
กระสุนยาง...สยบม็อบป่วน
...อิทธิกร เถกิงมหาโชค
“
กระสุนยาง” เป็นอุปกรณ์สำคัญ 1 ใน 5 อย่าง ซึ่งเจ้าหน้าที่ควบคุมฝูงชนทั่วโลก ไม่เฉพาะตำรวจหรือทหาร ต้องมีไว้ในครอบครองเพื่อปฏิบัติหน้าที่ นอกเหนือจากแก๊สน้ำตา กระบอง เครื่องชอร์ตไฟฟ้า และสเปรย์พริกไทยกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) เพิ่งได้รับอนุมัติงบประมาณกลางปี 2553 เพื่อจัดซื้อยุทโธปกรณ์ไว้รับมือการชุมนุมกรณีฉุกเฉิน หรือเหตุจำเป็นในวงเงินกว่า 248 ล้านบาท ดังนั้น กองทัพบกจึงต้องมีความพร้อมในการปฏิบัติภารกิจรักษาความสงบเรียบร้อยตามหลักสากล
รวมทั้งการจัดซื้อ กระสุนยาง จำนวน 487,500 นัด และกระสุนยางสำหรับปืนลูกซองชนิดทรงตัวด้วยหาง อีก 3.9 หมื่นลูก น่าสังเกตว่า กระสุนยางที่นิยมใช้มี 3 แบบ คือ กระสุนลูกซองยาง แบบลูกโดด หรือที่เรียกว่า แบบทรงตัวด้วยหาง 12 เกจ, กระสุนลูกซองหัวยาง ชนิดทรงตัวด้วยหาง และกระสุนหัวพลาสติก ขนาด 9 มม. 11 มม. .38 นิ้ว และ .357 นิ้ว
ความจำเป็นที่ต้องใช้กระสุนยาง วัตถุประสงค์สำคัญคือ การหยุดยั้งและสกัดป้องปรามผู้ชุมนุม หรือการก่อจลาจล ไม่ให้ขยายวงกว้างออกไป หน่วยที่มีไว้ใช้คือ หน่วยควบคุมฝูงชน ตำรวจปฏิบัติการพิเศษ 191 รวมถึงหน่วยทหาร เช่น กองทัพภาคที่ 14 ที่มีหน้าที่ควบคุมฝูงชน รวมถึงหน่วยปฏิบัติการพิเศษ
“อรินทราช 26” ที่ใช้เพื่อยิงสกัด “คนร้าย” ได้เหมือนกับกระสุนจริง แต่ไม่ทำให้ผู้ก่อเหตุถึงแก่ชีวิต!การใช้กระสุนยางดั้งเดิมทางทหารใช้เพื่อ
“ซ้อมรบ” แทนกระสุนจริงเท่านั้นเอง มีหลักการทำงานเหมือนเครื่องกระสุนปืนที่ใช้ดินปืนเป็นตัวขับกระสุนออกไป แต่ต่างกันเพียงแต่หัวกระสุนทำจาก “ยางพารา” ไม่ใช่ตะกั่ว หรือทองแดงเมื่อกระทบกับร่างกายก็ทำให้เกิดอาการบาดเจ็บอย่างฉับพลัน ไม่มีอาการบาดเจ็บจนถึงแก่ชีวิต เหมือนการใช้กระสุนจริง ตามมาตรฐานสากล กระสุนยางจะใช้ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางเท่ากระสุนจริง มีหลายขนาด เช่น 5.56 มม. ที่ใช้ยิงกับปืนกล เอ็ม16 ยังมีแบบขนาด 40 มม. ที่ใช้ยิงจากเครื่องยิงลูกระเบิด เอ็ม203 หรือยิงจากเครื่องยิงลูกระเบิด เอ็ม79 ก็ได้
ปัจจุบันมีการผลิตกระสุนยางออกมาใช้ เป็นลูกยางแบบลูกปรายกลมๆ ผลิตโดยบริษัทในประเทศไทย ราคาประมาณนัดละ 4050 บาท ใช้ยิงจากปืนลูกซองทั่วไปได้
ผู้เชี่ยวชาญยุทธวิธีการใช้อาวุธปืน บอกว่า การยิงกระสุนยางต้องยิงไปยังเป้าหมายที่เป็นจุดอ่อนๆ หรือกล้ามเนื้อตามร่างกาย เช่น หน้าท้อง แผ่นหลัง ต้นขา น่อง เป็นต้น หากยิงไปถูกจุดแข็งที่เป็นกระดูก เพราะจะทำให้กระดูก แตกหัก ได้รับอันตราย
บางครั้งยิงถูกจุดแข็งทำให้บาดเจ็บ แต่ผู้ถูกยิงไม่ชะงักหยุดการเคลื่อนไหว หรือจุก ยังสามารถทำการต่อสู้ได้ หรือยังสามารถทำร้ายตัวประกันได้ ข้อห้ามสำคัญที่สุดคือ ห้ามยิงไปบริเวณกะโหลกศีรษะเด็ดขาด ความแรงของกระสุนยางทำให้กะโหลกร้าวอันตรายถึงชีวิตได้
เมื่อหัวกระสุนยางกระแทกสู่เป้าหมายจะไม่ทะลุเข้าไป เพียงแต่อวัยวะภายในและภายนอกจะถูกแรงดันจากหัวกระสุน ทำให้เกิดอาการบอบช้ำ และไม่สามารถกระทำการใดได้ชั่วขณะ กระสุนยางจึงเป็นที่ยอมรับในวงการควบคุมฝูงชนทั่วโลก
ตั้งแต่ปี 2542 เป็นต้นมา สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) พยายามผลักดันให้หน่วยปฏิบัติการพิเศษ เช่น ตำรวจ 191 หน่วยอรินทราช 26 รวมทั้ง สน.ท้องที่นำไปใช้ควบคุมอาชญากรรม โดยเฉพาะกรณีคนร้ายจับ
“ตัวประกัน” เพื่อลดความสูญเสียจากการใช้กระสุนจริงที่อาจพลาดไปโดนผู้บริสุทธิ์ได้“
กระสุนยาง” จึงเป็นตัวช่วยสำคัญของรัฐบาลอภิสิทธิ์ และกองทัพ ในการควบคุมฝูงชนเพื่อลดความสูญเสียชีวิตต่อผู้ชุมนุม และยังรักษาสมดุลระหว่างผู้รักษากฎหมายกับสิทธิมนุษยชนให้เท่าเทียมกัน






