posttoday
ส่ออายัดทรัพย์ทักษิณอีก3หมื่นกว่าล้าน หลังศาลสั่งยึดไปแล้ว4.6หมื่น

ส่ออายัดทรัพย์ทักษิณอีก3หมื่นกว่าล้าน หลังศาลสั่งยึดไปแล้ว4.6หมื่น

27 กุมภาพันธ์ 2553

อดีตโฆษกคตส. ชี้ เงินที่ไม่ถูกอายัดของพ.ต.ท.ทักษิณ มีสิทธิ์ถูกกรมสรรพากรตามอายัดทรัพย์รอบสอง หลังจากเมื่อวานนี้องค์คณะผู้พิพากษาศาลฎีกาฯพิพากษายึดทรัพย์พ.ต.ท.ทักษิณ 46,373ล้านบาท ให้ตกเป็นของแผ่นดิน

อดีตโฆษกคตส. ชี้ เงินที่ไม่ถูกอายัดของพ.ต.ท.ทักษิณ มีสิทธิ์ถูกกรมสรรพากรตามอายัดทรัพย์รอบสอง หลังจากเมื่อวานนี้องค์คณะผู้พิพากษาศาลฎีกาฯพิพากษายึดทรัพย์พ.ต.ท.ทักษิณ 46,373ล้านบาท ให้ตกเป็นของแผ่นดิน

ส่ออายัดทรัพย์ทักษิณอีก3หมื่นกว่าล้าน หลังศาลสั่งยึดไปแล้ว4.6หมื่น

นายสัก กอแสงเรือง อดีตโฆษกคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ ( คตส. ) เปิดเผยภายหลังผลการพิพากษาคดียึดทรัพย์ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เสร็จสิ้น โดยระบุถึง เงินที่ไม่ถูกยึด จำนวน 30,247 ล้านบาท ตนเองเข้าใจว่า เงินส่วนที่ศาลมีคำสั่งยึดนั้น ก็ตกเป็นของแผ่นดินไปตามคำพิพากษา ส่วนที่เหลือ 30,000 กว่าล้านบาท อาจถูกกรมสรรพากรอายัดได้อีก เนื่องจากที่ตนเองเข้าใจว่า ยังมีภาษีค้างชำระในส่วนของบุตรสาว และบุตรชาย พ.ต.ท.ทักษิณ ได้ ซึ่งยอดคงค้างน่าจะประมาณ 13,000 หรือ 14,000 ล้านบาท นอกจากนั้น ก็จะมีของ บริษัท แอมเพิลริช อีกประมาณ 20,000 ล้านบาท ซึ่งในส่วนของแอมเพิลริช ตนเองยังไม่แน่ใจ เรื่องกฎหมายภาษี ว่าจะคิดอย่างไร

นายสัก กล่าวอีกว่า การดำเนินการอายัดเงินของกรมสรรพากร ในส่วนภาษีที่คงค้างอยู่นั้น สามารถดำเนินการได้ต่อเนื่องเลย

 

องค์คณะผู้พิพากษาศาลฎีกาฯพิพากษายึดทรัพย์พ.ต.ท.ทักษิณ 46,373ล้านบาท และตกเป็นของแผ่นดิน ด้านทนายทักษิณเตรียมหารือยื่นอุทธรณ์ 2 มี.ค.นี้

เมื่อเวลา 21 .45 น.เมื่อวานนี้(26ก.พ.) ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองมีคำสั่งยึดทรัพย์ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร โดยชี้ให้เห็นว่า คุณหญิงพจมาน มีส่วนเกี่ยวเนื่องกับธุรกิจและการแสวงหาผลประโยชน์ร่วมกับพ.ต.ท.ทักษิณตลอดมา โดยผลประโยชน์จากการขายหุ้นบริษัทชินคอร์ปมาจากการปฏิบัติหน้าที่มิชอบ จึงไม่อาจอ้างว่าเป็นสินสมรส จึงมีอำนาจสั่งให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดินได้ด้วยตามกฎหมาย ปปช. การยึดทรัพย์ทำใด้ 2 กรณี คือทรัพย์สินที่เพิ่มขึ้นผิดปกติ กับกรณีร่ำรวยผิดปกติโดยได้ทรัพย์สินมาไม่สมควร

ศาลเห็นว่า กรณีนี้เข้าข่ายร่ำรวยผิดปกติโดยเป็นทรัพย์สินไม่สมควร และให้ยึดทรัพย์โดยอิงราคาหุ้นบริษัทชิน คอร์ปอเรชั่น ที่เพิ่มขึ้นตั้งแต่วันที่ 7 ก.พ.2544 ซึ่งเป็นวันที่พ.ต.ท.ทักษิณเป็นนายกฯบวกดอกเบี้ยรวมเป็นเงิน 46,373,687,454.74 บาท

ทั้งนี้องค์คณะผู้พิพากษาศาลฎีกาฯมีมติเสียงข้างมากชี้ว่าพ.ต.ท.ทักษิณมีความผิด 5 กรณีโดยศาลเห็นว่าพ.ต.ท.ทักษิณเกี่ยวข้องกับการใช้อำนาจตำแหน่งหน้าที่นายกฯ โดยชัดแจ้ง 2 กรณี คือ แปลงค่าสัญญาสัมปทาน อีกกรณีคือ การให้วงเงินสินเชื่อแก่ประเทศพม่า ส่วนอีก 3 กรณี ลดอัตราส่วนแบ่งรายได้โทรศัพท์เคลื่อนที่แบบพรีเพด กรณีการแก้ไขสัญญาการใช้อนุญาตเครือข่ายร่วมและกรณีดาวเทียมไอพีสตาร์ พ.ต.ท.ทักษิณกำกับดูแลในฐานะนายกฯ ซึ่งเป็นการใช้อำนาจทางอ้อม

สำหรับคำวินิจฉัยขององค์คณะผู้พิพากษามีประเด็นสรุปดังนี้

1. องค์คณะผู้พิพากษาได้มีมติเอกฉันท์ให้ศาลฎีกาฯมีอำนาจในการพิจารณาพิพากษาคดียึดทรัพย์

2. องค์คณะผู้พิพากษามีมติเอกฉันท์ให้อัยการมีอำนาจในการยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาฯให้พิจารณาคดียึดทรัพย์

3. องค์คณะผู้พิพากษามีมติเอกฉันท์ว่าการใช้อำนาจของ คตส. และ ปปช. เป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมาย

4. องค์คณะผู้พิพากษามีมติเอกฉันท์ว่า พ.ต.ท.ทักษิณอำพรางหุ้นในชื่อบุคคลอื่นระหว่างที่ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี

5. องค์คณะผู้พิพากษามีมติเสียงข้างมาก ว่า พ.ต.ท.ทักษิณใช้อำนาจหน้าที่ระหว่างเป็นนายกรัฐมนตรี ตรากฎหมาย ออกมติคณะรัฐมนตรีแปลงค่าสัมปทานเป็นภาษีสรรพสามิตทำให้รัฐเสียหาย และ เป็นการกีดกันผู้ประกอบการโทรคมนาคมรายใหม่

6. องค์คณะผู้พิพากษามีมติด้วยเสียงข้างมาก ว่า  การแก้ไขสัญญาโทรศัพท์เคลื่อนที่ปรับลดอัตราส่วนแบ่งรายได้จากการให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ แบบใช้บัตรจ่ายเงินล่วงหน้า (PREPAID CARD) เอื้อประโยชน์ให้ แก่บริษัทแอดวานซ์ อินโฟร์เซอร์วิส (เอไอเอส )

7. องค์คณะผู้พิพากษามีมติด้วยเสียงข้างมาก ว่า พ.ต.ท.ทักษิณมีส่วนในแก้ไขสัญญาโทรศัพท์เคลื่อนที่เพื่ออนุญาตให้ใช้เครือข่ายร่วม (ROAMING) และกรณีการปรับลดอัตราค่าใช้เครือข่ายรวม เป็นการเอื้อประโยชน์แก่บริษัทเอไอเอส แต่เนื่องจากมีการขายหุ้นชินคอร์ปให้แก่เทมาเส็กเมื่อวันที่ 23 ม.ค. 2549 แล้ว ทำให้ผู้ได้รับประโยชน์จากการลดอัตราการใช้เครือข่ายร่วมไม่ใช่พ.ต.ท.ทักษิณ แต่เป็นกลุ่มเทมาเส็ก

8. องค์คณะผู้พิพากษามีมติด้วยเสียงข้างมาก ว่า ละเว้น อนุมัติ ส่งเสริม สนับสนุนธุรกิจดาวเทียมตามสัญญาดำเนินกิจการดาวเทียมสื่อสารภายในประเทศโดยมิชอบหลายกรณี ได้แก่ การอนุมัติโครงการดาวเทียมไอพี สตาร์ เป็นการเอื้อประโยชน์กับบริษัท ชินคอร์ปฯ และบริษัท ชินแซทฯ เนื่องจากเป็นดาวเทียมดวงใหม่ ไม่ใช่ดาวเทียมสำรอง ซึ่งขัดสัญญาที่พ.ต.ท.ทักษิณทำไว้กับรัฐตั้งแต่ยังไม่ได้ดำรงตำแหน่งนายกฯ

9. องค์คณะผู้พิพากษามีมติเสียงข้างมาก ว่า การลดสัดส่วนการถือหุ้นในบริษัทชินแซทฯของบริษัท ชินคอร์ปฯ เอื้อประโยชน์ให้พ.ต.ท.ทักษิณ เนื่องจากตามสัญญาเดิมบริษัทชินคอร์ปฯต้องถือหุ้นในบริษัทชินแซทฯไม่ต่ำกว่า 50% แต่ได้มีการเสนอขอให้มีการลดสัดส่วนการถือหุ้นของบริษัทชินคอร์ปฯ ซึ่งนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณที่ดำรงตำแหน่งเลขาธิการนายกฯ ในขณะนั้นไม่เห็นด้วย แต่นายสุรพงษ์ สืบวงศ์ลี รมว.เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารในขณะนั้นกลับอนุมัติให้มีการแก้ไขสัญญา ส่งผลให้มีการลดสัดส่วนการถือหุ้นของบริษัทชินคอร์ปเหลือเพียง 11% ทำให้บริษัทชินคอร์ปไม่ต้องมีการระดมทุนเพิ่ม

นอกจากนี้ดาวเทียมไทยคม3 ได้เกิดความเสียหายทำให้ได้รับเงินค่าประกันจำนวน 6.7ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งมีเงื่อนไขว่าเอกชนจะต้องซ่อมแซมดาวเทียมก่อนจึงจะมาเบิกเงินได้ แต่เอกชนกลับไปเบิกเงินโดยไม่ผ่านรัฐรวมทั้งมีการเพิ่มส่วนต่าง ส่งผลให้เกิดความเสียหายต่อรัฐและเอื้อประโยชน์ให้บริษัทชินคอร์ปฯ

10. องค์คณะผู้พิพากษามีมติเสียงข้างมากว่า การให้เงินกู้แก้ประเทศพม่าผ่านธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (เอ็กซ์ซิมแบงก์) เอื้อประโยชน์ต่อบริษัทชินคอร์ป เนื่องจากมีการเพิ่มวงเงินให้กู้จาก 3,000 ล้านบาทเป็น 4,000 ล้านบาทและมีการลดดอกเบี้ยจากอัตรา 5.75% เป็น 3% ต่อปีและปลอดหนี้ 5 ปี รวมทั้งจะต้องตั้งงบประมาณไปชดเชยการปล่อยกู้ครั้งนี้ นอกจากนี้ยังมีการผลักดันปฏิญญาพุกามให้บรรจุเรื่องโทรคมนาคมเข้าไปด้วย

นอกจากนั้นยังมีการให้ปากคำว่า ในการประชุมร่วมที่พม่าได้มีเจ้าหน้าที่ของบริษัทชินคอร์ปฯ รวมถึงนายพานทองแท้ ชินวัตร ได้เดินทางร่วมไปสาธิตการใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ก่อนการประชุม และรัฐมนตรีต่างประเทศของพม่าต้องการให้บรรจุการช่วยเหลือด้านโทรคมนาคมด้วย

ทั้งนี้องค์คณะผู้พิพากษาศาลฎีกาฯ ได้ขึ้นนั่งบัลลังก์อ่านคำพิพากษาเมื่อเวลา 13.40 น.ที่ผ่านมา

ภายหลังจากที่ศาลฎีกาฯมีคำพิพากษา ทีมทนายความของครอบครัวชินวัตรก็ได้เดินทางกลับทันที โดย นายกิตติพร อรุณรัตน์ ทนายความของนายพานทองแท้และน.ส.พิณทองทา ชินวัตร กล่าวว่า ทีมทนายความจะหารือเรื่องการยื่นอุทธรณ์ในวันที่ 2 มี.ค.นี้ ซึ่งจะต้องมีการปรึกษาลูกความก่อนว่าจะยื่นอุทธรณ์หรือไม่ก่อนที่ทีมทนายความจะหารือกันต่อไป

ด้านนายสิงห์ทอง บัวชุม หนึ่งในทีมทนายความของพ.ต.ท.ทักษิณกล่าวว่า ภายใน 30 วันนี้คาดว่าจะสามารถสรุปเรื่องการยื่นอุทธรณ์ได้ โดยส่วนตัวไม่แปลกใจกับคำพิพากษา ซึ่งคำพิพากษาที่ออกมาจะทำให้คนเสื้อแดงมีเหตุผลในการเคลื่อนไหวมากขึ้น

พล.ต.ต.วิชัย สังข์ประไพ ผบน.1 กล่าวว่า ขณะนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจได้คุ้มกันองค์คณะผู้พิพากษาศาลฎีกาฯ กลับสู่เซฟเฮาส์แล้ว ส่วนการรักษาความปลอดภัยบริเวณศาลฎีกาฯจะยังคงกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจ 1 กองร้อยไปจนถึงวันที่ 28 ก.พ. ทั้งนี้ยังไม่ได้รับรายงานเกี่ยวกับความรุนแรงโดยเฉพาะการชุมนุมของกลุ่มแดงสยามที่ท้องสนามหลวง ซึ่งการชุมนุมยังอยู่ในความปกติไม่มีแนวโน้มจะเกิดเหตุการณ์ความรุนแรง

 

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท