
เปิดแฟ้มรถไฟฟ้าความเร็วสูง ปูทางกระชับสัมพันธ์การค้า จีน-อาเซียน
พายุปั่นป่วนทางซีกโลกตะวันตก ทำให้หลายประเทศในซีกโลกตะวันออก โดยเฉพาะยักษ์ใหญ่อันดับ 1 ของภูมิภาคอย่างจีน
โดย...นงลักษณ์ อัจนปัญญา
พายุปั่นป่วนทางซีกโลกตะวันตก ทำให้หลายประเทศในซีกโลกตะวันออก โดยเฉพาะยักษ์ใหญ่อันดับ 1 ของภูมิภาคอย่างจีน เริ่มตระหนักได้ว่าหนทางการเติบโตทางเศรษฐกิจในอนาคตข้างหน้าคงยากที่จะหวังพึ่งพายุโรป หรือสหรัฐ
และกลายเป็นคำตอบสำคัญที่ทำให้จีนปูทางเปิดประตูเชื่อมสัมพันธ์กับประเทศบ้านใกล้เรือนเคียงมากขึ้น
หนึ่งในนั้นก็คือ 10 ประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ทั้งบรูไน กัมพูชา อินโดนีเซีย ลาว มาเลเซีย พม่า ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ ไทย และเวียดนาม ในฐานะประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ซึ่งอุดมสมบูรณ์พร้อมด้วยทรัพยากรบุคคลและทรัพยากรทางธรรมชาติ ตลอดจนศักยภาพที่จะเติบโตต่อไปได้
ดังนั้น จึงไม่น่าแปลกใจที่ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา จีนจะเดินหน้าส่งเสริมสนับสนุนการค้าการลงทุนระหว่างจีนกับอาเซียนอย่างเต็มที่ เห็นได้จากมูลค่าการค้าระหว่างเดือน ม.ค.พ.ย. 2554 ซึ่งอยู่ที่ 9.65 แสนล้านเหรียญสหรัฐ หรือเพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้าถึง 21%
ผลลัพธ์ที่ได้ดันให้จีนเป็นประเทศคู่ค้าอันดับ 1 และเป็นนักลงทุนรายใหญ่ของอาเซียน โดยการค้าระดับทวิภาคีระหว่างอาเซียนกับจีนมีมูลค่าเพิ่มขึ้น 37 เท่าตัวในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา จนบรรดานักวิเคราะห์ต่างคาดการณ์ว่ามูลค่าการค้าระหว่างจีนและอาเซียนมีสิทธิแตะระดับ 5 แสนล้านเหรียญสหรัฐ ภายในระยะเวลาเพียง 5 ปีนับจากนี้
อย่างไรก็ตาม แม้จีนจะสามารถกระชับสัมพันธ์ทางการค้ากับประเทศต่างๆ ในอาเซียน รวมถึงเอเชียแปซิฟิก อย่างญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และมองโกเลียได้มากขึ้น
แต่จีนก็ตระหนักได้ว่า หากจะยกระดับการค้ากับอาเซียนให้ใหญ่ขึ้นเทียบชั้นระดับการค้าที่จีนทำกับสหรัฐหรือยุโรป จีนและอาเซียนจำเป็นจะต้องร่วมมือกันพัฒนาโครงสร้างขั้นพื้นฐาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเส้นทางคมนาคมให้ร้อยเรียงเชื่อมโยงประเทศต่างๆ เข้าไว้ด้วยกันทั้งหมด เพื่อความสะดวกในการเคลื่อนย้ายลำเลียง และขนถ่ายสินค้าและบริการระหว่างกัน
ทั้งนี้ จีนให้ความสำคัญกับการสร้างเส้นทางเชื่อมโยงอาเซียนอย่างมาก ยืนยันได้จากการที่ผู้ช่วยรัฐมนตรีต่างประเทศ หลิวเจิ้นหมิน ออกมากล่าวถึงแนวทางนโยบายของจีนเมื่อต้นปี 2555 ว่า จีนพร้อมจะสนับสนุนการสร้างและพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานกับประเทศต่างๆ ในเอเชียอย่างเต็มที่ โดยโครงสร้างดังกล่าวหมายรวมถึงถนน รถไฟ การสื่อสาร และท่าเรือ
แนวคิดดังกล่าวจึงกลายเป็นอภิมหาโปรเจกต์รถไฟฟ้าความเร็วสูงสายหลักที่เชื่อมโยงยาวจากเมืองหนานหนิงในมณฑลกวางสีทางตอนใต้ของจีน สุดปลายทางจรดแหลมมลายูที่สิงคโปร์ โดยจะพาดผ่านเมืองหลวงของประเทศต่างๆ ในภูมิภาค ทั้งกรุงฮานอยในเวียดนาม กรุงเวียงจันทน์ในลาว กรุงพนมเปญในกัมพูชา กรุงเทพฯ ในไทย กรุงกัวลาลัมเปอร์ในมาเลเซีย และกรุงย่างกุ้งในพม่า
หลงหลี่ ผู้อำนวยการด้านการคมนาคมในภูมิภาคของจีน เปิดเผยว่า โครงการรถไฟฟ้าความเร็วสูงนี้จะอาศัยเส้นทางรถไฟที่มีอยู่แต่เดิมในภูมิภาค โดยจีนได้จับมือร่วมกับประเทศต่างๆ เพื่อศึกษาถึงความเป็นไปได้และปรับปรุงพัฒนาให้เป็นเส้นทางรถไฟฟ้าความเร็วสูง
พร้อมกันนี้ จีนยังได้เตรียมทุ่มงบประมาณราว 2,360 ล้านเหรี
ยญสหรัฐ สำหรับการสร้างเส้นทางเชื่อมโยงอาเซียนสายนี้ พร้อมๆ กับที่ออกเงินให้รัฐบาลประเทศต่างๆ ในภูมิภาคอาเซียนกู้ยืมเพื่อใช้ในการดำเนินการก่อสร้างให้แล้วเสร็จภายในปี 2558
นอกจากเส้นทางรถไฟฟ้าความเร็วสูงสายหลักแล้ว จีนยังมีโครงการขยายเส้นทางให้ประเทศต่างๆ ในอาเซียนเชื่อมโยงถึงกันได้หมด โดยเมื่อราวต้นปีที่แล้วจีนได้ลงนามกับรัฐบาลลาวในการก่อสร้างเส้นทางรถไฟความเร็วสูงเชื่อมกรุงเวียงจันทน์เข้าจีนโดยตรง
ขณะเดียวกันก็มีโครงการสร้างเส้นทางเชื่อมกัมพูชาบริเวณกำปงสะพือ กับเวียดนาม บริเวณเบียนหัว ใกล้กรุงโฮจิมินห์ ซิตี
ล่าสุดที่เพิ่งจะลงนามบันทึกความเข้าใจ (เอ็มโอยู) กับไทยเมื่อช่วงเดือน ธ.ค.ที่ผ่านมา กับโครงการลงทุนรถไฟความเร็วสูงเส้นทางกรุงเทพฯ-เชียงใหม่-ลาว และประเทศอาเซียนที่จะช่วยให้การเดินทางล่องกรุงเทพฯ-เชียงใหม่ เหลือเพียง 3 ชั่วโมงครึ่ง
นอกจากนี้ ยังไม่รวมเส้นทางที่จีนยังอยู่ในขั้นตอนเจรจาและศึกษาเส้นทางกับประเทศพม่า ที่หมายมั่นจะเชื่อมเมืองคุนหมิงกับเมืองมัณฑะเลย์ก่อนลากยาวไปจรดท่าเรือน้ำลึกเมืองทวาย เปิดเส้นทางออกสู่ทะเลเข้าถึงน้ำมันและก๊าซธรรมชาติให้กับประเทศตนเอง
เรียกได้ว่าทันทีที่เส้นทางรถไฟฟ้าความเร็วสูงสำเร็จลุล่วง การค้าขายในภูมิภาคอาเซียนกับจีนมีแนวโน้มคึกคักสดใสกว่าปัจจุบันนี้แน่นอน
เพราะทั้งความสะดวกสบายในการเดินทางที่ช่วยให้การขนส่งลำเลียงสินค้าและบุคลากรเป็นไปได้อย่างรวดเร็ว แถมไม่สิ้นเปลืองนี้ ล้วนมีจุดหมายปลายทางมุ่งเข้าหาจีนและออกจากจีนทั้งสิ้น
คำถามที่เหลือต่อจากนี้ก็คือว่า บรรดาประเทศต่างๆ ในอาเซียนจะสามารถเตรียมตัวเองได้ดีแค่ไหน เพื่อเก็บเกี่ยวประโยชน์จากโครงการรถไฟฟ้าความเร็วสูงให้ได้ตามที่คาดหวังเอาไว้







