
กรรมของผู้ฝากเงิน
ประเด็นหลักข้อหนึ่งที่เกิดจาก พ.ร.ก.
ประเด็นหลักข้อหนึ่งที่เกิดจาก พ.ร.ก.
แก้หนี้กองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน (กองทุนฟื้นฟูฯ) 1.14 ล้านล้านบาท ที่รัฐบาล ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี โยนไปให้ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เป็นผู้ดูแลรับผิดชอบ คือ ค่าธรรมเนียมที่ธนาคารจะคิดกับประชาชน ผู้ฝากเงินจะได้รับดอกเบี้ยที่ต่ำลง
และจนถึงบัดนี้ยังไม่มีใครการันตีว่าเหตุการณ์เช่นนี้จะไม่เกิดขึ้น
ธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล รมว.คลัง เปิดเผยว่า ขณะนี้สถาบันการเงินได้รับผลดีจากการลดภาษีเงินได้นิติบุคคลที่เก็บ 30% เหลือ 23% ในปี 2555 และเหลือ 20% ในปี 2556 จึงเชื่อว่าหากสถาบันการเงินต้องนำส่งเงินเข้าสถาบันคุ้มครองเงินฝากเพิ่มขึ้นจากขณะนี้ในระดับ 0.4% เพื่อนำเงินมาใช้หนี้กองทุนฟื้นฟูฯ จึงไม่น่ามีผลกระทบ
สำหรับผลกระทบต่อประชาชนที่สถาบันการเงินอาจโยนภาระไปยังผู้ฝากเงินด้วยการขึ้นค่าธรรมเนียมต่างๆ นั้น เป็นหน้าที่ของ ธปท.ที่ต้องกำกับดูแลสถาบันการเงินให้ทำธุรกิจที่มุ่งเน้นประสิทธิภาพ และผลักภาระไปยังประชาชนให้น้อยที่สุด พร้อมกันนี้ต้องอยู่ที่ผู้ถือหุ้นในแต่ละสถาบันที่ต้องบริหารงานให้มีประสิทธิภาพและมีกำไร แม้จะต้องส่งเงินเข้าสถาบันคุ้มครองเงินฝากเพิ่มขึ้น
ธีระชัย กล่าวว่า สำหรับอัตราที่เก็บจะยังเป็น 0.4% หรือไม่นั้น ได้มอบหมายให้ ธปท.หารือกับสถาบันการเงินว่าจะเป็นเท่าใด โดยให้มองทั้งการชำระเงินต้น 1.14 ล้านล้านบาท และดอกเบี้ยปีละ 46.5 หมื่นล้านบาท
แต่ขอยืนยันว่าจะไม่เข้าไปแตะเงินที่สะสมไว้ขณะนี้ 8.2 หมื่นล้านบาท เพื่อจะได้กันเงินตรงนี้ไว้ดูแลหากในอนาคตมีปัญหาสถาบันการเงินล้ม พร้อมกันนี้จะเสนอไปยัง ครม. หากเงินนำส่งลดลงจาก 0.4% เพราะต้องนำเงินไปใช้หนี้นั้น คลังจะเข้าไปค้ำประกันแทนสถาบันคุ้มครองเงินฝาก เพื่อสร้างความมั่นใจแก่สถาบันการเงินและผู้ฝากเงินในอนาคต
ขณะที่ สมิทธ์ พนมยงค์ ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ สายผลิตภัณฑ์เงินฝากและการลงทุน ธนาคารไทยพาณิชย์ กล่าวว่า หากมีการจัดเก็บเงินนำส่งจากการออกตั๋วบี/อีเพิ่มเติม ก็ควรให้การคุ้มครองแก่ผู้ลงทุนด้วย เพราะผลที่ตามมาคือต้นทุนของธนาคารที่สูงขึ้น โดยเฉพาะธนาคารขนาดกลางและขนาดเล็กที่มีสัดส่วนตั๋วบี/อีต่อฐานเงินฝากสูง ซึ่งเมื่อต้นทุนเงินฝากสูงขึ้นธนาคารก็ต้องส่งต่อภาระไปยังผู้กู้ ซึ่งแนวทางนี้ขัดแย้งกับนโยบายของภาครัฐที่ต้องการให้เศรษฐกิจเติบโตฟื้นตัวภายใต้การคงหรือลดดอกเบี้ย
ทั้งนี้ หากภาครัฐยังยืนยันตามหลักการนี้ ธนาคารคงไม่สามารถปฏิเสธได้ แต่อยากให้พิจารณาถึงผลดีผลเสียให้รอบคอบ และควรมีการจัดเก็บค่าธรรมเนียมในอัตราเดียวกันกับสถาบันการเงินของภาครัฐที่มีฐานเงินฝากรวมกันถึง 3 ล้านล้านบาทด้วย เพื่อไม่ให้เกิดการบิดเบือนตลาด
จุฑามาศ สมบุณยะวิโรจน์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการอาวุโส สายงานการธนาคาร ธนาคารแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ เพื่อรายย่อย ยอมรับว่า หากมีการเรียกเก็บเงินค่าธรรมเนียมจากตั๋วบี/อีเพิ่มเติม ธนาคารคงได้รับผลกระทบพอสมควร เนื่องจากปัจจุบันมีสัดส่วนตั๋วบี/อีถึง 40% ของฐานเงินฝาก ต้นทุนที่เพิ่มขึ้นจะทำให้ส่วนต่างดอกเบี้ยของตั๋วบี/อีและเงินฝากจะแคบลง







