posttoday
สมัชชาปลุกชุมชนใต้ ลุกขึ้นแก้น้ำท่วมด้วยตัวเอง

สมัชชาปลุกชุมชนใต้ ลุกขึ้นแก้น้ำท่วมด้วยตัวเอง

23 มกราคม 2555

สภาพอากาศที่แปรปรวน ทำให้ปริมาณฝนตกชุกมากยิ่งขึ้น ส่งผลภาคใต้ประสบปัญหาน้ำท่วม

โดย...ภัสรา จิกคำ

สภาพอากาศที่แปรปรวน ทำให้ปริมาณฝนตกชุกมากยิ่งขึ้น ส่งผลภาคใต้ประสบปัญหาน้ำท่วม ดินภูเขาถล่มซ้ำซาก และมีแนวโน้มภัยพิบัติธรรมชาติจะรุนแรงกว่าเดิม การจัดปัญหาดังกล่าวชุมชนจะต้องลุกขึ้นมาแก้ปัญหาด้วยตัวเอง อย่ามัวแต่รอความหวังจากภาครัฐ เนื่องจากโครงการทำงานของภาครัฐทำงานจากบนลงล่างทำให้แก้ปัญหาล่าช้า

ชาคริต โภชะเรือง เครือข่ายสมัชชาสุขภาพจังหวัดสงขลา ในฐานะคณะทำงานวิชาการประเด็นการจัดการภัยพิบัติ โดยมีชุมชนเป็นศูนย์กลาง บอกว่า การแก้ปัญหาน้ำท่วม อ.หาดใหญ่ คือ โมเดลแก้ปัญหาน้ำท่วมซ้ำซากที่ดีที่สุด แม้ว่าสภาพภูมินิเวศของ อ.หาดใหญ่ เป็นลักษณะแอ่งกระทะ แต่เคยผ่านประสบการณ์ภัยพิบัติมาหลายครั้งและหลายรูปแบบ ทำให้สามารถป้องกันน้ำท่วม อ.หาดใหญ่ ได้อย่างน่าทึ่ง โดยการสร้างพนังกั้นน้ำไว้รอบๆ สกัดน้ำท่วมไหลบ่าจากพื้นที่อื่นไหลเข้าท่วมชั้นในพื้นที่เศรษฐกิจสำคัญ

สมัชชาปลุกชุมชนใต้ ลุกขึ้นแก้น้ำท่วมด้วยตัวเอง

 

“ต้องยกความดีให้กับผู้นำชุมชนที่ลงมือแก้ปัญหาเองตั้งแต่เนิ่นๆ ทั้งลอกคลอง สร้างพนังกั้นน้ำไว้รอบเมือง เมื่อเกิดฝนตกหนัก พื้นที่รอบนอกก็สามารถเร่งระบายน้ำทิ้งได้ทันท่วงที หากร้องขอให้ภาครัฐสร้างฟลัดเวย์ควบคู่กับมอเตอร์เวย์ คาดว่าคงต้องรออีกนาน ไม่รู้จะลงมือทำกันเมื่อไหร่ ดังนั้นชุมชนต้องกำหนดชะตาชีวิตเองว่าจะแก้ปัญน้ำท่วมด้วยตัวเองเป็นอันดับต้นๆ” ชาคริต ตอกย้ำ

ทั้งนี้ หากรอให้รัฐบาลเข้ามาแก้ไขปัญหาน้ำท่วมย่อมมีความล่าช้า เพราะต้องรอขั้นตอน ทำงานแบบจากบนลงล่างโดยตลอด ดังนั้นจึงต้องทำควบคู่กันไปทั้งสองทาง คือ ก่อนรัฐจะแก้ปัญหาในส่วนของสิ่งปลูกสร้างที่เป็นการแก้ในระยะยาว เช่น กันความยาวนานในการก่อสร้างต่างๆ ก็ต้องยาวด้วย ในระหว่างนี้จึงต้องมีการเตรียมพร้อมในระดับชุมชนที่มีความรู้และเข้าใจสภาพพื้นที่ของตนเองดีที่สุด เพราะเชื่อว่าหากมีความเข้าใจระบบปัญหาพื้นฐานแล้ว การแก้ปัญหาที่ดีก็สามารถเกิดขึ้นได้

ชาคริต นำเสนอวิธีการจัดการภัยพิบัติอย่างหนึ่งในเขตพื้นที่ อ.หาดใหญ่ ที่น่าสนใจ คือ ระบบบ้านพี่เลี้ยงที่จะมีอยู่ในทุกเขตพื้นที่ที่ได้แบ่งส่วนรับผิดชอบกันไป มีหน้าที่ในการเตือนภัยในพื้นที่และเป็นจุดกระจายเมื่อเกิดภัยพิบัติ ซึ่งวิธีนี้จะทำให้ทุกคนได้รับความช่วยเหลือ นอกจากนี้ยังมีการจัดทำเว็บไซต์ที่ให้ข้อมูลระดับน้ำในคลองหรือพื้นที่รับน้ำต่างๆ ซึ่งได้จากการตั้งกล้องเพื่อบันทึกข้อมูล ซึ่งจะอัพเดตทุกๆ 5 นาทีอีกทั้งยังเป็นแหล่งรวบรวมข้อมูลจากหน่วยงานต่างๆ เช่น กรมอุตุนิยมวิทยา กรมชลประทาน ฯลฯ โดยทำให้เกิดการเข้าถึงได้ง่าย เช่น การใช้ภาษาที่สื่อสารง่าย

เมื่อมีข้อมูลรวมกับประสบการณ์เดิมก็ทำให้สามารถรับมือและเตรียมตัวได้ล่วงหน้า แต่การรับมือยังคงไม่ครอบคลุมพื้นที่ต้นน้ำ ซึ่งถือว่าเป็นกลุ่มเสี่ยงที่แท้จริง เพราะด้วยข้อจำกัดด้านเทคโนโลยีที่ยังไม่มีความแม่นยำมากพอ จึงยังคงได้รับความเสียหาย แต่คนในพื้นที่ก็มีการเรียนรู้ที่จะอยู่ต่อไปในพื้นที่ให้ได้ การเตรียมการรับมือต้องเป็นการตัดสินใจของภาคประชาชนเอง ส่วนการเตือนภัยหรือประเมินสถานการณ์ก็เป็นหน้าที่ของส่วนกลาง คณะทำงานวิชาการมีหน้าที่เพียงให้ข้อมูลที่ถูกต้องและรวดเร็วเท่านั้น

ชาคริต กล่าวว่า การทำงานไม่ใช่เพียงในระดับชุมชนเท่านั้น แต่ต้องใช้ทุกกลไกทุกระดับมาควบรวมกัน ซึ่งการทำงานของรัฐในการรับมือภัยพิบัติที่ผ่านมาอย่างศูนย์ปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย (ศปภ.) มีการรวมศูนย์เพื่อความเป็นเอกภาพในการแก้ปัญหา แต่การรวมโดยไม่มีฐานข้อมูล มีการแยกส่วนของระบบราชการ ต่างคนต่างทำหน้าที่ ไม่มีการบูรณาการ นักวิชาการที่มีอยู่มากมายมาพร้อมกับชุดความรู้ที่กระจายเช่นกัน ทำให้ไม่มีความเป็นเอกภาพและสร้างปัญหามากขึ้น

ด้าน เบญจา รัตนมณี หนึ่งในคณะทำงานวิชาการประเด็นการจัดการภัยพิบัติ เล่าถึงประสบการณ์การจัดการภัยพิบัติในพื้นที่ จ.ชุมพร ว่า จากการร่วมมือในระดับชุมชน ทำให้เห็นว่าประชาชนมีศักยภาพสามารถจัดการกันเองได้ เพราะเหตุการณ์อุทกภัยที่ผ่านมาพบว่าความเสียหายลดลงอย่างชัดเจน โดยใช้วิธีการจัดการกันเองไม่ต้องรอรับความช่วยเหลือจากภาครัฐเพียงส่วนเดียว

“ไม่เพียงอุทกภัยเท่านั้นที่คนชุมพร ต้องเผชิญ ยังมีปัญหาอื่นๆ อีก เช่น ดิน หิน โคลนถล่ม ภัยแล้ง วาตภัย แต่การเริ่มจัดการตนเองทำให้คนในพื้นที่รู้และประเมินตัวเองได้ว่าเสี่ยงต่อภัยอะไร ต้องรับมืออย่างไรเมื่อภัยมา รวมทั้งมีการเตรียมการที่ทำให้เกิดความเสียหายในชีวิตลดลง เช่น มีการเฝ้าระวัง โดยทีมอาสาสมัครที่ผ่านการอบรม การเตรียมพื้นที่ปลอดภัยในเขตชุมชนต่างๆ ทั้งหมดนี้เป็นความร่วมมือจากคนในท้องถิ่นทั้งสิ้น” เบญจา ระบุ

นอกจากแผนรับมือและแก้ปัญหาแล้ว ยังมีแผนเพื่อการป้องกันภัยพิบัติที่หลายฝ่ายเชื่อว่าไม่สามารถป้องกันได้ เช่น การปลูกป่าหรือต้นไม้ที่มีรากแก้วเพื่อลดการเกิดปัญหาดินสไลด์ โดยใช้วิธีการปลูกแซมในสวนยางพาราที่เป็นอาชีพหลักของคนในพื้นที่ จึงถือว่าเป็นการป้องกันโดยปรับให้เข้ากับบริบทของชาวบ้าน ไม่ขัดแย้งกับอาชีพหลัก แต่ต้องทำให้เชื่อและไม่เกิดการต่อต้าน

 

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท