
เยียวยา-ปรับครม.-แก้รัฐธรรมนูญ รับบาลร้อนทุกเส้นทาง
ข่าวดีต้อนรับปีมังกรทองสำหรับกลุ่มคนเสื้อแดงหลังจากที่ได้ต่อสู้ทางการเมืองมาเป็นระยะเวลานาน
ข่าวดีต้อนรับปีมังกรทองสำหรับกลุ่มคนเสื้อแดงหลังจากที่ได้ต่อสู้ทางการเมืองมาเป็นระยะเวลานาน
เมื่อ “ครม.ยิ่งลักษณ์” มีมติอนุมัติเงินเยียวยาและฟื้นฟูเหยื่อ ผู้เสียหายจากการชุมนุมทางการเมืองตั้งแต่ก่อนเหตุการณ์รัฐประหาร 2549– พ.ค. 2553
โดยมี ยงยุทธ วิชัยดิษฐ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย ในฐานะประธานคณะกรรมการประสานและติดตามผลการดำเนินงานตามข้อเสนอของคณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อความปรองดองแห่งชาติ (ปคอป.) ทำหน้าที่ดูแลพร้อมสนนค่าเยียวยารวมทั้งสิ้น 7.75 ล้านบาท อีกทั้งขอให้ญาติผู้เสียชีวิตถอนฟ้องแพ่งต่อหน่วยงานรัฐหรือกองทัพบกที่ทำให้เกิดความเสียหาย
แม้ข้อเสนอดังกล่าวดูจะเป็นผลดีต่อรัฐบาลหลายชุดที่ผ่านมาและกองทัพ เพราะอาจหลุดพ้นบ่วงการ เมืองไปโดยปริยาย รวมทั้งยังส่งผลให้ม็อบการเมืองอื่นๆ ได้รับอานิสงส์ตามมาด้วย ทว่า ปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ โฆษกพันธมิตรฯ มองว่า การใช้หลักการนี้เป็นการเลือกปฏิบัติเฉพาะเหตุการณ์ ซึ่งผู้ที่ได้ประโยชน์ที่แท้จริงคือ กลุ่มคนเสื้อแดง หากจะเยียวยาคงต้องย้อนกลับไปถึงเหตุการณ์ทางการเมืองในอดีตด้วย
ขณะที่ สาธิต ปิตุเตชะ สส.ระยอง พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะรัฐมนตรีเงาประจำสำนักนายกฯ ชี้ว่าการเยียวยาดังกล่าวเป็นการนำเอาเงินภาษีประชาชนไปชดใช้ให้กับพวกของตนเอง และเข้าข่ายผิดกฎหมายของศาลปกครองตามมาตรา 9 ในการออกคำสั่งหรือกฎในลักษณะเลือกปฏิบัติไม่เป็นธรรม
ทั้งนี้ จะยื่นฟ้องต่อศาลปกครองในวันที่ 17 ม.ค.นี้ รวมถึงการที่ ครม.มีมติให้เงินเยียวยาผู้กระทำผิดกฎหมายอาญาที่มีความผิดร้ายแรงถึงขั้นก่อกบฏเป็นภัยต่อความมั่นคง โดยจะไปแจ้งความต่อพนักงานสอบสวนที่ สน.ดุสิต ในวันเดียวกัน ฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่และถ้าเจ้าพนักงานไม่รับแจ้งความ ก็จะดำเนินการยื่นคำฟ้องร้องต่อไปที่ศาลอาญา
นอกจากนี้ ประเด็นร้อนรับตรุษจีนสำหรับนักการเมืองคงหนีไม่พ้นเรื่องการปรับ ครม. ทำให้เกิดกระแสข่าวแว่วว่าเหล่าบรรดารัฐมนตรีเกิดอาการ “น่องโป่ง ขาขวิด คอแหบ” ให้ตัวเองได้อยู่ในตำแหน่งต่อไป แม้จะเป็นการปรับเล็กน้อยเพียงไม่กี่กระทรวงที่พรรคเพื่อไทยดูแล เพื่อรอสมาชิกบ้านเลขที่ 111 คืนรังกลางเดือน พ.ค.
แต่ที่แน่ๆ งานนี้พรรคเพื่อไทยเอาจริงเตรียมยึดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งเป็นกระทรวงหลักของพรรคชาติไทยพัฒนามาครอบครอง ทำให้ วัชระ กรรณิการ์ ในฐานะโฆษกพรรคชาติไทยฯ ออกมาส่งเสียงลั่นว่าเรื่องดังกล่าวไม่มีแน่นอน เพราะไร้สัญญาณจากรัฐบาล
นอกจากนี้ ยังต้องตามติดกับการปรับ ครม.ครั้งใหม่ เพราะมีรายชื่อแกนนำแดงโผล่ร่วม ทั้ง จตุพร พรหมพันธุ์ และณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แต่ที่น่าจับตาสุดคงเป็น “เสี่ยเต้น” ซึ่งผู้ใหญ่ในทำเนียบออกปากอยากให้นั่งรัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ แทน กฤษณา สีหลักษณ์ ที่ทำงานไม่เข้าตา ดังนั้นต้องดูว่าจะกลายเป็นศึกภายในรอบใหม่หรือไม่
ประเดิมต้อนรับปี 2555 ยังคงมีเรื่องให้รัฐบาลต้องปวดหัว เมื่อสหพันธ์ขนส่งทางบกแห่งประเทศไทย ทั้งรถบรรทุก รถร่วมบริการขององค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) และบริษัท ขนส่ง (บ.ข.ส.) รวมถึงสหกรณ์แท็กซี่ นัดชุมนุมใหญ่ปิดถนนเส้นสำคัญ เพื่อคัดค้านการขึ้นราคาก๊าซเอ็นจีวี ส่งผลให้ประชาชนที่ใช้รถใช้ถนนต่างได้รับผลกระทบไปตามกัน
เป็นเหตุให้ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ต้องเรียก กิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.พาณิชย์ และพิชัย นริพทะพันธุ์ รมว.พลังงาน เข้าหารือเพื่อแก้ไขปัญหาเป็นการด่วน จนตกผลึกร่วมกันคือ การตั้งคณะกรรมการร่วมกันเพื่อศึกษาแนวทางการขึ้นราคาก๊าซ รวมทั้งศึกษาว่าผู้ใช้แต่ละกลุ่มมีผลกระทบอย่างไร และคาดว่าภายใน 1 เดือน จะหาข้อสรุปได้
นอกจากนี้ เรื่องใหญ่ไม่แพ้การปรับ ครม. และสุ่มเสี่ยงให้เกิดความขัดแย้งในสังคมอีกครั้งหนึ่งคือ การแก้ไขรัฐธรรมนูญ แม้รัฐบาลจะยืนยันว่าการแก้ไขไม่ได้ช่วยเหลือ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี แต่จากรูปแบบรวมถึงแนวทางแก้ไข ทำให้หลายฝ่ายละไม่ได้กับข้อครหาดังกล่าว
แม้พรรคเพื่อไทยยังไร้ข้อสรุปถึงวิธีการจัดการ แต่สมาชิกพรรคเสียงส่วนใหญ่ต่างสนับสนุนให้แก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 291 เปิดให้มีสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) เพื่อลดกระแสต่อต้านจากสังคมว่าไม่ได้เอาคนของตัวเองมาดำเนินการ
ทว่า อุกฤษ มงคลนาวิน ประธานคณะกรรมการอิสระว่าด้วยหลักนิติธรรมแห่งชาติ (คอ.นธ.) ได้ออกมาเสนอทางเลือก โดยให้มีการตั้งคณะกรรมการยกร่างรัฐธรรมนูญ 34 คน และดึงผู้เชี่ยวชาญแต่ละวิชาชีพมาร่วมงานแทนการตั้ง ส.ส.ร.3 แม้แนวคิดดังกล่าวถูกปฏิเสธจากรัฐบาลรวมถึงฝ่ายค้าน ดังนั้นก็ต้องลุ้นดูว่าสุดท้ายบทสรุปจะจบลงอย่างไร
ขณะที่ สมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา คาดการณ์ว่าเรื่องดังกล่าวจะสามารถดำเนินการได้ในสมัยประชุมนี้คือ วันที่ 18 เม.ย. หรืออีก 3 เดือนเศษ โดยอาจมีการเสนอร่างแก้ไขผ่าน 3 ช่องทาง คือ รัฐบาล พรรคเพื่อไทย และคนเสื้อแดง แต่ที่น่ากังวลคือ ถ้าประชาชนเสนอร่างแก้ไขเข้าสภาก็ต้องเสียเวลาในการตรวจสอบรายชื่ออีก 2 เดือน เกรงว่าอาจไม่ทัน
อย่างไรก็ดี ยอมรับว่าเมื่อมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ก็ไม่สามารถหลีกเลี่ยงความขัดแย้งที่เกิดขึ้นได้ ถ้าตราบใดทุกฝ่ายยังมีทิฐิและผลประโยชน์ ดังนั้นต้องคุยกันว่าจะแก้เนื้อหาในรัฐธรรมนูญกันก่อนอย่างไร จะมีจุดร่วมที่เจอกันตรงไหน แต่ถ้าไปบอกว่าจะไม่ให้มีวุฒิสภา อย่างนี้ก็เป็นเรื่องก่อนยังไม่ได้แก้
“ดังนั้น ตัวแทนกลุ่มต่างๆ ต้องหารือกัน เช่น รัฐบาล เสื้อแดง เสื้อเหลือง วุฒิสภา โดยอาจให้ผู้อาวุโสของบ้านเมืองมาประสานประโยชน์ให้ลงตัวกับทุกฝ่าย”
ส่วนระยะเวลาการแก้ไขจะเสร็จเมื่อไรนั้น คาดว่าต้องใช้เวลาเป็นปีเพราะกว่าจะร่างเสร็จต้องมีประชามติตามปกติอีก 3 เดือน แต่ถ้ามีการแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 291 ก็สามารถกำหนดเวลาการประชามติให้เร็วได้เพียง 1 เดือน เหมือนในการร่างรัฐธรรมนูญปี 2550
อย่างไรก็ตาม เห็นว่าการยื่นเสนอร่างแก้ไขมาตรา 291 นั้นควรรอให้คณะกรรมาธิการ ปรองดองของสภาผู้แทนราษฎรมีข้อสรุปออกมาก่อนว่าจะเป็นอย่างไร ซึ่งอาจช่วยลดความขัดแย้งลงได้ก่อนแก้ไขรัฐธรรมนูญ ทั้งนี้การแก้ปัญหาความปรองดองไม่ต้องออกกฎหมายนิรโทษกรรม ขอให้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่มีความเป็นประชาธิปไตยก็พอ เช่น ให้มีการถ่วงดุลกันระหว่างฝ่ายบริหาร นิติบัญญัติ ตุลาการ อยู่ในกรอบของนิติรัฐ และเรื่องอื่นก็จะตามมาเอง
หลังจากเกิดเหตุการณ์คนร้ายบุกขึ้นบ้าน สุพจน์ ทรัพย์ล้อม อดีตปลัดกระทรวงคมนาคม และสามารถกวาดทรัพย์สินไปได้กว่าหลายร้อยล้านบาท เป็นเหตุให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ตั้งคณะกรรมการสอบถึงเงินที่หายไปนั้น มากเกินกว่าที่ข้าราชการควรจะมีหรือไม่
แม้เจ้ากระทรวงคมนาคม พล.อ.อ.สุกำพล สุวรรณทัต จะออกมาเอ่ยปากชัดว่าให้เรื่องดังกล่าวเป็นไปตามขั้นตอนของกระบวนการยุติธรรมโดยไม่มีการแทรกแซง ซึ่งล่าสุด ธงทอง จันทรางศุ ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงในกรณีร่ำรวยผิดปกติ ได้เรียกอดีตปลัดคมนาคมเข้าชี้แจงในเรื่องดังกล่าว
ซึ่งคำตอบจาก สุพจน์ ยังคงให้การตามเดิมว่าเงินที่หายไปเป็นสินสอดของบุตรสาวที่ได้รับจากงานแต่งงาน และไม่ทราบถึงกรณีที่คนร้ายอ้างว่าพบเงินในบ้านอีก 100 ล้านบาท ทั้งนี้เป็นหน้าที่ของผู้เกี่ยวข้องในการตรวจสอบ ต้องทำให้เกิดความกระจ่างชัดว่าเงินนั้นได้มาถูกต้องหรือไม่ ตามหน้าที่ของ “ข้ารับใช้แผ่นดิน ข้ารับใช้ประชาชน”
ปีมะโรงดูท่าทางจะแรง เพราะผ่านมาไม่กี่วันก็เกิดเหตุอุทกภัยครั้งใหม่ในพื้นที่ภาคใต้ ส่งผลให้หลายจังหวัดได้รับผลกระทบ เช่น จ.ชุมพร สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช และสงขลา แม้ผลกระทบครั้งนี้ไม่ร้ายแรงเท่ากับปีที่ผ่านมา แต่หลายฝ่ายโดยเฉพาะประชาชนที่อาศัยอยู่พื้นที่ ต่างหวาดวิตกกับเหตุการณ์การจะกลับมาซ้ำรอยเดิม
ดังนั้น เป็นหน้าที่ของผู้เกี่ยวข้องคือ รัฐบาล หน่วยงานท้องถิ่น ที่จะหาวิธีการรวมถึงหามาตรการป้องกันระยะยาว เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบต่อในอนาคต และที่สำคัญคือประชาชนต้องร่วมมือกันรักษาธรรมชาติไม่ให้ถูกทำลาย







