
สูตรแก้รธน.วังวนเก่าๆก้าวไม่พ้นผลประโยชน์
ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่านับตั้งแต่พรรคเพื่อไทยโยนหินถามทางในเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ
ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่านับตั้งแต่พรรคเพื่อไทยโยนหินถามทางในเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ
โดย...ไพบูลย์ กระจ่างวุฒิชัย
ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่านับตั้งแต่พรรคเพื่อไทยโยนหินถามทางในเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ยังไม่ปรากฏกระแสคัดค้านหรือต่อต้านออกมาเป็นอย่างรูปธรรมมากนัก ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย หรือกลุ่มคนเสื้อหลากสี ซึ่งเป็นสถานการณ์ที่ไม่คาดฝันของพรรคเพื่อไทยเหมือนกันว่าจะเกิดขึ้นเพราะได้ประเมินและทำใจมาก่อนหน้านี้แล้วว่าจะต้องเลี่ยงกระแสต่อต้านไปไม่ได้แน่ๆ
ถ้าจะมีแนวต้านอย่างเป็นรูปธรรมก็มีเพียงในส่วนของพรรคประชาธิปัตย์เท่านั้น แต่การเคลื่อนไหวของฝ่ายค้านผ่านกลไกของรัฐสภาไม่ได้เล่นเกมนอกสภา ทำให้พรรคเพื่อไทยเบาใจไปได้พอสมควร เพราะเหนื่อยอย่างมากที่สุดก็แค่ตอบโต้วิวาทะระหว่างกันเท่านั้นไม่มีพลังพอต่อการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลได้
เมื่อทุกอย่างกลายเป็นตรงข้ามไร้แรงเสียดทานกลายเป็นจังหวะทองของพรรคเพื่อไทยสำหรับการเสนอแนวทางการแก้ไขรัฐธรรมนูญขึ้นมา โดยมีหลายต่อหลายรูปแบบด้วยกันซึ่งเท่าที่เห็นมีอย่างน้อย 5 สูตรสำเร็จด้วยกัน
1.ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี เสนอรูปแบบ สภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) ด้วยการให้มี ส.ส.ร. 99 คนมาจากตัวแทนจังหวัดที่เลือกตั้งจากประชาชน 77 คน และอีก 22 คน มาจากนักรัฐศาสตร์ นักนิติศาสตร์และผู้มีประสบการณ์การเมือง
เป็นโมเดลแรกๆ ที่มีการโยนหินถามทางมาจากทางรัฐบาลแต่จนแล้วจนรอดกลับไม่ได้รับการตอบสนองของคนในพรรคเพื่อไทยมากนัก เพราะมองว่าเป็นการช่วงชิงจังหวะทางการเมืองของบิ๊กเฉลิมมากกว่า เลยไม่ให้ความสนใจเท่าไหร่
2.นพ.เหวง โตจิราการ แกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) และ สส.กลุ่มเสื้อแดง โยนรูปแบบ ส.ส.ร. 100 คนมาจากประชาชนเลือกตั้งทั้งหมด แบ่งตามจำนวนประชากรจังหวัดยึดสัดส่วน 4 แสนคนต่อ ส.ส.ร. 1 คน
แน่นอนแนวทางของหมอเหวง คือ การเสนอในฐานะตัวแทนของคนเสื้อแดงอย่างเป็นทางการ เป้าประสงค์แท้จริงต้องการนำรัฐธรรมนูญ 2540 กลับมาใช้ทั้งฉบับ แต่พรรคเพื่อไทยเองมองว่าถ้าทำเช่นนี้จะเป็นการหักด้ามพร้าด้วยเข่าเกินไป ส่งผลต่อการสร้างแรงต่อต้านโดยไม่จำเป็นเพราะจะนำไปสู่ความคลุมเครือว่าการฟื้นชีพให้รัฐธรรมนูญ 2540 จะมีผลต่อการช่วย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ให้ได้รับประโยชน์
3.สงวน พงษ์มณี สส.ลำพูน พรรคเพื่อไทย เพิ่งเสนอเรื่องให้รัฐสภาพิจารณาบรรจุระเบียบวาระเมื่อปลายปีที่ผ่านมา แนวทาง คือ ให้มี ส.ส.ร. 101 คนมาจากเลือกตั้งจังหวัด 77 คน ที่เหลือ 24 คน มาจากนักนิติศาสตร์ นักรัฐศาสตร์ และผู้มีประสบการณ์การเมือง ในส่วนของนักวิชาการจะเปิดให้มีการสมัครและเลือกกันเองให้เหลือ 30 คน จากนั้นให้ตัวแทนจากจังหวัดทั้ง 77 คนเลือกอีกครั้งเหลือ 24 คน
ข้อเสนอของ สงวน ถือว่าเป็นอีกสาขาหนึ่งของการแก้ไขรัฐธรรมนูญตามวิธีของเสื้อแดง เพื่อกันเหนียวหากพิมพ์เขียวสีแดงต้องมีอันเป็นไปแบบคาดไม่ถึง แต่ถึงขณะนี้ก็ยังไม่ปรากฏท่าทีจาก สมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา ว่าจะนำเรื่องเสนอต่อที่ประชุมรัฐสภาเมื่อใด
4.แนวทางของคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล (วิปรัฐบาล) เริ่มต้นจากการแก้มาตรา 291 เพื่อให้มีการตั้ง ส.ส.ร. หลักการอยู่ที่การรวบรวมรายชื่อจากภาคประชาชน 5 หมื่นรายชื่อ และ สส.พรรคร่วมรัฐบาลลงรายชื่อ 1 ใน 5 สมาชิกยื่นญัตติ ทั้งหมดนี้สามารถดำเนินการให้สำเร็จเพื่อเริ่มต้นแก้ไขกฎหมายสูงสุดของประเทศได้ภายในเดือน ก.พ. ส่วนที่มาของ ส.ส.ร.วิปรัฐบาลเสนอให้ผู้สมัครในจังหวัดนั้นเลือกกันเอง
5.คณะกรรมการอิสระว่าด้วยการส่งเสริมหลักนิติธรรมแห่งชาติ (คอ.นธ.) ที่มี อุกฤษ มงคลนาวิน เป็นประธาน ข้อเสนอจากอดีตประธานรัฐสภาผู้นี้ ถือว่าเป็นการหักดิบทุกข้อเสนอที่ผ่านมา เพราะไม่เห็นด้วยกับการให้มี ส.ส.ร.เนื่องจากเสียเวลาและงบประมาณเกินความจำเป็น แต่ในรูปแบบของการตั้งคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมขึ้นมาระหว่าง 30-35 คน
35 คนที่จะเข้ามายกร่างรัฐธรรมนูญประกอบด้วยบุคคลที่มีอยู่ในสนามความขัดแย้งแทบทั้งสิ้น อาทิ คำนูณ สิทธิสมาน สว.สรรหา จาตุรนต์ ฉายแสง อดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย นพ.พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช อดีตเลขาธิการนายกรัฐมนตรี (พ.ต.ท.ทักษิณ) สมคิด เลิศไพฑูรย์ อดีตเลขานุการคณะ กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ 2550 เป็นต้น เป็นความพยายามต้องการสื่อสารให้สังคมเห็นว่าหากแก้ไขรัฐธรรมนูญโดยใช้วิธีนี้จะช่วยลดความขัดแย้งได้ เพราะบุคคลที่เข้ามาทำหน้าที่ล้วนเป็นตัวแทนของแต่ละฝ่ายที่ไม่ลงรอยกันแทบทั้งสิ้น
จากทั้ง 5 แนวทางซึ่งเป็นทางเลือกของการแก้ไขรัฐธรรมนูญ กำลังสร้างความกังขาต่อสังคมอยู่ในระดับสูงพอสมควรถึงความจำเป็นที่ต้องเร่งปรับปรุงกฎหมายสูงสุดของประเทศ ด้านหนึ่งแน่นอนว่าสถานการณ์ประเทศไทยเวลานี้ความปรารถนาที่อยากให้รัฐบาลเร่งดำเนินการหนีไม่พ้นการฟื้นฟูประเทศไทยหลังจากเพิ่งผ่านพ้นวิกฤตน้ำท่วมมาแบบน้ำยังไม่ทันแห้งทั่วประเทศ
หนำซ้ำยังมีผลต่อความเดือดร้อนของประชาชนในเรื่องด้านค่าครองชีพที่มีแนวโน้มถีบตัวสูงขึ้น เช่น ราคาก๊าซเอ็นจีวี หรือแอลพีจี จนนำมาสู่การเดินขบวนประท้วงรัฐบาลสร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชนที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง ซึ่งรัฐบาลไม่สามารถปฏิเสธความรับผิดชอบได้ ในฐานะเป็นผู้ประกาศออกมาว่า จะทำให้ประชาชนกินดีอยู่ดี แต่การกระทำที่ออกมาได้สวนทางกับคำพูดและนโยบายอย่างสิ้นเชิง
สมาธิของรัฐบาลและพรรคเพื่อไทยกลับทุ่มไปให้กับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ คิดเพียงว่าจะใช้โมเดลแบบไหนเพื่อลดแรงเสียดทานให้น้อยที่สุด แต่ไม่ว่าจะเป็นโมเดลไหนใน 5 โมเดลนี้ล้วนต้องถูกตั้งคำถามถึงความโปร่งใสอย่างเลี่ยงไม่ได้ ยังไม่นับปลายทางของการแก้ไขว่าจะเอื้อประโยชน์ให้กับ พ.ต.ท.ทักษิณ อย่างหนึ่งอย่างใดหรือไม่ด้วย เพราะจับท่าทีของพรรคเพื่อไทยที่ผ่านมามักย้ำตลอดถึงการคืนความเป็นธรรมหรือการแก้ไขมาตรา 309 ที่มีเนื้อหาเชื่อมโยงเกี่ยวกับการรับรองเหตุการณ์เมื่อปี 2549
เป้าสำคัญ คือ การเปิดช่องให้ ส.ส.ร.มาจากการเลือกตั้ง มองในมุมหนึ่งย่อมเป็นสิ่งที่ดีเพราะเป็นการเลือกที่เป็นตัวแทนของประชาชน แต่ผลลบมองแนวทางนี้ย่อมหนีไม่พ้นการแอบอิงฐานเสียงของพรรคการเมือง แทบเป็นไปไม่ได้เลยที่บุคคลหนึ่งจะลงเลือกตั้ง ส.ส.ร.ในพื้นที่จังหวัดใดโดยไม่ขอแรงสนับสนุนทั้งตรงและทางอ้อมจาก สส.ในพื้นที่นั้น สุดท้าย ส.ส.ร.เลือกตั้งที่ได้มาก็หนีไม่พ้นการครอบงำของฝ่ายการเมือง
พรรคเพื่อไทยจะการันตีความบริสุทธิ์ทางการเมืองของบุคคลที่จะเข้ามาทำหน้าที่เหล่านี้ได้อย่างไร หรือแม้จะเสนอทางออกด้วยการให้ผู้สมัครเลือกกันเอง จะหาแนวทางป้องกันอย่างไรเพื่อไม่ให้ฝ่ายการเมืองเข้าไปแทรกแซงในเมื่อฝ่ายการเมืองเป็นผู้เสนอกติกานี้ขึ้นมา
ถึงที่สุดแล้วการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่กำลังจะเกิดขึ้นเร็วๆ นี้ ย่อมปฏิเสธไม่ได้ว่าวังวนการเมืองและผลประโยชน์ซึ่งไม่ต่างอะไรกับวงจรเดิมๆ และวิกฤตการเมืองไทยก็ยังคงต้องผจญกับโรคร้ายต่อไปโดยไม่สามารถเข้ารับการรักษาได้







