posttoday
ฎีกากลับยกฟ้องประสงค์หมิ่นทักษิณ

ฎีกากลับยกฟ้องประสงค์หมิ่นทักษิณ

17 มกราคม 2555

ศาลฎีกาพิพากษากลับยกฟ้อง"ประสงค์" "บก.แนวหน้า"หมิ่นทักษิณสร้างกระแสกดดันศาลรธน.ชี้ติชมโดยสุจริต

ศาลฎีกาพิพากษากลับยกฟ้อง"ประสงค์" "บก.แนวหน้า"หมิ่นทักษิณสร้างกระแสกดดันศาลรธน.ชี้ติชมโดยสุจริต

ที่ศาลจังหวัดสวรรคโลก จ.สุโขทัย ศาลออกนั่งบัลลังก์อ่านคำพิพากษาศาลฎีกา คดีที่พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เป็นโจทก์ฟ้อง น.ต.ประสงค์ สุ่นศิริ คอลัมนิสต์ชื่อดัง นสพ.แนวหน้า กับพวกรวม 4 คน ซึ่งเป็นผู้บริหาร นสพ.แนวหน้า เป็นจำเลยในความผิดฐานหมิ่นประมาทผู้อื่นโดยการโฆษณา ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326,328 และความผิดตาม พ.ร.บ.การพิมพ์ พ.ศ.2484
         
คดีนี้โจทก์ฟ้องสรุปว่า ระว่างวันที่ 16-17 ก.ค.2544 พวกจำเลยร่วมกันเผยแพร่คอลัมน์ของจำเลยที่ 1 ชื่อ “ประสงค์ สุ่นศิริ พูด” ที่มีการนำเสนอบทความที่มีผู้ส่งเข้ามาใช้ชื่อ“พลังเงียบ” โดยจำเลยที่ 1 ได้ตอบจดหมายของผู้ที่ใช้ชื่อดังกล่าวว่า เห็นด้วยกับสิ่งที่เขียนมาเป็นการใส่ความหมิ่นประมาทโจทก์ต่อบุคคลทั่วไปให้เข้าใจว่าขณะที่โจทก์ดำรงตำแหน่งนายกฯ ได้ทำผิดกฎหมายแล้วจึงได้สร้างกระแสเป็นระบบ เพื่อกดดันศาลรัฐธรรมนูญหลอกลวงประชาชนให้ร่วมปกป้องการกระทำที่ไม่สุจริตของโจทก์ และยังใช้วิธีเล่นการเมืองสกปรกแสวงหาอำนาจต่อรองเพื่ออยู่เหนือกฎหมาย จึงขอให้ศาลพิพากษาลงโทษจำเลยทั้ง 4 และแถลงขอโทษโทษใน นสพ.รายวัน 7 ฉบับ

คดีนี้ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า น.ต.ประสงค์ จำเลยที่ 1 และนายจิระพงศ์ เต็มเปี่ยม จำเลยที่ 4 มีความผิดฐานหมิ่นประมาทผู้อื่นโดยการโฆษณาและความผิดตาม พ.ร.บ.การพิมพ์ฯให้ลงโทษจำคุก คนละ 3 เดือน และปรับคนละ 5 หมื่นบาท แต่จำเลยทั้งสองไม่เคยรับโทษจำคุกมาก่อนโทษจำคุกจึงให้รอลงอาญาไว้ 2 ปี และให้ลงตีพิมพ์คำพิพากษาย่อใน นสพ.รายวัน 3 ฉบับเป็นเวลา 7 วัน จำเลยทั้งสองยื่นอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์ ภาค 6 พิพากษายืน ต่อมาจำเลยทั้งสองยื่นฎีกาว่าข้อความที่ลงในคอลัมน์เป็นการแสดงความคิดเห็นเป็นห่วงเป็นใยในกติกาบ้านเมือง

ฎีกากลับยกฟ้องประสงค์หมิ่นทักษิณ ภาพประกอบข่าว

ศาลฎีกาตรวจสำนวนประชุมปรึกษาหารือกันแล้วเห็นว่าเมื่ออ่านข้อความทั้งหมดในคอลัมน์แล้วเห็นได้ว่าเป็นการติติงตัวโจทก์ในฐานะนายกรัฐมนตรีโดยอาศัยข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นในขณะนั้นในช่วงที่โจทก์ถูกดำเนินคดีที่ศาลรัฐธรรมนูญ โจทก์ไม่ได้นำสืบให้เห็นอย่างชัดเจนว่าไม่ได้มีพฤติกรรมตามที่มีการวิจารณ์ และไม่เกี่ยวข้องกับกลุ่มที่มาสนับสนุน ข้อความที่นำมาตีพิมพ์ในคอลัมน์จึงถือเป็นการติชมโดยเป็นธรรมในวิสัยของประชาชนนย่อมทำได้ การกระทำของจำเลยที่ 1 จึงไม่เป็นความผิดฐานหมิ่นประมาทฯ

ส่วนจำเลยที่ 4 ในฐานะบรรณาธิการ นสพ. เมื่อปรากฏว่าขณะการพิจารณาคดีของศาลฎีกาได้มี พ.ร.บ.จดแจ้งการพิมพ์ พ.ศ.2550 บังคับใช้โดยให้ยกเลิก พ.ร.บ.การพิมพ์ พ.ศ.2484 ซึ่ง พ.ร.บ.จดแจ้งการพิมพ์ไม่ได้บัญญัติให้ บรรณาธิการ นสพ.ต้องรับผิดชอบในข้อความที่ลงตีพิมพ์ จำเลยที่ 4 จึงพ้นจากการกระทำผิดฎีกาของจำเลยที่ 1และ4 ฟังขึ้นพิพากษากลับให้ยกฟ้อง.

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท