posttoday
"เบื้องหลัง"45 วัน ความสำเร็จของ อัยการ

"เบื้องหลัง"45 วัน ความสำเร็จของ อัยการ

27 กุมภาพันธ์ 2553

เปิดเบื้องหลัง45 วันของการทำคดียึดทรัพย์ 7.6 หมื่นล้าน

เปิดเบื้องหลัง45 วันของการทำคดียึดทรัพย์ 7.6 หมื่นล้าน

"เบื้องหลัง"45 วัน ความสำเร็จของ อัยการ

การทำคดียึดทรัพย์ 7.6 หมื่นล้านซึ่งใช้เวลาเพียงปีเศษศาลก็ตัดสิน เบื้องหลังการทำคดีในฝ่าย “ผู้ร้อง” คือ ทีมงานอัยการสูงสุด ลงมือทำคดีกันนับตั้งแต่ปลายปี 2550 คณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) สรุปสั่งฟ้องยึดทรัพย์ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ทิ้งทวนก่อนหมดวาระ

โดยส่งสำนวนให้ ชัยเกษม นิติสิริ อัยการสูงสุด (อสส.)ขณะนั้นพิจารณายื่นฟ้อง ชัยเกษมจึงมีคำสั่ง 590/2550 ซึ่งเรียกกันว่า “คำสั่งใหญ่” โดยแต่งตั้งให้ วัยวุฒิ  หล่อตระกูล รองอัยการสูงสุดเป็นหัวหน้าคณะทำงาน

คดี คตส.โดยมี เศกสรร บางสมบุญ อธิบดีอัยการฝ่ายคดีพิเศษ (ขณะนั้น) นำลูกน้องในฝ่ายคดีพิเศษตรวจพยานหลักฐานที่สุดพบ “ข้อไม่สมบูรณ์” มากมาย และประเด็นที่เถียงกันมากที่สุดคือ อัยการเห็นว่าควรยื่นฟ้องให้ยึดเฉพาะทรัพย์ที่ได้มาระหว่างเป็นนายกรัฐมนตรีและขอให้ คตส.แยกทรัพย์ก่อนและหลัง

ความเห็นต่างของคณะทำงานวัยวุฒิ ได้ก่อให้เกิดวิวาทะใหญ่ระหว่างอัยการกับ อดีต คตส. เพราะก่อนหน้านั้นมีปัญหาคณะทำงานอัยการคดี คตส.ไม่ฟ้องคดีหวยบนดิน และทุจริตกล้ายางพารา มีการเถียงกันจนวัยวุฒิถูกสัก กอแสงเรือง ฟ้องหมิ่นประมาทและศาลไม่รับฟ้องไป ทำให้ชัยเกษม ต้องเปลี่ยนตัววัยวุฒิออกโดยมี “คำสั่งรอง”ในช่วงต้นปี 2551ตั้ง จุลสิงห์ วสันตสิงห์ ขณะนั้นยังเป็นรองอัยการสูงสุดเป็นหัวหน้าคณะทำงานนำทีมไปประชุมกับคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ซึ่งรับหน้าที่แทน คตส. ซึ่งยืนกรานให้ฟ้องยึดทั้งหมด 7.6 หมื่นล้านโดยไม่แยกทรัพย์ก่อนหลัง โดยตีความกฎหมาย ป.ป.ช.ว่า คดียึดทรัพย์เป็นการดำเนินคดีแพ่งที่ อัยการสูงสุดมีหน้าที่ต้องฟ้อง ไม่มีสิทธิเห็นแย้ง ทำให้อัยการสูงสุดต้องยื่นฟ้องไปตามหน้าที่และใช้เวลาพิจารณาสำนวนเพื่อส่งฟ้องประมาณ 45 วันเท่านั้น

25 ส.ค. 2551 เศกสรร กับทีมงานจึงหอบสำนวนหลายหมื่นหน้าระดับใช้รถยนต์ 6 ล้อขนไปยื่นฟ้องที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เพราะอัยการจะต้องรับภาระค่าใช้จ่ายสำเนาพยานหลักฐานส่งให้ผู้พิพากษา 9 คนที่เป็นองค์คณะ

ในการว่าความ อธิบดีเศกสรร ในฐานะ “พี่ใหญ่” จัดทีมทำคดีโดยมี นันทศักดิ์  พูลสุข สุรศักดิ์ ตรีรัตนตระกูล สองรองอธิบดีอัยการฝ่ายคดีพิเศษ (ขณะนั้น) และวินัย  ดำรงวงศ์สกุล อธิบดีอัยการฝ่ายคดีล้มละลาย (ขณะนั้น) เป็นกำลังหลักในการกำหนดพยาน และลำดับประเด็นแบ่งหน้าที่กันนำสืบ  โดยมีวงศ์สกุล  กิตติพรหมวงศ์ อัยการพิเศษฝ่ายคดีพิเศษ 4 สมศักดิ์  ดาราพาณิชย์ อัยการผู้เชี่ยวชาญฝ่ายคดีพิเศษ และ วิโรจน์  ธรรมดุษฎี อัยการประจำกรมฝ่ายคดีพิเศษเป็นผู้ช่วย

ลำดับการว่าความในชั้นศาล เศกสรร นันทศักดิ์ สุรศักดิ์ และวินัย ถือเป็น “4 ยกกระบัตร” ผู้สวมครุยทำหน้าที่ทนายแผ่นดินซักถามพยานผู้ร้อง และถามติงพยานผู้ถูกกล่าวหาในการไต่สวนคดีใหญ่ของประเทศจนกระทั่งปิดฉาก โดยทุกครั้งหลังการไต่สวนคดีเสร็จทั้งหมดจะกลับมาประชุมร่วมกันที่ห้องประชุมอัยการฝ่ายคดีพิเศษ ถ.รัชดาภิเษก เพื่อกำหนดพยานและเรียงประเด็นการซักถามโดยแบ่งหน้าที่กันตามความถนัด  ทั้งหมดแม้ในปัจจุบันจะแยกย้ายกันไปดำรงตำแหน่งอธิบดีในแผนกอื่น แต่อัยการสูงสุดซึ่งปัจจุบันคือ จุลสิงห์ วสันตสิงห์ ก็ยังมอบอำนาจให้ว่าคดีต่อไปเพื่อให้เกิดความต่อเนื่องเพราะเป็นคดีใหญ่ของประเทศที่มีรายละเอียดสำคัญและซับซ้อน 14.00 น.ของวันนี้ อัยการทั้ง 4 คนเดิมนี้เท่านั้นที่ได้รับมอบภารกิจให้เดินทางขึ้นศาลฎีกาฯ ในฐานะตัวแทนอัยการสูงสุดรับฟังผลการพิพากษาคดีที่น่าจะหนักและเหนื่อยที่สุดครั้งหนึ่งในชีวิตอัยการของพวกเขา.

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท