
เดิมพันประเทศ ก่อหนี้มหาศาล สร้างชาติหรือทำลาย
การประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ล่าสุดได้มีการเห็นชอบรับทราบยุทธศาสตร์เพื่อการฟื้นฟูและสร้างอนาคตประเทศ
การประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ล่าสุดได้มีการเห็นชอบรับทราบยุทธศาสตร์เพื่อการฟื้นฟูและสร้างอนาคตประเทศ
โดย...เกียรติศักดิ์ ผิวเกลี้ยง
การประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ล่าสุดได้มีการเห็นชอบรับทราบยุทธศาสตร์เพื่อการฟื้นฟูและสร้างอนาคตประเทศ ที่เสนอโดยคณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อการฟื้นฟูและสร้างอนาคตประเทศ (กยอ.) วงเงินจำนวนก้อนโต 2.27 ล้านล้านบาท
ยุทธศาสตร์ดังกล่าวมีแผนดำเนินการภายใน 5 ปี ตั้งแต่ปี 2555-2559 เดินหน้าขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ 5 ด้าน 1.การบริหารจัดการน้ำ 2.การปรับโครงสร้างภาคการผลิตและบริการ 3.การพัฒนาเชิงพื้นที่เศรษฐกิจใหม่ 4.การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมและขนส่ง และ 5.การพัฒนาระบบประกันภัย
เม็ดเงินส่วนใหญ่ถูกทุ่มลงไปด้านการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมใน 5 ปีข้างหน้า ประกอบด้วย การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมและขนส่ง ปี 2555-2559 มีข้อเสนอใช้วงเงินลงทุนเบื้องต้น 2.27 ล้านล้านบาท ได้แก่
โครงการพัฒนาโครงข่ายทางพิเศษระหว่างเมือง 5 โครงการ วงเงิน 1.87 แสนล้านบาท ได้แก่ 1.บางปะอิน-สระบุรี-นครราชสีมา 2.บางใหญ่-บ้านโป่ง-กาญจนบุรี 3.ชลบุรี-พัทยา-มาบตาพุด 4.นครปฐม-สมุทรสงคราม-ชะอำ และ 5.บางปะอิน-นครสวรรค์
โครงการพัฒนาระบบรถไฟความเร็วสูง 4 โครงการ 4.81 แสนล้านบาท ได้แก่ บางซื่อ-เชียงใหม่ ระยะทาง 745 กิโลเมตร 2.29 แสนล้านบาท บางซื่อ-หนองคาย ระยะทาง 615 กิโลเมตร 9.6 หมื่นล้านบาท มักกะสัน-ระยอง ระยะทาง 330 กิโลเมตร 7.22 หมื่นล้านบาท และบางซื่อ-หัวหิน ระยะทาง 225 กิโลเมตร 8.2 หมื่นล้านบาท
โครงการพัฒนาระบบขนส่งมวลชนทางราง 10 โครงการ ระยะทาง 495 กิโลเมตร 308 สถานี วงเงินลงทุน 3.21 แสนล้านบาท ครอบคลุมพื้นที่ 680 ตารางกิโลเมตร เช่น ธรรมศาสตร์รังสิต-มหาชัย บางใหญ่-ราษฎร์บูรณะ บางซื่อ-ท่าพระ-พุทธมณฑลสาย 4 ศาลายา-หัวหมาก ลำลูกกาบางปู ตลิ่งชัน-มีนบุรี และลาดพร้าว-สำโรง เป็นต้น
โครงการพัฒนาระบบรถไฟและรถไฟสายใหม่ 20 โครงการ วงเงิน 1.62 แสนล้านบาท โครงการพัฒนาโครงข่ายถนนและการขนส่งต่อเนื่องหลายรูปแบบ 7 โครงการ วงเงิน 1.81 แสนล้านบาท
การลงทุนสาขาขนส่งทางอากาศและทางน้ำ 9 โครงการ วงเงิน 1.48 แสนล้านบาท การลงทุนสาขาพลังงาน 25 โครงการ วงเงิน 4.99 แสนล้านบาท
โครงการลงทุนสาขาสื่อสาร 6 โครงการ 3.51 หมื่นล้านบาท โครงการลงทุนด้านสาธารณูปการ 9 โครงการ วงเงิน 1.17 แสนล้านบาท
การวางระบบบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ ส่วนคณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อ(กยน.) จะเสนอร่างแผนปฏิบัติการบรรเทาอุทกภัยในพื้นที่ลุ่มน้ำแบบบูรณาการและยั่งยืน (กรณีลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา) วงเงิน 3 แสนล้านบาท ภายใต้การดำเนินการ 8 แผนงาน เช่น แผนงานบริหารจัดการเขื่อนเก็บน้ำหลัก แผนงานฟื้นฟูและปรับปรุงประสิทธิภาพสิ่งก่อสร้างแผนการกำหนดพื้นที่รับน้ำนอง และแผนงานปรับปรุงองค์กรบริหารจัดการน้ำ เป็นต้น
โครงการพัฒนาโครงข่ายทางพิเศษระหว่างเมือง 5 โครงการ วงเงิน 1.87 แสนล้านบาท โครงการพัฒนาระบบรถไฟความเร็วสูง 4 โครงการ 4.81 แสนล้านบาท โครงการพัฒนาระบบขนส่งมวลชนทางราง 10 โครงการ วงเงินลงทุน 3.21 แสนล้านบาท โครงการพัฒนาระบบรถไฟและรถไฟสายใหม่ 20 โครงการ วงเงิน 1.62 แสนล้านบาท และโครงการพัฒนาโครงข่ายถนนและการขนส่งต่อเนื่องหลายรูปแบบ 7 โครงการ วงเงิน 1.81 แสนล้านบาท
อกจากนี้ ยังมีการลงทุนสาขาขนส่งทางอากาศและทางน้ำ 9 โครงการ วงเงิน 1.48 แสนล้านบาท การลงทุนสาขาพลังงาน 25 โครงการ วงเงิน 4.99 แสนล้านบาท โครงการลงทุนสาขาสื่อสาร 6 โครงการ 3.51 หมื่นล้านบาท โครงการลงทุนด้านสาธารณูปการ 9 โครงการ วงเงิน 1.17 แสนล้านบาท
ซึ่งต้องยอมรับว่า การผลักดันเม็ดเงินจำนวนมหาศาลสร้างประเทศครั้งนี้ ในเชิงกลยุทธ์แล้วถือว่ามีความจำเป็น เพราะในช่วง 10-20 ปีที่ผ่านมา การพัฒนาด้านโครงสร้างพื้นฐานของประเทศเป็นไปได้อย่างเชื่องช้ามาก จะเห็นเป็นรูปธรรมในรอบหลาย 10 ปีที่ผ่านมา คือ การสร้างสนามบินสุวรรณภูมิเท่านั้น
การพัฒนาโครงสร้างด้านอื่นแทบหยุดนิ่ง ไม่ว่าจะเป็นการขนส่งทางราง ขนส่งทางน้ำ หรือแม้แต่โครงสร้างพื้นฐานด้านการสื่อสาร ก็ยังติดปัญหาทำให้เดินหน้าไม่ได้
นอกจากนี้ การค้าเสรีที่เปิดกว้างและการแข่งขันรุนแรงมากขึ้น เป็นตัวเร่งตัวบีบให้ไทยต้องเร่งเดินหน้า พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของประเทศครั้งใหญ่ โดยเฉพาะประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) ที่จะดีเดย์ในปี 2558 ซึ่งจะทำให้การเคลื่อนย้ายทุน แรงงานและสินค้าเป็นไปได้อย่างอิสระ หากประเทศไทยไม่สามารถพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานให้รองรับได้ทัน ย่อมเสียเปรียบประเทศคู่แข่ง
อย่างไรก็ตาม การเดินหน้ายุทธศาสตร์สร้างประเทศภายใต้การลงทุนก้อนใหญ่เช่นนี้ยังมีเรื่องที่ต้องพิจารณาให้รอบคอบ จะมีการหาเงินมาลงทุนอย่างไรไม่ให้เกิดปัญหาวินัยการเงินการคลัง ในยามที่ประเทศมีรายจ่ายมากกว่ารายได้ ทำงบประมาณแบบขาดดุลแล้วเกือบ 10 ปี ซึ่งการขาดดุลนานเกินไปย่อมไม่เป็นผลดีกับเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศอย่างแน่นอน
การลงทุนจำนวนมากภายในกรอบ 5 ปี ย่อมจะส่งผลให้ภาระงบประมาณเพิ่มสูงขึ้นอย่างมาก ปีละหลายแสนล้านบาท ในขณะที่การหารายได้ของประเทศวิ่งตามไม่ทัน ทำให้รัฐบาลต้องกู้เงินมาลงทุนเพิ่มในที่สุด
ถามว่าเหมาะสมหรือไม่ที่รัฐบาลจะตั้งงบลงทุนผูกพันมหาศาล 2.27 ล้านล้านบาท
เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องเสียหายที่รัฐบาลจะทำ เพราะเป็นการอนุมัติแค่กรอบการลงทุน ให้เห็นว่ารัฐบาลจะพัฒนาระบบสาธารณูปโภคพื้นฐานอย่างไร แต่เมื่อจะลงทุนจริงจะต้องบรรจุการลงทุนในงบประมาณแผ่นดินประจำปีไว้ด้วย
จะโปร่งใสหรือซิกแซ็กได้อย่างไร เมื่อถึงขั้นตอนการลงงบประมาณรายปี ก็จะต้องผ่านการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร ที่จะต้องไปตรวจสอบและตั้งข้อสังเกตกันตรงนั้น
เพราะงบลงทุนอภิมหาเมกะโปรเจกต์นี้เป็นที่น่าสังเกตว่ามีการกำหนดจะลงทุนในโครงการขนส่งทางบกมากมาย แต่การลงทุนในด้านอื่นๆ กลับมีน้อย ทั้งที่รัฐบาลกำหนดว่าการตั้งงบลงทุนมหาศาลขนาดนี้ เป็นการทำเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันประเทศ
ฉะนั้น จะเป็นการลงทุนตรงตามวัตถุประสงค์ หรือตำน้ำพริกละลายแม่น้ำก็ต้องไปว่ากันตรงนั้น
แม้ว่าปัจจุบันหนี้สาธารณะของไทยอยู่ที่ 4 ล้านล้านบาท หรือประมาณ 40% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) แต่หากรัฐบาลต้องกู้เงินจำนวนมากมาสร้างประเทศตามที่ ครม.เห็นชอบ ย่อมทำให้หนี้สาธารณะของประเทศพุ่งไปถึง 60% ของจีดีพีได้ไม่ยาก และในที่สุดส่งผลกระทบต่อกรอบความยั่งยืนทางการคลัง
เหตุการณ์สดๆ ร้อนๆ รัฐบาลก็ต้องเดินหน้าโอนภาระหนี้ของกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงินให้ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ดูแล จ่ายเงินต้นและดอกเบี้ย เพื่อลดภาระเงินงบประมาณที่ต้องจ่ายดอกเบี้ยปีละ 4.5 หมื่นล้านบาท ส่วนหนึ่งก็เพื่อแก้ปัญหาสัดส่วนการชำระหนี้ของประเทศเกิน 15% ของงบประมาณรายจ่ายที่รัฐบาลกำหนดเป็นกรอบความยั่งยืนทางการคลัง
อีกส่วนหนึ่งก็เพื่อที่รัฐบาลจะได้นำเงินงบประมาณที่ประหยัดดอกเบี้ยได้ปีละ 4.5 หมื่นล้านบาท ไปลงทุนพัฒนาประเทศ ลดภาระการกู้เงินให้น้อยลง
นอกจากนี้ การเดินหน้าลงทุนของรัฐบาล 2.27 ล้านล้านบาท ยังต้องคำนึงถึงปัญหาแทรกซ้อนที่ไม่คาดคิดไว้ด้วย อย่างเช่น น้ำท่วมใหญ่ที่ผ่านมาทำให้เกิดความเสียหายจำนวนมาก และต้องใช้เงินทั้งงบประมาณ และเงินกู้ถึง 1 ล้านล้านบาท เพื่อการฟื้นฟูสร้างประเทศให้กลับคืนมาเหมือนเดิม ซึ่งเป็นอีกตัวหนึ่งที่จะเร่งหนี้ของประเทศในอนาคตเพิ่มขึ้นอีกทางหนึ่ง
ขณะเดียวกัน ที่ผ่านมารัฐบาลได้ดำเนินการนโยบายประชานิยม ลด แลก แจก แถม เป็นจำนวนมาก ซึ่งทั้งหมดเป็นภาระงบประมาณในอนาคตเพิ่มขึ้นเช่นกัน ทำให้เบียดบังเงินลงทุนของประเทศให้น้อยลง ทำให้รัฐบาลหนีไม่พ้นต้องไปกู้เงินมาโปะเงินลงทุนให้เพียงพอ
ส่วนเศรษฐกิจต่างประเทศก็เป็นตัวแปรอีกตัวหนึ่ง แม้ว่าเศรษฐกิจโลกจะไม่ได้วิกฤตจนล้มสลาย แต่ปัญหาเศรษฐกิจยุโรปที่ยังไว้ใจไม่ได้ ย่อมส่งผลกระทบกับเศรษฐกิจไทยไม่มากก็น้อย ซึ่งรัฐบาลก็ควรมีกระสุนตุนไว้ในระดับหนึ่งเพื่อรองรับวิกฤตที่อาจเกิดขึ้น
ดังนั้น การลงทุนสร้างประเทศ ถึงแม้มีความจำเป็นและเป็นเรื่องเร่งด่วน แต่รัฐบาลก็ไม่สามารถมองข้ามวินัยการเงินการคลังของประเทศที่อยู่ในภาวะเปราะบางขึ้นทุกวันเช่นกัน หากเร่งเครื่องโหมโรงมากเกินไปจนการเงินการคลังของประเทศมีปัญหา ก็จะได้ไม่คุ้มเสียเช่นกัน
ก็ถึงเวลาที่รัฐบาลต้องนำโครงการต่างๆ ที่รัฐบาลดำเนินการทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นการสร้างประเทศ 2.27 ล้านล้านบาท การออก พ.ร.ก.เงินกู้บริหารจัดการน้ำ 3.5 แสนล้านบาท การออก พ.ร.ก.ตั้งกองทุนประกันภัย 5 หมื่นล้านบาท รวมถึงนโยบายประชานิยมที่โปรยไปทุกระดับทั่วไทย มากองรวมกันและจัดอันดับความสำคัญของโครงการที่จำเป็นต้องทำก่อน
ในส่วนของโครงการที่ไม่เกิดประโยชน์รัฐบาลต้องยอมเฉือนเนื้อทิ้ง แม้ต้องเสียคะแนนทางการเมือง เพื่อรักษาวินัยการเงินการคลัง ไม่ให้เกิดมีปัญหาเป็นเนื้อร้ายของเศรษฐกิจไทย
การระดมทุนสร้างประเทศ จึงถือเป็นงานหินท้าทายฝีมือการทำงานของรัฐบาล นี่เป็นการพนันกันเลยว่า หากไปถูกทางประเทศชาติเจริญ แต่ถ้าไปผิดทางก็จะพาประเทศลงเหว







