posttoday
โลกรับมืออิหร่านปิดช่องแคบฮอร์มุซ

โลกรับมืออิหร่านปิดช่องแคบฮอร์มุซ

11 มกราคม 2555

กลายเป็นเรื่องเด่นประเด็นร้อนสะเทือนโลกรับปีใหม่กันเลยทีเดียว

กลายเป็นเรื่องเด่นประเด็นร้อนสะเทือนโลกรับปีใหม่กันเลยทีเดียว

โดย...นงลักษณ์ อัจนปัญญา

กลายเป็นเรื่องเด่นประเด็นร้อนสะเทือนโลกรับปีใหม่กันเลยทีเดียว สำหรับกรณีพิพาทระหว่างชาติตะวันตก ที่นำโดยยักษ์ใหญ่ของโลกอย่างสหรัฐ และพันธมิตรคู่หูอย่างอังกฤษกับประเทศผู้ผลิตน้ำมันที่ใหญ่เป็นอันดับ 4 ของโลกอย่างอิหร่าน ในเรื่องการพัฒนานิวเคลียร์

เพราะดูเหมือนว่าบรรดาสารพัดมาตรการคว่ำบาตรที่รวมถึงระดับรุนแรงอย่างการไม่ซื้อขายน้ำมันจากอิหร่านของโลกตะวันตก จะไม่ทำให้อิหร่านลดท่าทีดุดันลงเลยแม้แต่น้อย

ตรงกันข้ามกลับเป็นการกระตุ้นให้อิหร่านตอบโต้แบบแข็งกร้าวด้วยการขู่ปิดช่องแคบฮอร์มุซ เส้นทางขนส่งน้ำมันที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของโลก แถมยังเดินหน้าพัฒนาโครงการนิวเคลียร์เต็มสูบ จนสามารถจัดตั้งโรงงานเสริมสมรรถนะแร่ยูเรเนียมใต้ดินได้เป็นผลสำเร็จ ส่งแรงกดดันกลับคืนสู่ชาติตะวันตกอีกระลอก

ทั้งนี้ แม้จะเป็นความขัดแย้งระหว่างอิหร่านกับชาติตะวันตกไม่กี่ประเทศ แต่ต้องไม่ลืมข้อเท็จจริงที่ว่า การที่อิหร่านสามารถกุมชะตากรรมของช่องแคบฮอร์มุซไว้ในมือ ก็ทำให้หลายประเทศทั่วโลกออกอาการสะท้านเยือกในอกไม่ได้

โลกรับมืออิหร่านปิดช่องแคบฮอร์มุซ

สาเหตุก็เพราะการที่ 40% ของน้ำมันทั่วโลกต้องลำเลียงเข้าออกผ่านเส้นทางดังกล่าว ทำให้การปิดช่องแคบฮอร์มุซมีแนวโน้มจะนำไปสู่การขาดแคลนน้ำมันในตลาด จนมีสิทธิดันราคาน้ำมันในตลาดให้พุ่งสูงถึง 250 เหรียญสหรัฐ ตามที่ โมฮัมหมัด เรจา ฮามินี รองประธานาธิบดีอิหร่าน สำทับเอาไว้

แม้จะไม่มีใครสามารถคาดการณ์ได้ว่าจะเกิดเหตุการณ์ปิดช่องแคบฮอร์มุซตามที่มีการขู่ไว้หรือไม่ แต่จากประวัติศาสตร์ในอดีตที่ความขัดแย้งตึงเครียดในภูมิภาคเคยลามหนักถึงขั้นปิดคลองสุเอซ เส้นทางลำเลียงน้ำมันจากตะวันออกกลางไปยังยุโรปที่สำคัญมากที่สุด เมื่อกว่า 50 ปีที่แล้วถึงสองครั้งสองครา

ดังนั้น จึงไม่มีอะไรดีไปกว่าการหาทางเตรียมการรับมือ เห็นได้จากการที่สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ที่ดูจะออกตัวแรงกว่าเพื่อน ด้วยการประกาศอย่างชัดเจนว่าพร้อมจะเปิดท่อขนส่งลำเลียงน้ำมันสายใหม่ในอีก 6 เดือนข้างหน้านี้

นัยว่าเพื่อรองรับเหตุการณ์ไม่คาดฝัน หากอิหร่านลุกขึ้นมาปิดช่องแคบฮอร์มุซขึ้นมาจริงๆ

ขณะเดียวกัน หลายประเทศทั่วโลกซึ่งอยู่ในสถานะลูกค้าผู้ซื้อน้ำมันจากอิหร่าน หรือจากประเทศผู้ผลิตน้ำมันในบริเวณดังกล่าว เช่น ซาอุดีอาระเบีย คูเวต หรือกาตาร์ ต่างรีบกางแผนที่ควานหาเส้นทางลำเลียงน้ำมันสำรองกันไว้เป็นการด่วน

เพราะราคาน้ำมันที่สูงขึ้นจะทำให้ต้นทุนในการผลิตเพิ่มขึ้น จนสินค้าต้องปรับราคาขึ้น ส่งผลให้เกิดภาวะข้าวยากหมากแพง ซ้ำเติมเศรษฐกิจที่กำลังชะลอตัวอยู่ในขณะนี้

ทั้งนี้ ด้วยต้นทุนค่าใช้จ่ายที่ไม่สูงมาก มีความปลอดภัยสูง และสามารถขนน้ำมันได้ในปริมาณมหาศาล ส่งผลให้มากกว่า 62% ของน้ำมันทั่วโลกอาศัยเรือเดินสมุทรในการลำเลียง โดยมีเส้นทางสายหลักๆ อยู่ 6 เส้นทาง คือ ช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางลำเลียงน้ำมันจากตะวันออกกลางสู่เอเชีย ยุโรปและอเมริกา ช่องแคบมะละกาที่ลำเลียงน้ำมันมากถึง 20% เข้าสู่เอเชีย ขณะที่ น้ำมันอีก 5% จะลำเลียงผ่านช่องแคบบับ เอลเมนเดบ สู่แอฟริกา ส่วนเส้นทางลำเลียงน้ำมันที่โด่งดังมากที่สุดเมื่อ 50 ปีที่แล้วก็คือ คลองสุเอซ และท่อส่งน้ำมันสุเมด ที่ลำเลียงน้ำมันกว่า 5% ให้กับแอฟริกา ช่องแคบฟอสฟอรัสซึ่งลำเลียงน้ำมันกว่า 4% เข้าสู่บริเวณคาบสมุทรตุรกี และช่องแคบปานามา ที่มีการลำเลียงน้ำมันกว่า 3% เข้าสู่อเมริกาและละตินอเมริกา

เรียกได้ว่าเมื่อกางแผนที่ออกมาดูอย่างจริงจังกันแล้ว ก็ยังพอใจชื้นขึ้นมาได้บ้างว่ายังมีเส้นทางลำเลียงน้ำมันทดแทนกันได้ ซึ่งรวมถึงเส้นทางการขนส่งทางบกโดยอาศัยท่อส่งน้ำมัน

น้ำมันราว 30% ทั่วโลกจะลำเลียงบนพื้นดินโดยอาศัยท่อขนส่งน้ำมันที่เป็นเครือข่ายเชื่อมโยงถึงกัน โดยมีท่อขนส่งสำคัญๆ ของอดีตสหภาพโซเวียตกับทวีปยุโรปเป็นแกนหลัก

เพียงแต่การลำเลียงน้ำมันผ่านท่อก็ยังมีข้อจำกัดหากจะต้องเดินทางข้ามทวีปข้ามซีกโลก โดยยังไม่นับรวมความเสี่ยงของการที่น้ำมันจะเสียหายระหว่างทาง เช่น การเกิดเหตุระเบิด ลอบปล้นน้ำมันตามรายทางของบรรดานักปล้นสะดม เหมือนที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วในประเทศไนจีเรียเมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมา

ดังนั้น จึงเป็นเรื่องที่เข้าใจได้ไม่ยากว่า ทำไมการส่งน้ำมันทางบกจึงไม่ได้รับความนิยมมากเท่าทางเรือ

อย่างไรก็ตาม บรรดานักวิเคราะห์ด้านน้ำมันต่างยอมรับว่า แม้จะมีเส้นทางลำเลียงน้ำมันมากมายพอที่จะทดแทนกันได้ แต่การที่ต้องเปลี่ยนเส้นทางขนส่งน้ำมัน ย่อมหมายถึงต้นทุนในการขนส่งที่จะเพิ่มสูงขึ้น เพราะต้องเสียเวลาเดินเรืออ้อมออกจากช่องแคบฮอร์มุซ ประตูที่เชื่อมโยงอ่าวเปอร์เซีย บ่อน้ำมันของโลกกับมหาสมุทรอินเดีย ที่จะกระจายสู่หลายประเทศทั้งยุโรป เอเชีย และอเมริกา

ทั้งนี้ ท่ามกลางสถานการณ์ความตึงเครียดที่ยังไม่สามารถคาดเดาอะไรได้ สิ่งหนึ่งที่ส่งสัญญาณให้เห็นค่อนข้างชัดเจนแล้วก็คือว่า ผู้บริโภคทั่วโลกคงต้องทำใจใช้น้ำมันราคาแพงขึ้นในปีนี้เป็นแน่  

 

ข่าวล่าสุด

อัยการติวเข้ม ก.ล.ต. ถอดบทเรียน STARK–MORE เทคนิคเบิกความ มัดจำเลยในชั้นศาล

อัยการติวเข้ม ก.ล.ต. ถอดบทเรียน STARK–MORE เทคนิคเบิกความ มัดจำเลยในชั้นศาล