
แถลงจับ5คนร้ายร่วมแก๊งคอลเซ็นเตอร์ลวงโอน
บช.ก.ตามรอยจับแก๊งคอลเซ็นเตอร์อ้างป.ป.ง.หลอกเหยื่อโอนเงิน 30 ล้านบาท รับจ้างเอเย่นต์คนไทยหาคนเปิดบัญชี
บช.ก.ตามรอยจับแก๊งคอลเซ็นเตอร์อ้างป.ป.ง.หลอกเหยื่อโอนเงิน 30 ล้านบาท รับจ้างเอเย่นต์คนไทยหาคนเปิดบัญชี
ที่กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (บช.ก.) พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ ฉายาพันธุ์ ผบช.ก. พร้อมด้วย พล.ต.ต.สุพิศาล ภักดีนฤนาถ ผบก.ป.และพ.ต.อ.ปิยะ เจริญสุข ผกก.1 บก.ป. ร่วมกับ กองบังคับการตำรวจท่องเที่ยว (บก.ทท.) และ กองกำกับการ 6 กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการค้ามนุษย์ (กก.6 บก.ปคม.) แถลงข่าวการจับกุม 5 ผู้ต้องหาร่วมแก๊งคอลเซ็นเตอร์อ้างเป็น ป.ป.ง.หลอกอดีตข้าราชการโอนเงิน 30 ล้านบาท
ทั้งนี้ ผู้ต้องหาแก๊งคอลเซ็นเตอร์ที่ถูกจับ ได้แก่ นายวิชัย กองมงคล อายุ 46 ปี ,นางอุสาห์ บุญเรือง อายุ 57 ปี ,นายเบเบ เชียงหลี่ อายุ 29 ปี ,นายธีระเกียรติ แซ่จู อายุ 24 ปี ทั้งหมดเป็นชาว จ.เชียงใหม่ และนายดิลกพัฒน์ รายเรียงวนาขจี อายุ 37 ปี อยู่บ้านเลขที่ 98/21 หมู่ 9 แขวงสะพานสูง เขตสะพานสูง กทม. ตามหมายศาล จ.เชียงใหม่ลงวันที่ 18 ม.ค.2555 ในข้อหา ร่วมกันฉ้อโกงประชาชน และมีไว้เพื่อนำออกใช้ซึ่งบัตรอิเล็กทรอนิกส์ของผู้อื่นในประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่บุคคลอื่นหรือประชาชน ในคดีแก๊งคอลเซ็นเตอร์อ้างว่าเป็นเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ป.ป.ง.) หลอกเงินอดีตอาจารย์มหาวิทยาลัยชื่อดังจนสูญเงินเก็บไปกว่า 30 ล้านบาท ที่มีการแจ้งความไว้เมื่อวันที่ 9 ม.ค.ที่ผ่านมา พร้อมของกลาง สมุดบัญชีธนาคาร จำนวน 32 เล่ม บัตรเอทีเอ็มจำนวน 126 ใบ โทรศัพท์มือถือ 7 เครื่อง คอมพิวเตอร์โน๊ตบุ๊ค 1 เครื่อง
สอบสวนนาย ดิลกพัฒน์ รายเรียงวนาขจี หนึ่งในผู้ต้องหา ให้การรับสารภาพว่า ได้รับว่าจ้างจากเอเย่นต์ชาวไทยซึ่งเป็นเครือข่ายแก๊งคอลเซ็นเตอร์รายหนึ่ง ครั้งละ 1-2 หมื่นบาทให้หาคนมาเปิดบัญชีธนาคารและให้เก็บบัตรเอทีเอ็มเอาไว้ โดยได้ติดต่อจ้างผู้ต้องหาที่เหลือให้ช่วยหาคนมาเปิดบัญชีธนาคารอีกทอดหนึ่ง เมื่อมีเงินเข้าบัญชีก็จะเป็นคนโอนเงินเข้าบัญชีของกลับไปให้เอเย่นต์รายนี้ ซึ่งที่ผ่านมาทำลักษณะนี้มาแล้ว 5 ครั้ง
ทั้งนี้ จากการตรวจสอบของกลางบัตรเอทีเอ็ม และสมุดบัญชีธนาคารพบว่า ในจำนวนบัตรเอทีเอ็มกว่า 100 ใบที่ยึดได้นั้นมีบัตรที่ตรงกับบัญชีธนาคารที่อดีตอาจารย์ ผู้เสียหายโอนเงินเข้าไปให้ 26 บัญชี ส่วนสมุดบัญชีของกลางที่ยึดมาได้นั้นก็ตรงกับบัญชีที่ผู้เสียหายโอนเงินเข้าไปให้เช่นกันแต่มีเพียง 8 บัญชี
ชุดสืบสวน กก.1 บก.ป. ซึ่งทำการสืบสวนแกะรอยแก๊งคอลเซ็นเตอร์คดีนี้พบว่า พฤติกรรมการก่อเหตุของแก๊งคอลเซ็นเตอร์นี้มีความสลับซับซ้อนมากขึ้น นอกจากจะจ้างนายหน้าไปจัดหาคนมาเปิดบัญชีธนาคารในลักษณะต่อกันไปหลายอีกทอดแล้ว ยังมีการรวมตัวกับแก๊งบัตรเครดิตปลอม โดยใช้เครื่องสกิมเมอร์เก็บข้อมูลบัตรเอทีเอ็มทั้งหมดที่มีการจ้างเปิดบัญชีเอาไว้ จากนั้นจะถ่ายข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ลงไปในเครื่องคอมพิวเตอร์ก่อนจะส่งผ่านจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ หรืออีเมล์กลับไปให้เครือข่ายที่อยู่ประเทศไต้หวันนำข้อมูลดังกล่าวไปจัดเก็บลงในบัตรอิเล็กทรอนิกส์เปล่าที่เตรียมไว้
เมื่อมีการหลอกเหยื่อให้โอนเงินผ่านตู้เอทีเอ็มเพื่อเข้าบัญชีที่เปิดรอไว้ได้แล้วก็จะแจ้งเครือข่ายที่อยู่ประเทศไต้หวันใช้บัตรเอทีเอ็มปลอมที่ทำขึ้นกดเงินจากตู้เอทีเอ็มที่อยู่ประเทศไต้หวันออกไปทันที โดยไม่ต้องใช้เครือข่ายที่ทำหน้าที่เป็นม้าวิ่งกดเงินตามตู้เอทีเอ็มในประเทศไทยเพื่อรวบรวมก่อนโอนต่ออีกต่อไป







