
โลกล่มถึงไทย
เวิลด์แบงก์เตือนรับมือวิกฤตใหม่หนักกว่าเก่าไอเอ็มเอฟระดมเงินอุดยุโรปรั่ว
เวิลด์แบงก์เตือนรับมือวิกฤตใหม่หนักกว่าเก่าไอเอ็มเอฟระดมเงินอุดยุโรปรั่ว
ธนาคารโลกลดอัตราการเติบโตเศรษฐกิจโลก เตือนวิกฤตเศรษฐกิจปีนี้แรงกว่าวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์
นายจัสติน ยีฟูหลิน หัวหน้าคณะนักเศรษฐศาสตร์ของธนาคารโลก เตือนกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาทั่วโลกเมื่อวันที่ 18 ม.ค.ว่า ให้เร่งเตรียมพร้อมรับมือกับสภาวะถดถอยทางเศรษฐกิจที่อาจจะเกิดขึ้น และจะส่งผลกระทบที่ร้ายแรงกว่าวิกฤตการเงินโลกเมื่อปี 2552
“ความเสี่ยงที่เศรษฐกิจโลกจะก้าวเข้าสู่สภาวะความไม่แน่นอนและต้องเผชิญหน้ากับภาวะตลาดการเงินชะงักซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่คล้ายคลึงกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในเมื่อครั้งเกิดวิกฤติเศรษฐกิจเมื่อปี 2552 ที่ผ่านมานั้นถือเป็นความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้นจริง” จัสติน ยีฟูหลิน หัวหน้าคณะนักเศรษฐศาสตร์ของธนาคารโลกระบุ
ธนาคารโลกยังได้ปรับลดอัตราการเติบโตของเศรษฐกิจโลกในปีนี้ เหลือการเติบโตเศรษฐกิจโลกของปี 2555 ใหม่ด้วยเช่นกัน การเติบโตทางเศรษฐกิจโลกในปี เหลอเพียง 2.5% จากเดิมที่คาดการณ์ไว้เมื่อเดือน มิ.ย. 2554 ว่าจะขยายตัว 3.6% ส่วนกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาคาดว่าจะลดลงมาที่ 5.4% จากเดิม 6.2% ขณะที่กลุ่มประเทศที่พัฒนาแล้วจะลดลงมาอยู่ที่ 1.4% จากเดิมที่ 2.7%
ทั้งนี้ กลุ่มประเทศสหภาพยุโรป ซึ่งเป็นตัวการที่ทำให้เศรษฐกิจโลกปีนี้เติบโตชะลอตัวลง เศรษฐกิจจะติดลบ 0.3% จากเดิมที่คาดการณ์ไว้ที่ 1.8% สำหรับทั้งนี้ทางธนาคารโลกได้คาดการณ์ว่าไทยธนาคารโลกคาดว่าเศรษฐกิจจะเติบโตที่ 4.2% และในปี 2556 จะอยู่ที่ 4.9%
ภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก รวมถึงไทย การเติบโตในปี 2555 จะชะลอตัวลงมาที่ 7.8% ลดลงจากปีก่อนที่ 8.2 % เวิลด์ แบงก์ ธนาคารโลกให้เหตุผลว่า สภาวะถดถอยทางเศรษฐกิจที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ในยุโรป ประกอบกับภาวะการชะลอตัวทางเศรษฐกิจของกลุ่มประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่อย่างอินเดีย บราซิล และจีน ตลอดจนประเทศกำลังพัฒนา นั้น คือสาเหตุสำคัญของการปรับลดคาดการณ์ในครั้งนี้
ธนาคารโลก ระบุว่า ยิ่งไปกว่านั้น สถานการณ์อาจจะย่ำแย่ลงอีก ถ้าหากกลุ่มยูโรโซนไม่สามารถระดมทุนเพิ่มในตลาดการเงินได้ จึงเสนอแนะว่ากลุ่มประเทศกำลังพัฒนาควรเตรียมแผนรับมือในด้านนโยบายการเงิน ไม่ว่าจะเป็นการปรับปรุงงบประมาณ การทบทวนเกี่ยวกับสภาวการณ์ของภาคธนาคาร ตลอดจนมุ่งเน้นการปรับปรุงรายจ่ายเกี่ยวกับระบบสวัสดิการให้ดียิ่งขึ้น
“ขณะนี้หลายประเทศยังอยู่ในสภาวะที่อ่อนแอกว่าเมื่อครั้งเกิดวิกฤตในปี 2552 เป็นผลมาจากการใช้งบประมาณเกินดุลและมีหนี้สาธารณะสูง” นายยีฟูหลิน ระบุ
ในส่วนของ ภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก รวมถึงไทยด้วยนั้น การเติบโตในปี 2555 จะชะลอตัวลงมาที่ 7.8% ลดลงจากปีก่อนที่ 8.2 % ซึ่งธนาคารโลกชี้ว่า ในภาพรวมภูมิภาคนี้แม้ว่าจะฟื้นตัวขึ้นมาบ้างจากจากความเสียหายจากภัยบิบัติทางธรรมชาติ แต่ในปีนี้ จากสภาวะวิกฤติเศรษฐกิจโลกอันง่อนแง่น ประกอบกับ การหดตัวในกลุ่มประเทศ พัฒนาแล้ว จึงทำให้การเติบโตของภูมิภาคนี้อาจจะสะดุดลงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศรายได้ปานกลางที่พึ่งพาการส่งออกไปยังตลาดสหรัฐ และยุโรปจะได้รับผลกระทบหนักที่สุด
ธนาคารโลกให้ข้อเสนอแนะว่า ควรหันมาพึ่งพาการเติบโตจากตลาดภายในประเทศแทนการพึ่งพาการส่งออกอย่างที่เป็นมา
สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) วิเคราะห์ว่า ปัญหาหนี้สาธารณะในสหภาพยุโรปได้บั่นทอนความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่อสภาพเศรษฐกิจยุโรปและค่าเงินยูโรมากว่า 2 ปี อีกทั้งขยายวงกลายเป็นปัญหาการเมือง ที่ผ่านมา สหภาพยุโรปเน้นการแก้ไขปัญหาการขาดสภาพคล่อง ผ่านการอัดฉีดสภาพคล่องของธนาคารกลางยุโรป และการช่วยเหลือทางการเงินผ่านกองทุน European Financial Stability Facility (EFSF) โดยมิได้แก้ไขปัญหาภาคเศรษฐกิจจริงที่มีแนวโน้มเข้าสู่ภาวะถดถอย
ทั้งนี้ เห็นว่าปัญหาหนี้สาธารณะในยุโรปควรได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน ทันท่วงทีและเป็นรูปธรรม มากกว่าการแก้ไขปัญหาแต่เพียงเฉพาะหน้าอย่างไม่มีแนวทางสู่การแก้ต้นตอของปัญหาที่ชัดเจนดังที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน กล่าวคือ (1) เร่งจัดตั้งกลไกเพื่อเสริมสภาพคล่องแก่สถาบันการเงินและประเทศที่ประสบปัญหา และ (2) เร่งกาหนดแนวทางการสร้างเสถียรภาพแก่เศรษฐกิจยุโรปและค่าเงินยูโรอย่างเป็นรูปธรรม
สศค.ประเมินว่า แรงกดดันของวิกฤตเศรษฐกิจยุโรปจะกระทบต่อเศรษฐกิจของประเทศไทยในด้านการส่งออก และเงินทุนไหลเข้าออกอย่างรวดเร็วจะทำให้ค่าเงินผันผวน และคาดว่าเศรษฐกิจของไทยในปีนี้จะขยายตัว 5% โดยมีช่วงคาดการณ์ร้อยละ 4.5 5.5
ค่ำวันเดียวกัน สำนักข่าวเอเอฟพี รายงานว่า กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) จะระดมทุนจากประเทศสมาชิกอีกราว 5-6 แสนล้านเหรียญสหรัฐ ไว้เผชิญกับวิกฤตหนี้ยูโรโซน







