
เชื่อมั่นยาสามัญไทยได้มาตราฐาน
ผลประโยชน์ในวงการสาธารณสุขมีความซับซ้อนมากกว่าการรักษา โดยเฉพาะเรื่อง “ยา” ที่มีมูลค่ากว่า 40%
ผลประโยชน์ในวงการสาธารณสุขมีความซับซ้อนมากกว่าการรักษา โดยเฉพาะเรื่อง “ยา” ที่มีมูลค่ากว่า 40%
โดย...วิทยา ปะระมะ
ผลประโยชน์ในวงการสาธารณสุขมีความซับซ้อนมากกว่าการรักษา โดยเฉพาะเรื่อง “ยา” ที่มีมูลค่ากว่า 40% ของค่าใช้จ่ายด้านสาธารณสุขของประเทศไทย และกำลังเป็นวิวาทะระหว่างบริษัทยาข้ามชาติและเครือข่ายเอ็นจีโอทางด้านสาธารณสุขในเรื่องคุณภาพของยาสามัญและยาต้นแบบ
คนทั่วไปอาจไม่รู้จักคำว่ายาต้นแบบและยาสามัญว่าคืออะไร ยาต้นแบบก็คือยาที่บริษัทยาคิดค้นขึ้นและจดสิทธิบัตร ซึ่งจะได้รับความคุ้มครองเป็นเวลา 20 ปี แน่นอนว่าเนื้อหาของสิทธิบัตรก็คือการผูกขาดการผลิตยาชนิดนั้นๆ เพียงรายเดียว และตั้งราคาได้ตามที่ต้องการ
เมื่อสิทธิบัตรหมดอายุลง ยานั้นจะกลายเป็นยาสามัญที่ไม่มีใครอ้างสิทธิเป็นเจ้าของเพียงผู้เดียวได้ ผู้ผลิตรายอื่นสามารถนำสูตรยาที่มีตัวยาสำคัญออกฤทธิ์ มีความแรง และมีประสิทธิภาพการรักษาแบบเดียวกับยาต้นแบบออกมาจำหน่ายในราคาที่ถูกกว่าหลายเท่า เช่น ยาพาราเซตามอลที่คนทั่วไปรู้จักดี การผลิตยาสามัญทำให้บริษัทยาเสียผลประโยชน์ เพราะต้องเสียส่วนแบ่งทางการตลาดและเสียมูลค่าสินค้า แต่ในแง่ของประชาชนกลับได้ประโยชน์ เข้าถึงได้ง่าย ประหยัดงบ ประมาณได้มหาศาล
ภญ.นิยดา เกียรติยิ่งอังศุลี ผู้จัดการแผนงานพัฒนากลไกเฝ้าระวังระบบยา (กพย.) ฉายภาพให้เห็นว่า ยาต้นแบบในประเทศไทยมีราคาแพงมาก โดยเฉลี่ยมีมูลค่าแพงกว่ายาสามัญที่ถูกที่สุดประมาณ 3.9 เท่า
ขณะเดียวกัน ก็มีความพยายามของบริษัทยาข้ามชาติที่โจมตียาสามัญซึ่งผลิตในไทย สร้างมายาคติให้เข้าใจผิดว่ายาต้นแบบที่ผลิตโดยบริษัทยาข้ามชาติมีคุณภาพดีกว่ายาสามัญ ยาราคาแพงดีกว่ายาราคาถูก หรือยาฝรั่งดีกว่ายาไทย ใช้ยาสามัญแล้วเกิดผลข้างเคียง เชื้อดื้อยา ซึ่งมายาคติเหล่านี้อาจทำให้แพทย์และผู้ป่วยเข้าใจผิดและมีค่าใช้จ่ายเกินจำเป็น
ภญ.นิยดา ชี้ว่า ประเทศที่เจริญแล้วสนับสนุนให้ใช้ยาสามัญทั้งนั้น เช่น แคนาดา กว่า 60% ของยาทั้งหมดใช้ยาสามัญ หรืออเมริกาก็มีกฎหมายสนับสนุนการใช้ยาสามัญ แต่ไทยไม่มีกลไกการควบคุมราคาที่ดี ทำให้ยาต้นแบบแพงมาก และแนวโน้มการซื้อยาต้นแบบก็สูงมากขึ้นเรื่อยๆ สิ้นเปลืองเกินความจำเป็น
เช่น ยาป้องกันเส้นเลือดอุดตัน (Clopidogrel) ก่อนการประกาศใช้สิทธิเหนือสิทธิบัตรยา หรือซีแอล ราคาอยู่ที่เม็ดละ 72.53 บาท แต่หลังประกาศซีแอล ราคาลดเหลือเม็ดละ 3.05 บาทเท่านั้น และตั้งแต่ปี 2551-2553 มีการประกาศซีแอลยา 5 รายการ ช่วยประหยัดงบได้ถึง 2,400 ล้านบาท
ยาสามัญที่ผลิตในไทยมีคุณภาพแย่กว่ายาต้นแบบตามที่ถูกโจมตีหรือไม่? ภญ.อัจฉรา เอกแสงศรี ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยและพัฒนา องค์การเภสัชกรรม ชี้ว่า กว่ายาสามัญจะวางจำหน่ายในท้องตลาดได้ ต้องได้รับการขึ้นทะเบียนจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) เสียก่อน มีขั้นตอนประเมินเข้มงวดด้านคุณภาพมาตรฐาน ความปลอดภัย และประสิทธิผลการบำบัดรักษาที่เชื่อถือได้
รวมทั้งมีการทดสอบชีวสมมูล (Bioequivalence,BE) ในกลุ่มยาสามัญใหม่ เพื่อยืนยันคุณภาพยาว่าสามารถออกฤทธิ์ได้เท่าเทียมกับยาต้นแบบ
เช่นเดียวกับ ภก.วรวิทย์ กิตติวงศ์สุนทร ผู้ช่วยอธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ยืนยันว่า กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ได้ตรวจวัดคุณภาพยาอย่างต่อเนื่อง พบว่ายาสามัญที่ผลิตในประเทศมีคุณภาพและมาตรฐานเทียบเท่ากับยาต้นแบบที่นำเข้าจากต่างประเทศ
“เมื่อคุณภาพยาสามัญเทียบเท่ากับยาต้นแบบ จึงกลายเป็นคู่แข่งของยาต้นแบบที่เพิ่งหมดสิทธิบัตร ทำให้บริษัทยาข้ามชาติกังวลว่ายาสามัญใหม่ (New Generic Drug) จะแย่งส่วนแบ่งการตลาด จึงพยายามทำทุกวิถีทางที่จะสร้างความไม่เชื่อมั่นคุณภาพยาสามัญในหมู่บุคลากรการแพทย์และประชาชน” ภก.วรวิทย์ กล่าว







