
สิงห์ในสิงห์จาดุร อภิชาตบุตร
หลังจากที่ จาดุร อภิชาตบุตร หัวหน้าผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทย ได้ไปร่วมอภิปรายในหัวข้อเรื่อง ธรรมาภิบาลในการแต่งตั้งโยกย้าย : ศึกษากรณีกระทรวงมหาดไทย ซึ่งจัดโดยคณะกรรมการศึกษาและตรวจสอบทุจริตในรัฐวิสาหกิจ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาพลังแผ่นดินจัดขึ้น ณ สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา อาคารรัฐสภา 2 เมื่อเร็วๆ นี้ กรณีทุจริตเรื่องการซื้อตำแหน่งกระทรวงมหาดไทยก็อื้อฉาวขึ้นมา เป็นเหตุให้ ศักดิ์สยาม ชิดชอบ น้องชายสุดรักของ เนวิน ชิดชอบ ประธานคณะทำงานของ ชวรัตน์ ชาญวีรกูล รมว.มหาดไทย ผู้ที่ถูกพาดพิงถึง ต้องร้อนตัว เข้าแจ้งความฟ้องหมิ่นประมาท ตั้งแต่คนพูดไปจนถึงคนลงข่าวและฟ้องเรียกค่าเสียหาย เป็นจำนวนเงิน 50 ล้านบาทด้วย
เราจึงน่าจะมาทำความรู้จักกับหัวหน้าผู้ตรวจการกระทรวงมหาดไทยคนนี้ดูว่ามีประวัติความเป็นมาอย่างไร เหตุใดจึงกล้าหาญชาญชัยออกมาเปิดเผยพฤติกรรมของนักการเมืองผู้มีอำนาจอิทธิพลที่จะลิขิตชะตาชีวิตของข้าราชการอย่างไรก็ได้ โดยไม่หวั่นเกรงกับผลกระทบที่จะเกิดกับชีวิตราชการในวันข้างหน้าของตนเลย
จาดุร อภิชาตบุตร เกิดที่กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 17 มิ.ย. 2494 เป็นอภิชาตบุตรของ สุเกต อภิชาตบุตร อดีตรองปลัดกระทรวงการคลัง จบการศึกษาชั้นต้นจากโรงเรียนเซ็นคาเบรียล แล้วไปศึกษาต่อที่โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา รุ่นเดียวกันกับ พล.อ.นินนาท เบี้ยวไข่มุก กิตติ วลีนนท์ สมพันธ์ จารุมิลินทร์ ดร.จริยวัฒน์ สันตะบุตร ฯลฯ ได้ปริญญาตรีรัฐศาสตรบัณฑิต เกียรตินิยม จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และปริญญานิติศาสตรบัณฑิต มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จบปริญญาโท ทางด้านการเมืองการปกครองจาก Ohio University สหรัฐอเมริกา ได้ประกาศนียบัตร ด้านกฎหมายมหาชนจากคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ประกาศนียบัตรชั้นสูง หลักสูตรการเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตย สำหรับนักบริหารระดับสูง รุ่นที่ 4 จากสถาบันพระปกเกล้า ประกาศนียบัตรด้านการบริหารจาก The Wharton Advanced Management Program, The Wharton School University of Pennsylvania สหรัฐอเมริกา โดยทุนของรัฐบาลไทยในปี 2547
หลังจบการศึกษาแล้วก็เข้ารับราชการในสังกัดกระทรวงมหาดไทยจนได้ดำรงตำแหน่งหัวหน้าสำนักงานจังหวัดเชียงใหม่ ในปี 2532 เป็นรองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ ในปี 2537 เป็นรองผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสาคร และรองอธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน ในปี 2540 เป็นผู้ตรวจราชการระดับ 10 สำนักนายกรัฐมนตรี ปี 2543 เป็นหัวหน้าผู้ตรวจราชการสำนักนายกรัฐมนตรี ปี 2547 เป็นรองปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีปี 2548 และเป็นหัวหน้าผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทยปี 2551
ตลอดชีวิตราชการของจาดุร อภิชาตบุตร ได้ชื่อว่าเป็นข้าราชการที่ขยันหมั่นเพียรและซื่อสัตย์สุจริต มุ่งมั่นที่จะทำงานเพื่อเกิดประโยชน์แก่ประเทศชาติและสังคมโดยส่วนรวมมาอย่างต่อเนื่อง ด้วยความรับผิดชอบและเป็นตัวของตัวเองโดยที่ฝ่ายการเมืองไม่สามารถเข้ามาชี้นำหรือครอบงำได้แต่ประการใดเลย ด้วยความรู้ความสามารถและความเป็นตัวของตัวเอง ทำให้ จาดุร อภิชาตบุตร ได้รับความไว้วางใจจากบรรดาข้าราชการพลเรือนทั่วประเทศ เลือกให้ดำรงตำแหน่งนายกสมาคมข้าราชการพลเรือนแห่งประเทศไทยในปัจจุบัน ในขณะที่ก่อนหน้านี้ ก็เคยดำรงตำแหน่งอนุกรรมการข้าราชการพลเรือนวิสามัญพลเรือนเกี่ยวกับการอุทธรณ์และการร้องทุกข์ อนุกรรมการในคณะอนุกรรมการพัฒนาระบบราชการเกี่ยวกับการพัฒนาและส่งเสริมการบริหารราชการแบบมีส่วนร่วมและเป็นประธานคณะทำงานโครงการศึกษาแนวทางการประเมินผลการประยุกต์ใช้ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงในกรณีองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ทั้งยังได้รับเชิญให้เป็นกรรมการสภามหาวิทยาลัยเทคโนโลยีมหานคร ด้วย
จากประสบการณ์ในการทำงานที่กระทรวงมหาดไทยและสำนักนายกรัฐมนตรี ซึ่งมีอำนาจหน้าที่บำบัดทุกข์บำรุงสุขให้แก่ประชาชนในพื้นที่ชนบทเป็นส่วนใหญ่ จาดุร อภิชาตบุตร จึงตระหนักดีว่าหากหน่วยราชการต่างๆ ช่วยกันคัดสรรข้าราชการที่มีความรู้ความสามารถและซื่อสัตย์สุจริตมีจิตสำนึกต่อผลประโยชน์ส่วนรวมเป็นที่ตั้ง ออกไปปฏิบัติหน้าที่เพื่อการพัฒนาชนบทได้อย่างจริงจังแล้ว ปัญหาต่างๆ ของประเทศที่มีอยู่ก็จะสามารถแก้ไขได้ การพัฒนาชนบทและการพัฒนาข้าราชการพลเรือนอย่างมีประสิทธิภาพ จึงเป็นความสนใจและความมุ่งมั่นตั้งใจที่ จาดุร อภิชาตบุตร ให้ความทุ่มเททำงานอย่างจริงจังและให้ความสำคัญมาโดยตลอด ด้วยเหตุนี้จึงไม่ใช่เรื่องแปลกประหลาดที่เมื่อฝ่ายการเมืองได้เข้ามาใช้อำนาจอิทธิพลเข้าครอบงำการทำงานของข้าราชการโดยมุ่งหวังแต่เพียงเพื่อจะหาประโยชน์ โดยไม่คำนึงถึงผลเสียหายที่จะเกิดขึ้นกับการทำงานเพื่อประโยชน์ของชาติโดยส่วนรวมเพราะความไม่มีคุณภาพและไม่มีประสิทธิภาพของข้าราชการที่เติบโตขึ้นมาได้เพราะอำนาจและอิทธิพลของฝ่ายการเมือง
จาดุร อภิชาตบุตร จึงไม่ยั้งที่จะออกมาเปิดเผยพฤติกรรมของนักการเมือง โดยกล่าวว่า ปัจจุบันเป็นยุคที่กระทรวงมหาดไทยตกต่ำที่สุด เพราะธรรมาภิบาลในการแต่งตั้งโยกย้ายจะต้องตั้งคนที่มีประสิทธิภาพมีความรู้ความสามารถ แต่ตอนนี้ไม่มีเลย ก่อนหน้านี้ตนเคยได้ยินเรื่องการส่งกระดาษเปล่า แล้วมีคนมาเขียนคำตอบให้ในภายหลังนึกว่าได้ยินเพียงคนเดียวไม่แน่ใจว่าจะจริงหรือไม่ แต่สุดท้ายคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) และสื่อก็ได้ยินเช่นเดียวกัน เรื่องทั้งหมดเชื่อว่าทุกคนคงได้รับข้อมูลที่แท้จริงจากข้าราชการบางคนที่ทนไม่ไหวกับพฤติกรรมของคนบางกลุ่มที่มักจะมีคำถามว่าเตรียมเงินไว้เท่าใด ถ้าได้เป็นแล้วจะทำอะไรบ้าง
นอกจากนี้ จาดุร อภิชาตบุตร ยังกล่าวด้วยว่า ประธานคณะทำงานรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ขณะนี้เป็นที่น่าสะพรึงกลัวของบรรดาข้าราชการในกระทรวงมหาดไทยทั้งหลาย เขาอยากจะมาทำหน้าที่ แต่ตอนนี้ไม่มีคำว่าธรรมาภิบาลอยู่ในกระทรวงมหาดไทยแล้ว เพราะในเมื่อหน่วยงานที่ถูกกล่าวหา ไม่สามารถตรวจสอบได้ย่อมถือว่าไม่มีธรรมาภิบาล ตอนนี้มีพวกที่เห็นกระทรวงมหาดไทยเป็นสนามเด็กเล่นทั้งที่มีอายุสั้นอยู่ได้ไม่เกิน 4 ปี แต่ข้าราชการยังต้องอยู่ต่อไปจนเกษียณอายุ ซึ่งที่จริงแล้วการเมืองจะต้องเป็นกลาง จะแต่งตั้งโยกย้ายจะต้องตัดสินอย่างเป็นธรรม อยู่ในฐานะผู้กำหนดนโยบายอย่ามาล้วงลูก ตอนนี้มีคนรู้ตัวว่าจะยุบสภา จึงมีการเร่งรีบไม่รอบคอบ ประมาท ไม่แยแส ไม่ให้เกียรติ ยึดอำนาจบริหารทั้งหมดในกระทรวงเห็นกระทรวงเป็นสนามเด็กเล่น อยากจะทำอะไรก็นึกเอา ข้าราชการบางคนไม่เหลือศักดิ์ศรี ทั้งที่ข้าราชการต้องมีศักดิ์ศรี แต่บางคนบอกว่าศักดิ์ศรีเป็นเรื่องของความรู้สึก
ส่วนการเรียกรับเงินเพื่อแลกกับการแต่งตั้งโยกย้าย จาดุร อภิชาตบุตร ได้เรียกร้องให้ข้าราชการที่จ่ายเงินแต่ไม่ได้ตำแหน่งออกมาเปิดเผยความจริง เพราะในสังคมจะต้องมีคนกล้า ไม่ใช่จ่ายค่าโง่ไปแล้วแต่ไม่กล้าพูด ที่บ้านเมืองป่นปี้อยู่ทุกวันนี้ก็เพราะพวกติดทัณฑ์บน พวกโกงเลือกตั้งและพวกไม่มีสิทธิมาปกครอง ที่กระทรวงมหาดไทยเป็นที่รู้อย่างแพร่หลายว่ากองการเจ้าหน้าที่และปลัดกระทรวงไม่มีความหมายเพราะไม่รู้ว่าใครได้รับการแต่งตั้ง ดังนั้นข้าราชการต้องทำกันเอง ต้องรวมตัวกันตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 64 ให้ได้ต้องไม่ให้คนไม่ดีครองอำนาจ ก่อนหน้านี้ก็ได้ข่าวอธิบดีเกี่ยวกับการสร้างทางมีการจ่ายกันถึง 300400 ล้านบาท ไม่อยากจะเชื่อ แต่ตอนนี้ก็เชื่อแล้ว เพราะเขาฉลาดไม่ต้องจ่ายเอง แต่มีคนจ่ายให้ พวกนี้รู้จักสอยงบประมาณ เพราะชักจากโครงการ 3,0004,000 ล้านบาท แค่ 10% ก็ได้ 300 ล้านแล้ว ข้าราชการก็ได้ด้วย และถึงแม้ตำแหน่งประธานคณะทำงานรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยจะมีกรอบอำนาจ แต่เรื่องที่เกิดขึ้นและมีปัญหาอยู่ในกระทรวงขณะนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยต้องรับผิดชอบ
การอภิปรายของ จาดุร อภิชาตบุตร ในครั้งนี้ส่งผลให้ผู้ที่มีอำนาจในกระทรวงมหาดไทยเดือดร้อนหนักและแก้เกี้ยวด้วยการฟ้องหมิ่นประมาท แต่ก็ไม่สามารถที่จะลบล้างความรู้สึกอันเป็นด้านลบของประชาชนที่มีต่อพรรคภูมิใจไทยไปได้ ในขณะที่ จาดุร อภิชาตบุตร ข้าราชการผู้ที่มีความกล้าหาญที่ออกมาพูด มาเปิดเผยถึงความไม่โปร่งใสไม่มีธรรมาภิบาลของนักการเมือง กลับได้รับกำลังใจอย่างท่วมท้นจากสังคมและจากอดีตข้าราชการกระทรวงมหาดไทยที่อยากเห็นความถูกต้องเป็นธรรมจากการนำของ ศิวะ แสงมณี ได้รวบรวมเงินและกำลังใจจากเพื่อนข้าราชการเพื่อช่วยในการต่อสู้คดีให้ข้าราชการผู้กล้าอย่าง จาดุร อภิชาตบุตร ข้าราชการผู้หนึ่งที่พิสูจน์ให้สังคมไทยได้เห็นว่าแม้บ้านเมืองจะเหลวแหลกป่นปี้ เพราะอำนาจเงินขึ้นมาอยู่เหนือคุณธรรมความดีเพียงใดก็ตาม แต่ประเทศไทยก็ยังไม่สิ้นคนดีอย่างน้อยก็ยังมีสิงห์ในสิงห์ที่ชื่อ จาดุร อภิชาตบุตร อยู่อีกหนึ่งคน







