
ดิ้นหาช่องขนเงินทอน 3 หมื่นล้านออกนอก
ภายหลังศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ได้มีคำพิพากษาสั่งยึดทรัพย์ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี จำนวน 4.6 หมื่นล้านบาท จากทั้งหมด 7.6 หมื่นล้านบาท ผู้คนที่เกี่ยวข้องได้เคลื่อนไหวอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะเจ้าของเงินทอนจำนวน 30,247 ล้านบาท
แหล่งข่าวจากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า ผู้บริหารธนาคารพาณิชย์ 23 รายได้สอบถามว่า เมื่อกระทรวงการคลังถอนอายัดทรัพย์ พ.ต.ท.ทักษิณ และคนในครอบครัว รวมถึงบัญชีในนามบริษัทกว่า 20 แห่งแล้ว วงเงินร่วม 2 หมื่นล้านบาท หากลูกค้าต้องการโอนเงินออกไปลงทุนยังต่างประเทศ ธนาคารสามารถอนุมัติได้ทันที หรือต้องแจ้งให้ ธปท. ทราบก่อน
สาเหตุที่ธนาคารพาณิชย์ต้องการคำตอบเรื่องนี้ เป็นเพราะตัวแทนและผู้มีอำนาจในการเบิกถอนเงินในบัญชีต่างๆ ในนามของบริษัทได้แจ้งว่าจะมีการโอนย้ายเงินไปลงทุนยังต่างประเทศ และสามารถดำเนินการได้ตามประกาศ ธปท. เมื่อต้นเดือน ก.พ. ที่ผ่านมา
กรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง กล่าวว่า ได้มีการหารือและสอบถาม ธาริษา วัฒนเกส ผู้ว่าการ ธปท. แล้ว แม้จะมีช่องบางอย่างให้กระทำได้บ้าง แต่ประกาศของ ธปท. นั้นยังไม่มีผล เพราะในฐานะที่เป็น รมว.คลัง ยังไม่ได้ลงนาม ดังนั้น พ.ต.ท.ทักษิณ ยังไม่สามารถนำเงินออกนอกประเทศได้ และต้องขออนุมัติ ธปท. เป็นกรณีไป
ทั้งนี้ เมื่อต้นเดือน ก.พ. ที่ผ่านมา ธปท. ได้ผ่อนคลายการนำเงินทุนออกนอกประเทศ โดย 1.อนุญาตให้นิติบุคคลสามารถลงทุนในต่างประเทศ ทั้งในรูปของการลงทุนในหุ้น และการให้กู้ยืมแก่กิจการในเครือได้ไม่จำกัดจำนวน จากเดิมที่อนุญาตให้บริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยเท่านั้นที่สามารถลงทุนได้ไม่จำกัดจำนวน
2.ขยายวงเงินลงทุนในหลักทรัพย์ในต่างประเทศ จากที่เคยอนุมัติให้สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) จัดสรร 3 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ เป็น 5 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ
3.ผ่อนผันให้ผู้นำเข้าส่งออกสามารถยกเลิกธุรกรรมอนุพันธ์ที่ทำขึ้น เพื่อป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนค่าสินค้าและบริการได้ทุกกรณี จากเดิมจำกัดวงเงินที่สามารถยกเลิกได้ไม่เกิน 2 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ
4.ให้ฝากเงินหรือลงทุนในต่างประเทศได้ในวงเงิน 500 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยไม่ต้องขออนุญาตจาก ธปท. จากเดิมที่ต้องอนุญาตเป็นรายกรณี
6.ขยายวงเงินการลงทุนในภาคอสังหาริมทรัพย์ในต่างประเทศจาก 5 ล้านเหรียญสหรัฐ เป็น 10 ล้านเหรียญสหรัฐ
7.อนุญาตให้นิติบุคคลให้เงินกู้แก่กิจการในต่างประเทศที่ไม่ใช่กิจการในเครือได้ไม่เกิน 50 ล้านเหรียญสหรัฐ/ปี โดยไม่ต้องขออนุญาต ธปท. จากเดิมที่ต้องขออนุญาตเป็นรายกรณี
8.รวมทั้งได้มีการเพิ่มยอดคงค้างในบัญชีเงินฝากเงินตราต่างประเทศแบบไม่มีภาระผูกพันเป็น 5 แสนล้านเหรียญสหรัฐ จากเดิมที่อนุญาต 3 แสนล้านเหรียญสหรัฐ สำหรับนิติบุคคล และ 1 แสนล้านเหรียญสหรัฐ สำหรับบุคคลธรรมดา
ขณะที่ผู้บริหารระดับสูง และฝ่ายกฎหมายของกรมสรรพากรเครื่องร้อน ได้นัดหารือกันในเรื่องการติดตามทรัพย์สินของ พานทองแท้ และพินทองทา ชินวัตร เพื่อนำมาชำระภาษีที่ค้างจ่ายจากขายหุ้นมา 34 ปี วงเงิน 1.21.4 หมื่นล้านบาท
ทั้งนี้ เพราะเงินในบัญชีของบุคคลทั้งสองที่ถูกอายัดไว้ในทุกธนาคารรวม 1516 บัญชี เพื่อไว้ชำระภาษีนั้นถูกคำสั่งของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองให้ยึดเป็นของรัฐไปทั้งสิ้น 14 บัญชี จึงต้องศึกษาหาช่องสืบทรัพย์ที่บุคคลทั้งสองถือครองมาชำระภาษีในส่วนที่เหลือ
“
จากข้อมูลเบื้องต้นเมื่อหักเงินที่จะต้องยึดเข้ารัฐตามคำสั่งศาลแล้ว เงินในบัญชีของพานทองแท้และพินทองทาจะเหลือเพียง 1,5002,500 ล้านบาทเท่านั้น ถ้าสืบทรัพย์แล้วมีไม่พอกับภาระภาษีที่ค้างจ่าย ก็คงต้องฟ้องล้มละลาย” แหล่งข่าวจากกรมสรรพากรเปิดเผยก่อนหน้านี้ กิตติพร อรุณรัตน์ ทนายความของพานทองแท้และพินทองทา ที่แถลงปิดคดีนั้น กล่าวว่า พานทองแท้มีอยู่ 1.71 หมื่นล้านบาท และทรัพย์สิน พินทองทา 2.35 หมื่นล้านบาท จึงต้องสืบทรัพย์ว่าส่วนที่เหลือซุกซ่อนอยู่ที่ไหน
ด้าน ธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) กล่าวว่า ภายหลังศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง มีมติว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ปกปิดอำพรางโครงสร้างหุ้นบริษัท ชิน คอร์ปอเรชั่นดีเอสไอจะเร่งศึกษาคำพิพากษาของศาลว่ามีส่วนใดเป็นความผิดต่อ พ.ร.บ.หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งเป็นความผิดตาม พ.ร.บ. แนบท้ายกฎหมายสอบสวนคดีพิเศษที่ดีเอสไอจะต้องรับผิดชอบดำเนินคดี
ส่วนคดีปกปิดโครงสร้างหุ้นบริษัท เอสซี แอสเสท ซึ่งอัยการมีคำสั่งไม่ฟ้อง และดีเอสไอในสมัย พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง เป็นอธิบดี ไม่ได้โต้แย้งตามกฎหมาย ถือว่าคดีสิ้นสุดไปแล้ว เว้นแต่จะมีหลักฐานหรือประเด็นใหม่อันสำคัญ จึงสามารถรื้อฟื้นคดีขึ้นพิจารณาใหม่ได้อีกครั้ง
สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ รองประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) กล่าวว่า จากผลของคำพิพากษาของศาลฎีกา กล่าวว่า อดีตนายกรัฐมนตรีมีพฤติกรรมออกนโยบายด้านโทรคมนาคมเอื้อประโยชน์ต่อกลุ่มบริษัท ชิน คอร์ปอเรชั่น หากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะมีการแก้ไขสัญญาสัมปทานโทรคมนาคม คงต้องดูข้อกฎหมายเป็นหลัก และต้องพิจารณาเป็นรายกรณี เนื่องจากคำพิพากษาของศาลเกี่ยวข้องกับเฉพาะกลุ่มชินคอร์ปเท่านั้น ส่วนกลุ่มอื่นแรงกระทบจะเป็นระลอกต่อไป ขณะที่ภาคธุรกิจโทรคมนาคมที่เกี่ยวข้อง ก็ต้องทำให้มั่นใจว่าได้ทำถูกต้องตามกฎหมายแล้ว
อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้ สือ ล้ออุทัย ปลัดกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร(ไอซีที) กล่าวว่า กระทรวงไอซีทีจะนำสัญญาการปรับลดส่วนแบ่งระบบโทรศัพท์แบบเติมเงิน หรือพรีเพด เข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการตรวจสอบการแก้ไขสัญญา ซึ่งที่ผ่านมาสัญญาระหว่างบริษัท ทีโอที และบริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส มีการแก้ไขกันมากถึง 7 ครั้ง จากนั้นจะนำเสนอเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อพิจารณาว่าการแก้สัญญาครั้งใดเป็นการแก้ไขโดยมิชอบ
ส่วนสัญญาดาวเทียมไทยคม เป็นสัญญาที่เกิดขึ้นระหว่างกระทรวงไอซีทีและบริษัท ชินแซทเทลไลท์ จึงเป็นอำนาจของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงไอซีทีที่ต้องพิจารณา ซึ่งล่าสุด ร.ต.หญิงระนองรักษ์ สุวรรณฉวี รมว.ไอซีที เตรียมแถลงท่าทีในเรื่องดังกล่าววันที่ 3 มี.ค. นี้
ด้าน อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า เป็นเรื่องยากที่จะให้คนพอใจคำตัดสิน อยากจะบอกว่าทุกคนต้องตั้งสติ เพราะถ้าหากไม่เชื่อกระบวนการยุติธรรม ก็จะไม่มีจุดจบ
“
ผมยังมองไม่เห็นว่ามีอะไรบ่งบอกถึงการใช้อำนาจของตุลาการในครั้งนี้มีความผิดปกติ การแจกแจงเหตุผลต่างๆ ในคำตัดสินก็ละเอียด การตัดสินก็ไม่ได้สุดโต่งไปทางหนึ่งทางใด ถ้าเราไม่ยอมรับก็จะไม่มีจุดที่จะยอมรับ ขนาดบอกไปนรก สวรรค์ ความจริงถ้าไปนรกหรือสวรรค์แล้ว ถือว่าตัดสินสุดท้าย ก็ไม่รู้จะอุทธรณ์อะไรอีก” อภิสิทธิ์ กล่าวนายกฯ กล่าวด้วยว่า เชื่อว่าในที่สุดแล้วถ้าคนไทยส่วนใหญ่ต้องการที่จะรักษาระบบและเคารพกติกาต่างๆ และมีความหนักแน่น สุดท้ายคิดว่าทุกคนก็จะยอมรับ และคนไม่ยอมรับจะมีปัญหากับตัวเองมากขึ้น







