
ท้าพิสูจน์ 'ติดดิน-กินสัมตำ'
ข้อกล่าวหา สามเกลอ
“สู้แล้วรวย” จตุพร พรหมพันธุ์ ชี้แจงว่า ขอท้าให้ใครก็ได้มาพิสูจน์ วันนี้อายุ 45 ปี ยังใช้ชีวิตปกติ ไม่ได้รวย อยู่บ้านทาวเฮาส์ราคา 2 ล้านบาท มีรถส่วนตัว 2 คัน ส่งหมดแล้ว 1 คัน อีกคันยังผ่อนอยู่ กินร้านอาหารก็ร้านส้มตำ ผิดกับคนของพรรคประชาธิปัตย์ที่ใช้ชีวิตอย่างหรูหรา“
บ้าน สก. พรรคประชาธิปัตย์อยู่ใกล้บ้านผม ใหญ่กว่าบ้านผม 15 เท่า ดังนั้น ถ้าผมสู้แล้วรวย ผมก็ต้องใช้ชีวิตอีกอย่าง นี่ผมก็ยังพึงพอใจที่ยังอยู่แบบนี้ และสมมติว่าผมไปรับค่าจ้าง ก็จะไปว่าใครเขาได้ อย่างตอนพฤษภา 35 ผมเป็นแกนนำทัพคนสุดท้าย ตอนนั้นเงินที่บริจาคเหลือประมาณ 9 แสนกว่าบาท ผมให้ลูกน้องเอาไปให้อาจารย์ชูศักดิ์ ศิรินิล อธิการบดีรามคำแหง เพื่อสนับสนุนการเคลื่อนไหวประชาธิปไตย และผมก็กลับไปนอนห้องพักกว้าง 20 ตารางเมตร”จตุพร เล่าว่า เป็นนักเคลื่อนไหวมา 16 ปี ผ่านในสิ่งที่เป็นกิเลสมากมายจนกระทั่งมาเจอ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ในปี 2537 ขณะทำพรรคพลังธรรมก็ช่วยปราศรัย ปี 2544 ก็ตามมาช่วยปราศรัยที่พรรคไทยรักไทยอีก เลือกตั้งเสร็จก็ไม่มีอะไร ไม่ได้ตำแหน่ง ก็เลยกลับบ้าน กระทั่งปี 2548 ก็เดินสายปราศรัย ทั้งประเทศเขาเลยให้ตำแหน่งทางการเมืองต่ำสุดคือ ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี
“
ผมไม่ได้มีความรู้สึกว่าวันที่เขามีอำนาจ ผมจะต้องไปแสวงหาอะไรกับเขา เพราะตั้งแต่ทำให้พรรคมายาวนานตั้งแต่ปี 2544 ก็ต่อสู้โดยไม่ต้องมีรางวัลอะไร ครั้งนี้ก็เช่นเดียวกัน ส่วนณัฐวุฒิ วีระ เขาก็มีธุรกิจของเขา จึงไม่ได้เดือดร้อนอะไรแล้วจะมาสู้แล้วรวยทำไม”“
เวลาต่อสู้ ผมจะไม่จับเงินเองอยู่แล้ว เขามีระบบบัญชีครบถ้วน คนที่อยู่ในขบวนการก็รู้ ผมไม่ยุ่งเรื่องเหล่านี้ ในสถานการณ์การสู้รบ มันไม่มีอารมณ์ความอยากอะไรเลย แล้วพวกผมก็ไม่มีตังค์อะไรกระทั่งเป็น สส. เราก็มีเงินเดือนแค่แสน ซื้อกางเกงยีนส์ได้ไม่กี่ตัว กินข้าวก็เท่านั้น สุดท้ายชีวิตมีเท่านี้ก็เพียงพอแล้วลูกสาวคนแรกผมยังชื่อ ด.ญ.พอเพียง พรหมพันธุ์ เลย ชีวิตมันเป็นแบบนั้นจริงๆ คือ ไม่ได้ไปแสวงหา”จตุพร บอกว่า สมบัติทั้งชีวิตมีโฉนดเพียงใบเดียวพื้นที่ 24 ตารางวานิดๆ เป็นที่ทาวน์เฮาส์ที่อยู่ทุกวันนี้ ดังนั้นจะไปตรวจที่ไหนก็ได้ ไม่มีแน่ อย่างที่ดินที่สุราษฎร์ฯ ที่กล่าวหาก็เป็นที่ของแม่และครอบครัว โดยเมื่ออายุ 8 ขวบ ได้บอกครอบครัวไปว่า จะไม่ขอรับมรดกจากบ้าน
วันข้างหน้าสู้อย่างนี้อาจได้เป็นรัฐมนตรี? จตุพรตอบทันที
“จะเป็นหรือไม่เป็น มันก็เป็นเรื่องปกติ ตำแหน่งรัฐมนตรีนั้นไม่ได้มีความสำคัญอะไรกับผม เพียงแต่ผมมีความเชื่อว่า ถ้าไปมีหน้าที่อะไรก็ต้องไปทำให้ดีที่สุด ดังนั้น เป็นหรือไม่ ไม่ใช่เรื่อง เพราะเราเคยเป็นครูดอย 3 ปี อยู่ป่า ไม่มีเงินเดือนมาแล้ว”






