posttoday
จ่ายหนัก จัดเต็ม มาตรฐานใหม่..ปลุกเชื้อขัดแย้ง

จ่ายหนัก จัดเต็ม มาตรฐานใหม่..ปลุกเชื้อขัดแย้ง

12 มกราคม 2555

ได้ใจมวลชนคนเสื้อแดงเกินร้อย เมื่อรัฐบาลพรรคเพื่อไทยรักษาคำมั่นตอนหาเสียงว่า

ได้ใจมวลชนคนเสื้อแดงเกินร้อย เมื่อรัฐบาลพรรคเพื่อไทยรักษาคำมั่นตอนหาเสียงว่า

โดย...ชัยฤทธิ์ ยนเปี่ยม

ได้ใจมวลชนคนเสื้อแดงเกินร้อย เมื่อรัฐบาลพรรคเพื่อไทยรักษาคำมั่นตอนหาเสียงว่า ถ้าได้เป็นรัฐบาล จะดูแลพี่น้องเสื้อแดงที่เสียชีวิตให้คุ้มค่าที่ต่อสู้จนทำให้พรรคเพื่อไทยแข็งแกร่ง ไม่มีใครโค่นลงจนถึงวันนี้

จตุพร พรหมพันธุ์ แกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) เคยประกาศช่วงหาเสียงว่า ถ้าพรรคเพื่อไทยได้เป็นรัฐบาลจะให้ศพละ 10 ล้านบาท ซึ่งไม่มากหากเทียบกับงบประมาณ 6,000 ล้านบาท ที่ใช้สลายการชุมนุม

ถึงแม้จะไม่ถึง 10 ล้านบาท แต่มติ ครม.ก็ใจป้ำให้ถึงศพละ 7.75 ล้านบาท

มติ ครม.เห็นชอบหลักเกณฑ์การเยียวยาครั้งนี้ให้เหตุผลว่า เพื่อเป็นไปตามหลักการเยียวยาและฟื้นฟูเหยื่อผู้เสียหายที่ได้รับผลกระทบทุกฝ่ายจากเหตุความขัดแย้งทางการเมืองตั้งแต่ช่วงก่อนการรัฐประหาร 19 ก.ย. 2549 รวมถึงม็อบแดงเดือน เม.ย.พ.ค. 2553

จ่ายหนัก จัดเต็ม มาตรฐานใหม่..ปลุกเชื้อขัดแย้ง

หลักๆ ที่จะได้ เงินชดเชยต่อรายกรณีเสียชีวิต 4.5 ล้านบาท ค่าปลงศพ 2.5 แสนบาท เงินชดเชยความสูญเสียด้านจิตใจกรณีเสียชีวิตหรือทุพพลภาพ 3 ล้านบาท เงินชดเชยกรณีทุพพลภาพ 4.5 ล้านบาท

ยังมีเงินเยียวยาผู้ถูกดำเนินคดีจากเหตุการณ์ชุมนุมทางการเมือง กรณีศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดให้ยกฟ้อง ให้ได้รับเงินในอัตราเท่ากับจำนวนระยะเวลาที่ถูกควบคุมตัว กรณีศาลพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก แต่ถูกคุมขังเกินระยะเวลาให้จำคุก ให้ได้รับเงินชดเชยเท่ากับจำนวนระยะเวลาที่ถูกควบคุมตัวเกินกว่าระยะเวลาให้จำคุก ฯลฯ

นี่เป็น มาตรฐานใหม่ ที่เกิดขึ้นกับประเทศไทย ที่รัฐบาลยุคเพื่อไทยให้ความสำคัญกับ “เหยื่อการเมือง” ถือว่าเป็นค่าชดเชยที่สูงสุดในประวัติศาสตร์

แต่ก็มีคำถามต่างๆ เกิดขึ้นมากมาย โดยเฉพาะการเยียวยาที่ สองมาตรฐาน อย่างเห็นได้ชัด เพราะรัฐบาลดูแลแต่ กลุ่มมวลชนของตนเอง ที่ออกมาชุมนุมขับไล่รัฐบาลอภิสิทธิ์ ซึ่งเป็นผลจากการปลุกระดมของแกนนำที่ใช้เงื่อนไขความขัดแย้ง ใช้ประเด็นต่อต้านรัฐประหาร สร้างวาทกรรม “ไพร่อำมาตย์” มาล้มรัฐบาล จนเกิดการใช้ความรุนแรง ที่สุดพรรคเพื่อไทยก็ได้รับความเห็นใจกลับมาเป็นรัฐบาลสำเร็จ

ยอดผู้เสียชีวิต 91 คน บาดเจ็บหลายพันคน ส่วนใหญ่เป็นมวลชนเสื้อแดง มีทหาร ตำรวจ ไม่เกิน 20 นาย ซึ่งจะได้รับค่าชดเชยเท่าเทียมอย่างถ้วนหน้าเช่นกัน

ผลจากการต่อสู้ของแกนนำ นปช. ที่ชุมนุมใหญ่ขับไล่รัฐบาลอภิสิทธิ์ 2 ครั้ง ปี 25522553 กลายเป็นคดีความของสองขั้วการเมือง และอยู่ระหว่างการสืบหาข้อเท็จจริงจากคณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติ (คอป.) จนถึงวันนี้ เบื้องต้น คอป.สรุปว่า ต้นตอความขัดแย้งไม่ได้เกิดจากการรัฐประหารขับไล่รัฐบาลทักษิณ แต่มีต้นเหตุจากศาลรัฐธรรมนูญที่พิจารณาคดีซุกหุ้นของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ขัดกับหลักนิติธรรม

ฝั่งแกนนำเสื้อแดงมี คดีก่อการร้าย ติดตัว จากข้อกล่าวหาขบวนการชุดดำ เอ็ม 79 และการเผาบ้านเผาเมืองก่อจลาจลขับไล่รัฐบาล

ฝั่งรัฐบาลประชาธิปัตย์กำลังถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจภายใต้รัฐบาลเพื่อไทยตั้งข้อหาคืนกลับ “อภิสิทธิ์–สุเทพ” ว่าเกี่ยวข้องเหตุสังหารหมู่ประชาชน และเตรียมส่งอัยการฟ้องศาล

กว่าผลจะพิสูจน์ได้ก็คงรออีกหลายปี และไม่แน่ว่าเมื่อถึงเวลานั้นอาจมีการนิรโทษกรรมล้างโทษกันก่อน จนไม่มีการตัดสินคดีความกันก็ได้

ต้นเหตุการเสียชีวิตแต่ละรายแตกต่างกัน ทหารยิง หรือคนชุดดำออกมาโจมตี ที่สุดแล้วก็ต้องรอการพิสูจน์จากศาลยุติธรรม

ทว่า ค่าชดเชยแบบ ใจถึงพึ่งได้ ครั้งนี้ ที่ใช้งบประมาณประเทศเยียวยามวลชนคนเสื้อแดงรวมถึงหลักพันล้านบาท กำลังสร้างให้เกิด ปัญหาความไม่เท่าเทียม ในระบบเยียวยาชดเชยของประเทศ ในเหตุการณ์ต่างๆ เช่น กรณีความไม่สงบ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่เจ้าหน้าที่รัฐ ทหาร ตำรวจ เสียชีวิตจากการปะทะกับโจรใต้ โดยได้ค่าชดเชยแตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัด ตำรวจ ทหาร ชั้นสัญญาบัตร ได้ 5 แสนบาท ชั้นประทวนจะได้ 3.6 แสนบาท พลทหาร ได้ 2 แสนบาท

และถ้าตีความ “เหยื่อการเมือง” ก็ต้องคลุมไปถึงฟากประชาชนผู้บริสุทธิ์ ซึ่งตามหลักเกณฑ์ของคณะกรรมการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ (กยต.) ช่วยเหลือรายละ 1 แสนบาท ข้าราชการ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ได้ 3 แสนบาท ยังมีเหยื่อจากเหตุการณ์ตากใบ 85 ศพอีก

หรือจะรวมไปถึง เหยื่อการเมือง ในเหตุการณ์ชุมนุมทางการเมืองในอดีต เช่น พฤษภาทมิฬ ปี 2535 ที่วันนี้ยังต่อสู้เรื่องค่าชดเชยไม่จบ หรืออดีตนักศึกษาที่เสียชีวิตในเหตุการณ์ 14 ตุลา 2516, 6 ตุลา 2519 ที่กลายเป็นวีรชนที่ถูกลืม

รวมทั้งเหยื่อจาก สงครามฆ่าตัดตอนยาเสพติด ในสมัยรัฐบาลไทยรักไทย ที่ พ.ต.ท.ทักษิณ เคยให้สัมภาษณ์ยอมรับผิดว่า ใช้นโยบายที่รุนแรงจริง

หากรัฐบาลเพื่อไทย ไม่ดูแลค่าเยียวยาชดเชยทั้งระบบให้เป็นธรรม เป็นมาตรฐานเดียวกันทุกกรณี เน้นแต่กลุ่มคนเสื้อแดง ก็ไม่อาจสร้างความ ปรองดอง ตามหลักการที่รัฐบาลอ้างไว้ในการจ่ายค่าเยียวยาครั้งนี้ว่า ต้องการสร้างความสมานฉันท์ของคนในชาติ

เพราะนี่นอกจากกระทบขวัญกำลังใจของตำรวจ ทหาร ที่เสี่ยงตายรักษาความสงบในหน้าที่ ก็จะสร้าง ความแตกแยก จากความไม่เสมอภาค ถึงขนาดที่ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกฯ ยังกังวล เพราะการเยียวยาต้องครอบคลุมทุกกลุ่ม ไม่เฉพาะเสื้อแดง ต้องรวมถึงตำรวจใน 3 จังหวัดภาคใต้ ไม่เช่นนั้นจะทำให้สังคม “เกิดความขัดแย้ง” ขึ้นอีกครั้ง

ผลกระทบทางอ้อมที่แม้แต่คนในรัฐบาลด้วยกันเป็นห่วง จนมีการซักถามใน ครม. คือ ถ้า จ่ายหนักจัดเต็ม เช่นนี้ ก็อาจมีบางกลุ่มกล้าที่จะออกมาชุมนุมมากขึ้น เพราะหากเกิดความรุนแรงจนบาดเจ็บล้มตาย ก็จะได้รับเงินช่วยเหลือชดเชยมหาศาลแบบสู้แล้วรวย จนนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ตัดตอนว่า การฟื้นฟูเยียวยาครั้งนี้เป็นวาระพิเศษ เท่านั้น

คนในรัฐบาลห่วงกันเอง ก็เป็นจุดอ่อนที่สะท้อนชัดว่า ต้องอย่าสองมาตรฐาน วางระบบเยียวยาให้เป็นธรรม มิฉะนั้นการปรองดองก็อาจจะยากขึ้น 

 

ข่าวล่าสุด

อัยการติวเข้ม ก.ล.ต. ถอดบทเรียน STARK–MORE เทคนิคเบิกความ มัดจำเลยในชั้นศาล

อัยการติวเข้ม ก.ล.ต. ถอดบทเรียน STARK–MORE เทคนิคเบิกความ มัดจำเลยในชั้นศาล