
เหยื่อใต้ขอค่าชดเช่ยเพิ่มวอนอย่าสองมาตรฐาน
มติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่เห็นชอบหลักเกณฑ์ชดเชยเยียวยากับเหยื่อการเมือง
มติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่เห็นชอบหลักเกณฑ์ชดเชยเยียวยากับเหยื่อการเมือง
โดย...ทีมข่าวการเมือง
มติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่เห็นชอบหลักเกณฑ์ชดเชยเยียวยากับเหยื่อการเมืองในเหตุการณ์ชุมนุมนับตั้งแต่หลังการรัฐประหาร 19 ก.ย. 2549 เป็นต้นมา โดยให้รายละ 7.75 ล้านบาท บาดเจ็บ ทุพพลภาพลดหลั่นกันถือว่าเป็นค่าชดเชยที่สูงสุดในเหตุการณ์ชุมนุมทางการเมือง ทำให้เกิดคำถามถึงความเท่าเทียมในค่าชดเชยให้กับเหยื่อผู้บริสุทธิ์ในเหตุการณ์อื่นๆ อีกมาก
ละม้าย มานะการ เจ้าหน้าที่หน่วยพิพิธภัณฑ์ประวัติธรรมชาติและเครือข่ายเรียนรู้ท้องถิ่นชายแดนใต้ เปิดเผยว่า ตามหลักเกณฑ์ของคณะกรรมการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความไม่สงบจากสถานการณ์ภาคใต้ (กยต.) ผู้เสียชีวิตจะได้รับเงินช่วยเหลือรายละ 1 แสนบาท หากเป็นข้าราชการ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน จะได้รายละ 3 แสนบาท ขณะที่ประชาชนที่ช่วยเหลือการทำงานของเจ้าหน้าที่รัฐ จะได้รับรายละ 5 แสนบาท ส่วนผู้ได้รับบาดเจ็บสาหัส หรือต้องพักฟื้นเกิน 20 วัน จะได้รับเงินช่วยเหลือ 5 หมื่นบาท ซึ่งใช้เกณฑ์ดังกล่าวมาตั้งแต่ปี 2548 อย่างไรก็ตามการเบิกจ่ายตามเกณฑ์ดังกล่าวยังคงมีปัญหาอยู่มาก
ละม้าย กล่าวว่า ที่ผ่านมามีการพูดถึงการเยียวยาเหยื่อจากเหตุการณ์ความไม่สงบภาคใต้ แต่จนถึงขณะนี้ยังไม่มีความคืบหน้าว่าตัวเลขจะได้เพิ่มเติมเท่าใด ซึ่งรัฐบาลชุดก่อนหน้านี้ได้พูดถึงเงินส่วนนี้เช่นกัน แต่เมื่อเปลี่ยนรัฐบาล ทำให้งานต้องยุติลง นับว่าน่าเสียดายมาก ยิ่งเมื่อเทียบกับค่าชดเชยของม็อบการเมืองครั้งนี้ยังไม่เป็นธรรม จึงอยากเรียกร้องให้ภาครัฐลงมาดูแลเพิ่มเติม
โซรยา จามจุรี ผู้ประสานงานเครือข่ายผู้หญิงภาคประชาสังคมเพื่อสันติภาพชายแดนใต้ กล่าวว่า เหตุการณ์ตากใบที่มีผู้เสียชีวิต 85 คน โดยการกระทำเจ้าหน้าที่ของรัฐ ไม่สามารถบอกได้ว่าควรจะต้องจ่ายเงินเยียวยาเท่ากันหรือไม่ แต่ต้องเป็นธรรมและเหมาะสม ไม่ทำให้รู้สึกว่าเป็นการเลือกปฏิบัติ
“เราได้รับค่าเยียวยา 2 แสนบาทก้อนแรก รวมทั้งค่าใช้จ่ายในการศึกษาบุตรจนถึงจบปริญญาตรี หลังจากนั้นมีการฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายเพิ่มเติมไม่เท่ากัน บางรายได้รับเงินแค่หลักหมื่น บางรายได้รับเงินเป็นหลักล้าน ขณะที่เหตุการณ์มัสยิดกรือเซะได้รับการเยียวยา 3 หมื่นบาท” โซรยา กล่าว
นารี เจริญผลพิริยะ กรรมการโครงการดูแลเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบด้านจิตใจจากสถานการณ์ความไม่สงบใน 4 จังหวัดชายแดนภาคใต้ กล่าวว่า การเสียชีวิตในพื้นที่ชาวบ้านได้รับการเยียวยาคนละ 1 แสนบาท การให้เงินเยียวยาม็อบการเมืองของรัฐบาลครั้งนี้ ไม่ได้มีผลต่อการสร้างความปรองดอง ตรงกันข้ามกลับยิ่งทำให้เกิดความแตกแยกมากขึ้น เพราะถ้าการจ่ายเงินเยียวยาที่ไม่เท่ากัน ก็จะนำมาสู่คำถามว่าชีวิตของคนในประเทศนี้มีค่าไม่เท่ากันหรืออย่างไร ซึ่งหากมีความแตกต่าง กลุ่มที่ได้น้อยกว่าก็จะเกิดความไม่พอใจและ นำไปสู่ความแตกแยก
อดุลย์ เขียวบริบูรณ์ ประธานกรรมการญาติวีรชนพฤษภา 2535 กล่าวว่า คณะกรรมการญาติวีรชนพฤษภา 2535 เป็นผู้เสนอข้อเรียกร้องให้มีค่าชดเชยด้วยเงินจำนวนดังกล่าวผ่านประธานคณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริง เพื่อการปรองดองแห่งชาติ (คอป.) ด้วยตัวเอง ซึ่งก่อนหน้านี้ได้มีการพูดถึงว่าอาจจ่ายถึงคนละ 78 ล้านบาท เพราะหากคำนวณจริงๆ แล้ว ชีวิตคนหนึ่งคนน่าจะมีค่ามากกว่านั้น แต่เมื่อออกมาในจำนวนนี้ ก็ถือว่ารับได้
สมชาย แสวงการ สว.สรรหา ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) สิทธิมนุษยชน สิทธิเสรีภาพและการคุ้มครองผู้บริโภค วุฒิสภา กล่าวว่า ที่เป็นห่วงคือมติ ครม.จะสร้างสองมาตรฐาน นำไปสู่ความขัดแย้งรุนแรงมากขึ้น เนื่องจากการชุมนุมแล้วเกิดจลาจล เมื่อเสียชีวิตจะได้รับเงินรวม 7.75 ล้านบาท เทียบกับหลักเกณฑ์เยียวยาของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ที่เสียชีวิตจะได้เพียง 4 แสนบาท หรือกรณีตำรวจ ทหาร ใน 3 จังหวัดภาคใต้ ชั้นสัญญาบัตรเสียชีวิตได้ 25 เท่าของเงินเดือน นายร้อยได้ 3 แสนบาท ค่าสินไหมทดแทน 2 บาท ได้รวม 5 แสนบาท และถ้าชั้นประทวนจะได้ 3.6 แสนบาท พลทหารได้ 2 แสนบาท
ดังนั้น ครม.ต้องใช้มาตรฐานเดียวกันกับการชดเชยผู้ชุมนุมกับเหตุการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองอื่น ทั้งผู้เสียชีวิตในพื้นที่จังหวัดภาคใต้ ผู้ที่ถูกฆ่าตัดตอนสงครามยาเสพติด ที่พิสูจน์ได้ว่าเป็นคนบริสุทธิ์ ต้องได้รับชดเชยตามเกณฑ์เดียวกันทั้งหมด รวมถึงม็อบสวนยางและตำรวจที่บาดเจ็บจากการโดนยิงต้องได้รับชดเชยด้วย เรื่องนี้ต้องเป็นมาตรฐานเดียวกัน อย่าให้เกิดสองมาตรฐาน
อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ยังมีประชาชนที่สูญเสียและเป็นเหยื่ออีกหลายเหตุการณ์ ที่ไม่ใช่เรื่องการชุมนุมทางการเมืองโดยตรง แล้วกลุ่มเหล่านี้จะได้การพิจารณาด้วยหรือไม่ เช่น การสูญเสียที่เกิดขึ้นในจังหวัดชายแดนภาคใต้ นอกจากนี้ที่มีการขีดเส้นเหตุการณ์อยู่ที่ปี 2548–2553 แต่หลายคนสูญเสียในช่วงปี 2535 2516 และ 2519 กลุ่มเหล่านี้ก็เคยร้องเรียนมาโดยตลอดเช่นกัน จึงเกิดคำถามว่าทุกคนควรจะมีสิทธิด้วยหรือไม่ คนที่ทำผิดในเรื่องอื่นๆ เช่น วางเพลิง ทำร้ายเจ้าหน้าที่ อาวุธสงคราม จะใช้หลักเกณฑ์กับคนเหล่านี้ด้วยหรือไม่
ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การเยียวยาเป็นเรื่องที่ดี แต่ต้องทำให้ครอบคลุมจะไปแบ่งแยกเฉพาะคนบางกลุ่มไม่ได้ ต้องได้รับทุกภาคส่วน ไม่เช่นนั้นจะทำให้สังคมขัดแย้งขึ้นอีก
ฐิติมา ฉายแสง โฆษกรัฐบาล กล่าวว่า การเยียวยาครั้งนี้น่าจะประสบความสำเร็จในเรื่องการสร้างความปรองดอง เพราะหลักจิตวิทยา ผู้ที่ได้รับผลกระทบหรือครอบครัวของผู้ที่ได้รับผลกระทบย่อมรู้สึกถึงการได้รับความเป็นธรรม







