
ยิ่งลักษณ์เยี่ยมโครงการพัฒนาดอยตุง
เลขาธิการมูลนิธิแม่ฟ้าหลวง แนะแนวทางฟื้นป่าต้นน้ำ ต้องพัฒนาให้ชาวบ้านอยู่ดีกินดีก่อน เลิกเผาป่า ปลูกพืชเศรษฐกิจ
เลขาธิการมูลนิธิแม่ฟ้าหลวง แนะแนวทางฟื้นป่าต้นน้ำ ต้องพัฒนาให้ชาวบ้านอยู่ดีกินดีก่อน เลิกเผาป่า ปลูกพืชเศรษฐกิจ
น.ส.ยิ่งลักษ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี พร้อมคณะ เยี่ยมชม โครงการพัฒนาดอยตุง(พื้นที่ทรงงาน) อันเนื่องมาจากพระราชดำริ อ.แม่ฟ้าหลวง จ.เชียงราย โดยมีม.ร.ว. ดิศนัดดา ดิศกุล เลขาธิการมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย ให้การต้อนรับ พร้อมด้วย ดร. สุเมธ ตันติเวชกุล เลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนา ในฐานะที่ปรึกษา กยน. พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก เข้าร่วมงานด้วย
ม. ร. ว. ดิศนัดดา บรรยายเรื่อง "ปลูกป่า ปลูกคน"ว่าอยากเสนอนายกรัฐมนตรีแนวคิดในการปลูกป่าตามแนวพระราชดำริของสมเด็จย่าซึ่งหลักการสำคัญในการปลูกป่าไม่ใช่การปลูกต้นไม้ลงไปในดินแต่สิ่งสำคัญคือต้องแก้ไขปัญหาที่รากเหง้า คือ เจ็บ จนไม่รู้หรือปัญหาความยากจน ที่ทำให้ชาวเขาเผาป่าปลูกไร่เลื่อยลอยและ ปลูกฝิ่นเป็นสาเหตุป่าไม้ถูกทำลาย จนปัจจุบันเหลือพื้นที่ป่าเหลือ 33 %ของพื้นมี่ทั้งประเทศ ดังนั้นตั้งแต่ปี 2532ที่มีการดำเนินโครงการตามแนวพระราชดำริ พื้นที่ดอยตุง ปูนะ และปางมะหันด้วยการนำแนวคิด ตามแนวพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเรื่องการปลูกป่าแบบไม่ปลูก กล่าวคือ เน้นพัฒนาที่คนให้มีจิตสำนึกในการรักป่า และการสร้างสมดุลระหว่างการใช้และการรักษาทรัพยากรธรรมชาติทำให้ต้องมีการสนับสนุนชาวเขา ด้วยวิธีการทำงานประสานระหว่างหน่วยงานของภาครัฐและชุมชนอย่างใกล้ชิดโดยการสนับสนุนพืชเศรษฐกิจที่สร้างรายได้ อาทิ กาแฟ มาคาเดเมียร์จึงทำให้ชาวเขามีรายได้สูงขึ้น แทนการเผาป่า ปลูกฝิ่นรวมถึงสนับสนุนแนวคิดการปลูกข้าวขั้นบันได ที่ช่วยประหยัดพื้นที่ได้ผลผลิตต่อไร่สูงผลสำเร็จดังกล่าวทำให้ชาวบ้านมีรายได้เฉลี่ยต่อครัวเรือนสูงขึ้น จากในปี 2549อยู่ที่ 23,701 บาท แต่ในปี 2554 อยู่ที่ 127,010 ต่อครัวเรือน
ทั้งนี้ทั้งสามพื้นที่ในขณะนี้ มีพื้นที่ป่าเศรษฐกิจ 77% ป่าอนุรักษ์ 4%พื้นที่ใช้สอย 4 ที่ทำกิน 8% และมี่อยู่อาศัย 7% จึงอยากให้ทางรัฐบาลกระทรวงมหาดไทย กรมป่าไม้ ผลักดันโครงการต่อเพราะจะสามารถเพิ่มพื้นที่ป่าได้สูงขึ้น
ทั้งนี้ฝากรัฐบาลและฝ่ายความมั่นคง ว่าการดำเนินนโยบายการต้องมีความต่อเนื่องอย่างน้อย 6-10 ปี จึงจะประสบผลสำเร็จ







