
"เบื้องหลัง"45 วัน ความสำเร็จของ อัยการ
เปิดเบื้องหลัง45 วันของการทำคดียึดทรัพย์ 7.6 หมื่นล้าน
เปิดเบื้องหลัง45 วันของการทำคดียึดทรัพย์ 7.6 หมื่นล้าน
การทำคดียึดทรัพย์ 7.6 หมื่นล้านซึ่งใช้เวลาเพียงปีเศษศาลก็ตัดสิน เบื้องหลังการทำคดีในฝ่าย “ผู้ร้อง” คือ ทีมงานอัยการสูงสุด ลงมือทำคดีกันนับตั้งแต่ปลายปี 2550 คณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) สรุปสั่งฟ้องยึดทรัพย์ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ทิ้งทวนก่อนหมดวาระ
โดยส่งสำนวนให้ ชัยเกษม นิติสิริ อัยการสูงสุด (อสส.)ขณะนั้นพิจารณายื่นฟ้อง ชัยเกษมจึงมีคำสั่ง 590/2550 ซึ่งเรียกกันว่า “คำสั่งใหญ่” โดยแต่งตั้งให้ วัยวุฒิ หล่อตระกูล รองอัยการสูงสุดเป็นหัวหน้าคณะทำงาน
คดี คตส.โดยมี เศกสรร บางสมบุญ อธิบดีอัยการฝ่ายคดีพิเศษ (ขณะนั้น) นำลูกน้องในฝ่ายคดีพิเศษตรวจพยานหลักฐานที่สุดพบ “ข้อไม่สมบูรณ์” มากมาย และประเด็นที่เถียงกันมากที่สุดคือ อัยการเห็นว่าควรยื่นฟ้องให้ยึดเฉพาะทรัพย์ที่ได้มาระหว่างเป็นนายกรัฐมนตรีและขอให้ คตส.แยกทรัพย์ก่อนและหลัง
ความเห็นต่างของคณะทำงานวัยวุฒิ ได้ก่อให้เกิดวิวาทะใหญ่ระหว่างอัยการกับ อดีต คตส. เพราะก่อนหน้านั้นมีปัญหาคณะทำงานอัยการคดี คตส.ไม่ฟ้องคดีหวยบนดิน และทุจริตกล้ายางพารา มีการเถียงกันจนวัยวุฒิถูกสัก กอแสงเรือง ฟ้องหมิ่นประมาทและศาลไม่รับฟ้องไป ทำให้ชัยเกษม ต้องเปลี่ยนตัววัยวุฒิออกโดยมี “คำสั่งรอง”ในช่วงต้นปี 2551ตั้ง จุลสิงห์ วสันตสิงห์ ขณะนั้นยังเป็นรองอัยการสูงสุดเป็นหัวหน้าคณะทำงานนำทีมไปประชุมกับคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ซึ่งรับหน้าที่แทน คตส. ซึ่งยืนกรานให้ฟ้องยึดทั้งหมด 7.6 หมื่นล้านโดยไม่แยกทรัพย์ก่อนหลัง โดยตีความกฎหมาย ป.ป.ช.ว่า คดียึดทรัพย์เป็นการดำเนินคดีแพ่งที่ อัยการสูงสุดมีหน้าที่ต้องฟ้อง ไม่มีสิทธิเห็นแย้ง ทำให้อัยการสูงสุดต้องยื่นฟ้องไปตามหน้าที่และใช้เวลาพิจารณาสำนวนเพื่อส่งฟ้องประมาณ 45 วันเท่านั้น
25 ส.ค. 2551 เศกสรร กับทีมงานจึงหอบสำนวนหลายหมื่นหน้าระดับใช้รถยนต์ 6 ล้อขนไปยื่นฟ้องที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เพราะอัยการจะต้องรับภาระค่าใช้จ่ายสำเนาพยานหลักฐานส่งให้ผู้พิพากษา 9 คนที่เป็นองค์คณะ
ในการว่าความ อธิบดีเศกสรร ในฐานะ “พี่ใหญ่” จัดทีมทำคดีโดยมี นันทศักดิ์ พูลสุข สุรศักดิ์ ตรีรัตนตระกูล สองรองอธิบดีอัยการฝ่ายคดีพิเศษ (ขณะนั้น) และวินัย ดำรงวงศ์สกุล อธิบดีอัยการฝ่ายคดีล้มละลาย (ขณะนั้น) เป็นกำลังหลักในการกำหนดพยาน และลำดับประเด็นแบ่งหน้าที่กันนำสืบ โดยมีวงศ์สกุล กิตติพรหมวงศ์ อัยการพิเศษฝ่ายคดีพิเศษ 4 สมศักดิ์ ดาราพาณิชย์ อัยการผู้เชี่ยวชาญฝ่ายคดีพิเศษ และ วิโรจน์ ธรรมดุษฎี อัยการประจำกรมฝ่ายคดีพิเศษเป็นผู้ช่วย
ลำดับการว่าความในชั้นศาล เศกสรร นันทศักดิ์ สุรศักดิ์ และวินัย ถือเป็น “4 ยกกระบัตร” ผู้สวมครุยทำหน้าที่ทนายแผ่นดินซักถามพยานผู้ร้อง และถามติงพยานผู้ถูกกล่าวหาในการไต่สวนคดีใหญ่ของประเทศจนกระทั่งปิดฉาก โดยทุกครั้งหลังการไต่สวนคดีเสร็จทั้งหมดจะกลับมาประชุมร่วมกันที่ห้องประชุมอัยการฝ่ายคดีพิเศษ ถ.รัชดาภิเษก เพื่อกำหนดพยานและเรียงประเด็นการซักถามโดยแบ่งหน้าที่กันตามความถนัด ทั้งหมดแม้ในปัจจุบันจะแยกย้ายกันไปดำรงตำแหน่งอธิบดีในแผนกอื่น แต่อัยการสูงสุดซึ่งปัจจุบันคือ จุลสิงห์ วสันตสิงห์ ก็ยังมอบอำนาจให้ว่าคดีต่อไปเพื่อให้เกิดความต่อเนื่องเพราะเป็นคดีใหญ่ของประเทศที่มีรายละเอียดสำคัญและซับซ้อน 14.00 น.ของวันนี้ อัยการทั้ง 4 คนเดิมนี้เท่านั้นที่ได้รับมอบภารกิจให้เดินทางขึ้นศาลฎีกาฯ ในฐานะตัวแทนอัยการสูงสุดรับฟังผลการพิพากษาคดีที่น่าจะหนักและเหนื่อยที่สุดครั้งหนึ่งในชีวิตอัยการของพวกเขา.







