามือของพระมหาโมคคัลลานะที่อาตมาอัญเชิญไป อาตมาจึงได้นำสถูปที่นำไปบูชารอบเมืองวางลงบนแท่นที่สามอันเป็นด้านขวามือของอาตมา โดยยังมีผ้าคลุมพระสถูปอยู่ทุกสถูป เมื่ออาตมาเริ่มเจริญพระพุทธมนต์ อาตมาชักเอะใจ จึงได้นำผ้าคลุมออกจากสถูปทั้งสาม พระสงฆ์ที่เป็นเจ้าหน้าที่ของมหาโพธิสมาคมได้กล่าวกับอาตมาว่า ให้เปลี่ยนตำแหน่งพระสถูป เพราะพระสถูปที่อาตมาอัญเชิญไปนั้น เป็นพระสถูปบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ มีขนาดใหญ่กว่าอีก ๒ สถูปของพระอัครสาวกซึ่งมีขนาดเท่ากัน ปรากฏว่าพระบรมสารีริกธาตุอยู่กับอาตมาโดยตลอด ซึ่งอาตมาและทุกๆ คน รวมถึงเจ้าหน้าที่ของมหาโพธิสมาคมไม่มีใครทราบเลย เพราะเข้าใจว่าลำดับที่ ๓ พระสถูปที่อาตมาอัญเชิญบนหลังช้างต้องเป็นของพระมหาโมคคัลลานะเถรเจ้าอย่างแน่นอน โดยเฉพาะขณะที่อยู่บนหลังช้างอาตมาไม่รู้มาเลย โดยเชื่อว่าพระสถูปพระบรมสารีริกธาตุต้องประทับอยู่บนหลังช้างตัวที่หนึ่งอย่างแน่นอน อาตมาได้สวดมนต์เกือบไม่หยุดเลย มีพลังแผ่ออกมาจากพระสถูปมากๆ อาตมาเองก็ชักแปลกใจ จึงเปิดผ้าดูพระสถูปก็เห็นมีแหวนมีสร้อยคล้องเต็มไปหมด พยายามมองไปที่ช้างเชือกแรกข้างหน้า ก็เห็นพระสถูปยังคลุมผ้าอยู่ จึงไม่อาจบอกความแตกต่างได้ แต่พอมาเปิดผ้าในวิหาร ทุกคนตกตะลึง แม้แต่ทางมหาโพธิสมาคมเอง เพราะเขาคิดว่าสถูปที่สามน่าจะเป็นสถูปของพระมหาโมคคัลลานะ แต่กลับเป็นสถูปของพระบรมสารีริกธาตุ อย่างไรก็ตามถ้าอาตมารับพระสถูปในตอนแรกซึ่งเป็นพระบรมสารีริกธาตุ และนั่งช้างเชือกแรก ก็ถือเป็นเรื่องปกติ เพราะอาตมาเป็นประธานในงานครั้งนี้ ทุกคนคงไม่อัศจรรย์ใจ แต่นี่เป็นอานุภาพของการเสี่ยงทายโดยแท้จึงเกิดจากพุทธานุภาพ ธัมมานุภาพ สังฆานุภาพ อันยิ่งใหญ่ แม้ทุกวันนี้ทางมหาโพธิสมาคมในอินเดียก็ยังอัศจรรย์ใจกับเรื่องนี้อยู่ ตอนแรกที่เขาคิดว่าอาตมาได้อัญเชิญพระธาตุของพระมหาโมคคัลลานะนั้น เขายังถามหมู่ลูกศิษย์อาตมาว่า
“Everybody Happy ???” ซึ่งได้บอกไปว่า “Happy จริงๆๆ”สำหรับโครงการที่ ๓ ซึ่งเกิดขึ้น ต่อมาในวันที่ ๖๗ ก.พ. คือ ธรรมยาตรา มหาโพธิสมาคมได้ขอให้อาตมาเป็นผู้นำคณะธรรมยาตราในครั้งนี้อีกเช่นกัน คือ เป็นผู้นำคณะพระนานาชาติออกจาริก เดินไปตามเส้นทางจากพระศรีมหาโพธิ์ (พุทธคยา) สู่พระนครราชคฤห์ จุดสิ้นสุด ณ วัดเวฬุวันมหาวิหาร ใช้เวลา ๒ วัน กับ ๑ คืน โดยหลังจากเสร็จสิ้นสักการบูชาพระศรีมหาโพธิ์แล้ว อาตมาก็ถือธงนำกองทัพธรรมตั้งขบวนยาวเหยียด ๗๐๐๘๐๐ คน ที่มีพระนานาชาติมากมายเข้าร่วม มีประเทศเกาหลีเป็นสปอนเซอร์ ที่รับภาระค่าใช้จ่ายสูง มีค่าอาหาร เป็นต้น มีสื่อมวลชน โทรทัศน์ หนังสือพิมพ์ มาทำข่าวกันมากมาย เพราะเป็นครั้งแรกของชาวพุทธที่เกิดธรรมยาตราในพุทธภูมิชมพูทวีปกึ่งพุทธกาล ขบวนธรรมยาตราได้เดินตัดข้ามแม่น้ำเนรัญชรา แล้วข้ามแม่น้ำโมหณี ซึ่งปัจจุบันแห้งเป็นทะเลทรายจึงเดินยากมากเพราะทรายยุบตัว เพื่อมุ่งหน้านำขบวนไปให้ถึงดงคสิริ ซึ่งตามแผนกะว่าจะใช้เวลา ๓ ชั่วโมง แต่เราเดินใช้เวลาเพียง ๒ ชั่วโมง เพราะอาตมาเดินเร็ว และเป็นผู้ถือธงนำขบวนไปโดยตลอดตามภาระที่ได้รับมอบหมาย โดยกำหนดรับประทานอาหารกันที่ภูเขาดงคสิริ
จากดงคสิริ เกาหลีขอขึ้นรถถอยตัวก่อน เหลือเฉพาะพวกอินเดียกับไทย บางคนก็ขึ้นรถไป แต่ส่วนใหญ่ก็เดินตามขบวนไปเพราะคิดว่าใกล้ เนื่องจากมีข้อมูลแจ้งว่ามีระยะทางเดินเพียง ๔ กิโลเมตร แต่ปรากฏทางมันยาวเหยียดอ้อมไปมาจนน่าจะมากกว่า ๑๐ กิโลเมตร ท่ามกลางฝุ่น ความร้อน และหลงทางด้วย อีกต่างหาก จนไปออกที่หมู่บ้านบุดดาเกเร่ห์ (แปลว่า หมู่บ้านของพุทธะ) เป็นสถานที่ซึ่งพระพุทธเจ้าเคยประทับเมื่อครั้งนำกองทัพธรรมสู่พระนครราชคฤห์ แม้จะเป็นการเดินที่หนักหนาสาหัสกับคณะ โดยเฉพาะผู้ที่ไม่เคยเดินทางไกล แต่ก็แปลกใจที่ทุกคนกลับแข็งแรง แถวผู้คนที่เดินยาวเหยียดประมาณ ๑ กิโลเมตร ธงฉัพพรรณรังสีฉายแสงนำขบวนโบกสะบัดไปทั่วขบวน โดยเฉพาะในยามเดินตัดผ่านทุ่งนาในอินเดียให้หวนนึกถึงกาลสมัยที่พระพุทธองค์ทรงนำพระสงฆ์สาวกออกโปรดสัตว์ทั้งหลาย โดยขบวนธรรมยาตราที่อาตมานำทัพครั้งนี้ได้เคลื่อนผ่านหมู่บ้านต่างๆ และเมื่อทะลุออกถนนใหญ่ก็ได้มีชาวบ้านเป่าปี่ตีกลองต้อนรับอยู่บนถนนอย่างใหญ่โต บนคออาตมามีคนถวายพวงมาลัยมาคล้องจนเต็มคอ ต้องมีสติควบคุมจิตไม่ไปยินดีในลาภสักการะเหล่านั้น โดยบางหมู่บ้านเป็นชาวบ้านที่นับถือศาสนามุสลิมมาคอยต้อนรับ และเมื่อถึงตรงจุดที่เราจะขึ้นรถเพื่อไปเจเที่ยน คือ ลัฏฐิวัน หรือสวนตาลหนุ่ม ที่พระพุทธเจ้าเสด็จจากคยาสีสะ มาประทับที่สวนตาลหนุ่มแห่งนี้ ในอดีตซึ่งพระเจ้าพิมพิสารพร้อมข้าราชบริพารจำนวน ๑๒ นหุตมาเข้าเฝ้า เพื่อทูลเชิญพระองค์เข้าสู่พระนครราชคฤห์
อ่านต่อฉบับหน้า







