
ผ่า 3 ทางเลือกรัฐบาล ยิ่งลักาณ์ สู่ระบบสุขภาพมาตรฐานเดียว
เมื่อวันที่ 9 ม.ค.ที่ผ่านมา นายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร
เมื่อวันที่ 9 ม.ค.ที่ผ่านมา นายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร
ได้ไปมอบนโยบายด้านหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าต่อคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ที่สำคัญและน่ายินดียิ่งที่นายกฯ ได้พูดถึง “การทำให้ระบบสุขภาพทั้งสามระบบ ให้มีบริการขั้นพื้นฐานที่เท่าเทียมกัน” เพื่อแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำในเรื่องนี้ที่มีมาอย่างยาวนานของคนไทย โดยจะมีการประชุมระดมสมองสำหรับผู้เกี่ยวข้องเร็วๆ นี้ที่ทำเนียบรัฐบาล
นอกจากนั้น ยังสั่งการให้กรมบัญชีกลางโดยผ่านบริษัท ทิพยประกันภัยไปศึกษาเพิ่มเติมอีก บทความนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อที่จะสรุปแนวทางและความเป็นไปได้ สำหรับรัฐบาลยิ่งลักษณ์ในการนำไปสู่ระบบสุขภาพมาตรฐานเดียวของคนไทยใน 3 ทางเลือก ได้แก่ 1) รูปแบบภาคประชาชนและองค์กรเอกชน 2) รูปแบบสำนักงานพัฒนาระบบการเงินการคลังด้านสุขภาพแห่งชาติ (สพคส.) ที่ตั้งขึ้นโดยรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ และ 3) รูปแบบภาคเอกชนที่เสนอโดยสมาคมผู้วิจัยและผลิตเภสัชภัณฑ์ (พรีม่า) และแพทย์จากโรงพยาบาลเอกชนบางกลุ่มโดยมีรายละเอียดดังนี้ (ดูตารางประกอบ)
รูปแบบที่ 1 ข้อเสนอของภาคประชาชนและองค์กรเอกชนเป็นรูปแบบที่มีจุดเด่นด้านความเป็นธรรมและประสิทธิภาพ โดยใช้เงินจากระบบภาษีของประชาชน มีหน่วยงานเดียวบริหารจัดการ ประชาชนสามารถไปใช้บริการโดยไม่ต้องบอกว่ามีสิทธิอะไร ซึ่งจะได้รับความเป็นธรรม และยังมีจุดเด่นในเรื่องประสิทธิภาพ เนื่องจากเสียงบบริหารจัดการเพียงสำนักงานเดียว มีผลจากอำนาจการต่อรองสูงของกองทุน (Purchasing Power) ต่อหน่วยบริการ มีการรวมและเฉลี่ยความเสี่ยงของประชาชนทั้งประเทศ ส่วนด้านคุณภาพก็ไม่แตกต่างจากรูปแบบอื่นเท่าใดขึ้นอยู่กับงบเหมาจ่ายรายหัว แต่มีจุดอ่อนเรื่องความยั่งยืนของงบประมาณในอนาคต เพราะเป็นภาระของภาษีและจะมีแรงต่อต้านจากประชาชนในระบบอื่นๆ ในการบริหารจัดการโดยหน่วยงานเดียว อย่างไรก็ตาม ถือได้ว่าเป็นระบบที่ได้รับการยอมรับทั่วโลก มีประเทศที่พัฒนาแล้วจำนวนมากใช้ระบบนี้
รูปแบบที่ 2 ข้อเสนอ สพคส.ที่ตั้งขึ้นโดยระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ในสมัยรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์เมื่อปี 2553 โดยมีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เคยนั่งเป็นประธานด้วยตนเอง โดยหวังที่จะตั้งสำนักงานขึ้นมาใหม่เพื่อคุมทั้ง 3 กองทุน โดยเป็นหน่วยงานที่คอยกำหนดสิทธิประโยชน์ วิธีจ่ายเงิน และข้อมูลข่าวสารของทั้ง 3 กองทุน โดยต้องการให้ทั้ง 3 ระบบกระทบกระเทือนน้อยที่สุด แต่มีความใกล้เคียงกันมากที่สุด
รูปแบบนี้เป็นรูปแบบประนีประนอมที่ไม่ต้องการผ่าตัดทั้งระบบ แต่ก็อาจจะมีจุดอ่อนในทางปฏิบัติ เพราะแต่ละระบบมีบอร์ดเป็นของตนเอง มีวิธีการออกแบบระบบด้วยตนเอง จึงยากที่จะดำเนินการได้จริงๆ หากจะมีในลักษณะนี้ระบบสุขภาพก็ต้องมีหลายร้อยกองทุน สำนักงานนี้จึงจะมีอำนาจเต็มที่ ข้อดีของรูปแบบนี้คือการประนีประนอม ไม่กระทบต่อระบบประกันสังคม ไม่กระทบต่องบประมาณของรัฐบาลที่ต้องจ่ายให้กับผู้ประกันตนอีก 10 ล้านคน แต่จะไม่ก่อให้เกิดความเป็นธรรม และประสิทธิภาพต่อระบบในระยะยาว และยังไม่เคยเห็นประเทศใดที่มีเพียง 23 กองทุนใช้ระบบนี้
รูปแบบที่ 3 ข้อเสนอเอกชนโดยพรีม่าและแพทย์จากโรงพยาบาลเอกชนบางกลุ่มที่ต้องการให้เกิดการแข่งขันกันแบบทุนนิยม โดยต้องการให้ประชาชนทุกคนร่วมจ่าย (CoInsurance) และให้บริษัทประกันชีวิตเอกชนเป็นผู้บริหารกองทุน ซึ่งอาจมีกองทุนไม่จำกัด ระบบนี้เป็นระบบที่มีจุดอ่อนทั้งเรื่องประสิทธิภาพ ความเป็นธรรม และไม่มีอะไรการันตีเรื่องคุณภาพ แต่ที่สำคัญคือขัดกับลักษณะของระบบสุขภาพ ซึ่งมีลักษณะการตลาดล้มเหลว (Market Failure) ไม่สามารถใช้การตลาดแบบทุนนิยมเช่นภาคธุรกิจอื่นๆ ได้ ทั้งจากความไม่แน่นอน (Uncertainty) ผู้ป่วยไม่รู้ว่าตนเองจะป่วยเมื่อใด โรคอะไร ความไร้สมมาตรของข้อมูลข่าวสาร (Asymmetric Information) ระหว่างผู้ป่วยกับแพทย์ การตัดสินใจต่างๆ ของผู้ป่วยนั้นขึ้นอยู่กับแพทย์ (Agency Relationship) และความเป็นสินค้าสาธารณะ (Public Goods)
อย่างไรก็ตาม ระบบนี้ก็มีจุดแข็งในเรื่องความมั่นคงทางการเงินการคลังในระยะยาวที่ประชาชนต้องร่วมจ่าย ตัวอย่างในประเทศที่มีระบบนี้ เช่นในสหรัฐอเมริกา ส่งผลให้ค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพของสหรัฐอเมริกาสูงที่สุดในโลก จนประธานาธิบดี โอบามาต้องปฏิรูประบบในที่สุด และตัวอย่างจากกองทุนคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถของไทย ที่มีต้นทุนการบริหารจัดการ 3,0004,000 ล้านบาทต่อปี ขณะที่มีเม็ดเงินกองทุนเพียง 1 หมื่นล้านบาทต่อปี เท่านั้น
ทั้ง 3 รูปแบบนี้อาจไม่ใช่รูปแบบสำเร็จรูปทั้งหมด แต่เชื่อว่าเป็นแนวทางกว้างๆ ที่จะนำไปสู่การหารือกันในการประชุมระดมสมองเพื่อแก้ไขความเหลื่อมล้ำ และความเป็นธรรมของระบบสุขภาพที่มีมาอย่างยาวนาน
หวังเป็นอย่างยิ่งที่จะเห็นรัฐบาลจริงใจกับการแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำในระบบหลักประกันสุขภาพ โดยเฉพาะการมีผู้ประกันตน 10 ล้านคน เพียงกลุ่มเดียวที่ยังต้องจ่ายเงินอยู่ และหาทางออกที่ดีที่สุดให้กับประเทศและคนไทยทุกคน
ที่สำคัญงานนี้เป็นการพิสูจน์ฝีมือทีมงานที่อยู่เบื้องหลังพรรคเพื่อไทยว่ามีกึ๋นแค่ไหน หรือคิดเพียงแค่เอารูปแบบที่พรรคประชาธิปัตย์ออกแบบมาใช้ เพื่อแก้ปัญหาเฉพาะหน้า เพราะการไขความเหลื่อมล้ำของระบบหลักประกันสุขภาพในครั้งนี้นั้นยากกว่าการทำนโยบาย 30 บาทรักษาทุกโรค ที่ทำให้คนไม่เคยมีหลักประกันสุขภาพได้หลักประกันสุขภาพเมื่อ 10 ปีที่แล้วหลายเท่านัก







