posttoday
วัดใจ จี20 อุ้ม ไม่อุ้ม...ยูโรโซน

วัดใจ จี20 อุ้ม ไม่อุ้ม...ยูโรโซน

20 มกราคม 2555

เรียกได้ว่าออกตัวกันแรง ไม่ว่าจะสหรัฐ หรืออังกฤษ ไปจนถึงบราซิล และจีน ที่มีทั้ง “ลังเล” และ “ชัดเจน”

เรียกได้ว่าออกตัวกันแรง ไม่ว่าจะสหรัฐ หรืออังกฤษ ไปจนถึงบราซิล และจีน ที่มีทั้ง “ลังเล” และ “ชัดเจน”

โดย...ธนพล ไชยภาษี

เรียกได้ว่าออกตัวกันแรง ไม่ว่าจะสหรัฐ หรืออังกฤษ ไปจนถึงบราซิล และจีน ที่มีทั้ง “ลังเล” และ “ชัดเจน” ว่าจะไม่ร่วมสมทบทุนเงินเพิ่มเติมเข้ากองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) หลังจากที่คณะกรรมการบริหารของไอเอ็มเอฟ เห็นพ้องที่จะต้องระดมทุนเพิ่มอีกสูงสุดเป็นมูลค่าถึง 6 แสนล้านเหรียญสหรัฐ เพื่อสำรองไว้ช่วยเหลือสมาชิก โดยเฉพาะ 17 ชาติในกลุ่มยูโรโซนที่กำลังเผชิญหน้ากับวิกฤตหนี้ที่ส่อเค้าว่าจะลุกลามกลายเป็นวิกฤตการเงินโลกในที่สุด

แม้ว่าเหตุผลของไอเอ็มเอฟนั้นจะบอกว่า การระดมทุนครั้งนี้ก็เพื่อที่จะสร้างเกราะป้องกันให้กับประเทศสมาชิกที่ไม่ใช่กลุ่มยูโรโซนด้วย แต่แน่นอนว่าเสียงร้องขอจากไอเอ็มเอฟนั้น ประจวบเหมาะกับที่สถานะของกลุ่มยูโรโซนอยู่ในสภาพที่เรียกได้ว่า “ง่อนแง่น” อย่างเต็มที่ เมื่อ 9 ชาติ รวมถึงฝรั่งเศสถูกหั่นเครดิตลงเมื่อวันที่ 13 ม.ค.ที่ผ่านมา

อีกทั้งกองทุนเพื่อเสถียรภาพทางการเงินของยุโรป (อีเอฟเอสเอฟ) ซึ่งมี 4.4 แสนล้านยูโร ก็เพิ่งถูกหั่นเครดิตไปเมื่อวันที่ 17 ม.ค.ที่ผ่านมา หล่นจากอันดับเครดิตสูงสุดที่ AAA

นั่นหมายความว่า กองทุนดังกล่าวซึ่งถือเป็นกลไกที่สำคัญที่ใช้ช่วยเหลือชาติสมาชิกยูโรโซนนั้นมีความน่าเชื่อถือลดลง ซึ่งจะทำให้การระดมทุนใดๆ ในอนาคตเป็นไปได้ยาก และมีค่าใช้จ่ายเพิ่มมากขึ้น

วัดใจ จี20 อุ้ม ไม่อุ้ม...ยูโรโซน

 

อีกทั้งที่ผ่านมาแผนการของยุโรปที่ต้องการขยายกองทุนอีเอฟเอสเอฟขึ้นเป็นถึง 1 ล้านล้านยูโร นั้นก็เป็นแค่ฝัน เมื่อชาติยูโรโซนยักษ์ใหญ่ของยูโรโซนอย่างเยอรมนีนั้น ประกาศลั่นว่าจะไม่เจียดเงินเข้าสมทบช่วยเหลืออีกต่อไป

เรียกได้ว่าสถานะของอีเอฟเอสเอฟกำลังใกล้ “พิการ” อย่างเต็มที่แล้ว

ดังนั้น การแก้ปัญหาวิกฤตหนี้ของยุโรป ซึ่งต้องการเสริมสร้างสภาพคล่องให้กับภาคการเงินในกลุ่มยูโรโซนเพื่อรักษาเสถียรภาพของค่าเงินยูโรเอาไว้ให้ได้ถึงที่สุดนั้น จึงต้องพบกับอุปสรรคและคำถามใหญ่ว่า สุดท้ายแล้วยูโรโซนจะหาเงินจากไหนเพื่อนำมาแก้ปัญหา ซึ่ง “ไอเอ็มเอฟ” น่าจะคือคำตอบสุดท้าย และเป็นที่พึ่ง “แหล่งสุดท้าย” ก็ว่าได้

ดังนั้น ความตั้งใจที่จะระดมทุนเพิ่มของไอเอ็มเอฟในครั้งนี้ จึงมีเป้าหมายหลักที่จะทำไปช่วยเหลือชาติสมาชิกยูโรโซนที่อาจจะต้องเจอกับภาวะคับขัน หากกรีซหรือชาติสมาชิกใดชาติหนึ่งต้องกลายเป็นหนี้เสียในที่สุด

แต่ดังที่เห็นกันว่า เสียงร้องขอจากไอเอ็มเอฟนั้นไม่ได้รับการตอบรับเท่าที่ควรจากนานาประเทศที่ทรงอิทธิพลในเศรษฐกิจของโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งสหรัฐอเมริกา

คารา อาไลโม โฆษกหญิงแห่งกระทรวงการคลัง แถลงยืนยันชัดถ้อยชัดคำว่า สหรัฐไม่เห็นด้วยกับการที่จะให้การสนับสนุนไอเอ็มเอฟเพิ่มเติมเพื่อนำไปจัดการแก้ปัญหาในวิกฤตหนี้ของยุโรป

“เราเชื่อเสมอว่าไอเอ็มเอฟยังสามารถมีบทบาทสำคัญในวิกฤตนี้ แต่ในฐานะบทบาทรองที่ยุโรปจะต้องช่วยเหลือตัวเองก่อน” อาไลโม กล่าว

แปลได้ว่า สหรัฐจะไม่ยื่นเงินให้กับไอเอ็มเอฟในหนนี้แน่นอน!

เหมือนๆ กับท่าทีของนายกรัฐมนตรี เดวิด คาเมรอน ของอังกฤษ ที่อ้างว่าต้องหารือกับรัฐสภาก่อน ส่วนญี่ปุ่นแม้ว่าจะรับปากว่ายินดีให้ความช่วยเหลือ แต่ก็ต้องขึ้นอยู่กับกลุ่มประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่ (จี20) ว่าจะเอาอย่างไร เช่นเดียวกับจีนที่ยกให้เป็นหน้าที่ของ จี20 ไป ซึ่งจะประชุมกันที่กรุงเม็กซิโก ซิตี ในระหว่างวันที่ 2425 ก.พ.นี้

ณ เวลานี้ ไม่มีใครตกปากรับคำว่าจะควักเงินช่วยเหลือยุโรปอย่างชัดถ้อยชัดคำจริงๆ

ประการหนึ่ง ต้องยอมรับว่าการร้องขอความช่วยเหลือเพื่อการระดมทุนของไอเอ็มเอฟหนนี้ มีขึ้นในช่วงผิดที่ผิดเวลาอย่างที่สุด

ธนาคารโลก (เวิลด์แบงก์) เพิ่งออกโรงประกาศหั่นลดอัตราการเติบโตของเศรษฐกิจโลก ทั้งกลุ่มประเทศพัฒนาและประเทศกำลังพัฒนา ล้วนแต่ถูกปรับลดลงกันถ้วนหน้า

ธนาคารโลกยังไม่วายขู่ว่าวิกฤตการเงินโลกในปีนี้อาจจะรุนแรงมากกว่าเมื่อครั้งปี 2551 ด้วยซ้ำ และดูเหมือนว่าจะไม่มีหน้าไหนรอดเสียด้วย

แน่นอนว่าทุกประเทศย่อมต้องการที่จะสร้างเสถียรภาพทางการเงินของตัวเองให้แข็งแกร่งที่สุด โดยเฉพาะกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาเองที่ คริสติน ลาการ์ด ผู้อำนวยการไอเอ็มเอฟเอง ที่เป็นผู้แนะนำไว้เมื่อปีที่แล้วด้วยซ้ำ ให้กลุ่มประเทศกำลังพัฒนาเตรียมตัวเพื่อรับแรงกระแทกจากวิกฤตยุโรปที่กำลังจะสุกงอมและระเบิดขึ้นในปีนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งจะต้องสร้างความแข็งแกร่งให้กับทุนสำรองระหว่างประเทศให้ดี

ดังนั้น การควักเงินออกจากหน้าตักในช่วงหน้าสิ่วหน้าขวานเช่นนี้ จึงเป็นการกระทำที่ไม่เหมาะสมด้วยประการทั้งปวง

ประการต่อมา ต้องยอมรับว่าหลายชาติในโลกกำลังเข็ดขยาดจากบทเรียนหลังวิกฤตการเงินโลกเมื่อปี 2551 ที่ผ่านมา ที่เกิดกระแสความไม่พอใจขึ้นทั่วโลก ที่รัฐบาลแต่ละชาติได้นำภาษีของประชาชนไปช่วยเหลือภาคเอกชนจากการล้มละลาย จนเกิดกระแสการประท้วงต่อต้านวอลสตรีตที่ลุกลามไปทั่วโลกแล้ว

การยื่นมือช่วยเหลือกลุ่มยูโรโซนก็ไม่ต่างจากการควักเงินเข้าไปอุ้มนายทุนเท่าใดนัก เพราะนั่นคือการเตรียมเงินไว้สำหรับการช่วยเหลือสร้างสภาพคล่องให้กับบรรดาธนาคารพาณิชย์และสถาบันการเงินต่างๆ ที่ถือครองพันธบัตรที่มีความเสี่ยงอย่างพันธบัตรกรีซ หรืออิตาลีไว้เป็นจำนวนมาก

ซึ่งนั่นหมายความว่า โลกจะต้องเจียดเงินภาษีของประชาชนตัวเองไปช่วยคนอื่น!

จึงไม่ใช่เรื่องแปลกนักที่สหรัฐจะออกตัวเป็นชาติแรกอย่างชัดเจนว่าจะไม่ยื่นมือเข้าไปช่วยในครั้งนี้ เพราะลำพังในปัจจุบันรัฐบาลของประธานาธิบดี บารัก โอบามา ก็กำลังเผชิญหน้ากับกระแสต่อต้านมากอยู่แล้วกับการควักเงินภาษีประชาชนไปอุ้มภาคเอกชนในช่วงวิกฤตที่ผ่านมา จนทำให้สหรัฐเองก็ต้องพบกับปัญหาหนี้สาธารณะที่พอกหางตัวเองจนแก้ไม่ตกเช่นกัน

ยิ่งไปกว่านั้น ความช่วยเหลือที่ไอเอ็มเอฟกำลังเตรียมยื่นให้กับยูโรโซนในหนนี้ มีความแตกต่างจากความช่วยเหลือในอดีตที่ผ่านมา ที่ไม่ใช่การช่วยเหลือ “ประเทศใดประเทศหนึ่ง” จากการล้มละลาย แต่ทว่าเป็นการช่วยเหลือสกุลเงิน “ยูโร” ไม่ให้ล่มสลายลง ซึ่งถือว่าไม่ใช่หน้าที่ของไอเอ็มเอฟจริงๆ

แต่เป็นหน้าที่ของยูโรโซนที่จะต้องแก้ปัญหากันเอง และต้องหาทางชุบชีวิตให้กับเงินสกุลยูโรกันเอง

แต่กระนั้นก็ต้องยอมรับว่าผลกระทบจากวิกฤตในยูโรโซนที่อาจจะเกิดขึ้น ไม่ว่ากรีซ หรืออิตาลี ที่จะกลายเป็นหนี้เสีย อันจะส่งผลกระทบรุนแรงต่อภาคการเงินทั่วยุโรป ซึ่งจะลุกลามเป็นวิกฤตโลกได้ไม่ยากเย็น

แน่นอนว่า ไม่ว่าจะสหรัฐ ประเทศกำลังพัฒนา จีน บราซิล กลุ่มประเทศ จี20 และทั่วโลกนั้นจะต้องเจอกับหายนะตามมาที่หนักหนาสาหัสแน่นอน การยื่นมือช่วยเหลือยูโรโซนทางอ้อมในครั้งนี้ ในอีกด้านหนึ่งจึงจะมองได้ว่าเป็นการปกป้องเศรษฐกิจโลกและปกป้องตัวเองด้วยเช่นกัน

เป็นอีกครั้งที่โลก โดยเฉพาะกลุ่ม จี20 ที่ต้องตัดสินใจว่าจะต้องยอมเจ็บตัวด้วยการเข้าช่วยยุโรปหรือไม่

อย่างน้อยก็เพื่อป้องกันไม่ให้ภัยมาถึงตัว!  

 

ข่าวล่าสุด

ตลาดหุ้นสหรัฐร่วงหนัก นักลงทุนกังวล AI-ราคาน้ำมันพุ่ง

ตลาดหุ้นสหรัฐร่วงหนัก นักลงทุนกังวล AI-ราคาน้ำมันพุ่ง