
คลังฝันหวานหนี้ลดเหลือ44%
หากครม.อนุมัติส่งหนี้คืนธปท. สบน.ตั้งเป้าปีนี้กู้เงิน8.5แสนล.
หากครม.อนุมัติส่งหนี้คืนธปท. สบน.ตั้งเป้าปีนี้กู้เงิน8.5แสนล.
คลังชี้หาก ครม.ไฟเขียวโอนหนี้และภาระดอกเบี้ยคืนกองทุนฟื้นฟูฯ จะดึงหนี้สาธารณะปี2555 เหลือ 44%
นายจักรกฤศฏิ์ พาราพันธกุล ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) เปิดเผยว่า หากวันที่ 10 ม.ค. ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบเรื่องการโอนหนี้เงินต้นกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงินให้ธนา คารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จำนวน 1.14 ล้านล้านบาท และภาระดอก เบี้ยอีก 4.5 หมื่นล้านบาท จะส่งผลให้ยอดหนี้สาธารณะต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ในปี 2555 มีค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 43-44% เพิ่มจากปี 2554 ที่อยู่ที่ระดับ 41%
อย่างไรก็ดี กรณีที่ไม่ผ่านมติ ครม. และยังคงให้กระทรวงการคลังรับภาระเงินต้นและดอกเบี้ยต่อไป จะส่งผลให้ยอดหนี้สาธารณะต่อจีดีพีเพิ่มขึ้นอยู่ที่ระดับ 45% หรือเลวร้ายที่สุดน่าจะไม่เกิน 47% ซึ่งเป็นระดับที่ยังไม่กระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุน แต่จะกระทบต่อแนวทางการแก้ไขปัญหาของรัฐบาล
สำหรับกรณีที่มีการโอนภาระจ่ายดอกเบี้ยและเงินต้นคืนให้กับกองทุนฟื้นฟูฯ คาดว่า ธปท.จะใช้เวลาในการชำระหนี้ทั้งหมดได้อย่างเร็วที่สุดภายในเวลา 18 ปี หรืออย่างช้าที่สุดไม่น่าเกิน 30 ปี
“ถ้า ธปท.ใช้อำนาจในการเรียกเก็บเงินค่าธรรมเนียมจากสถาบันประกันเงินฝากจากที่เก็บอยู่ 0.4% เป็น 1% เต็มเพดาน จะทำให้ ธปท.มีเงินพอชำระดอกเบี้ยปีละ 4.5 หมื่นล้านบาท และกรณีที่ ธปท.ยอมโยกรายได้จากบัญชีผลประโยชน์เอามาชำระเงินต้นเฉลี่ยปีละ 3 หมื่นล้านบาท และทำได้อย่างสม่ำเสมอเชื่อว่าภาระดอกเบี้ยและเงินต้นจะทยอยลดลงในปีต่อไป เชื่อว่า 18 ปีก็ใช้หนี้ก้อนนี้หมด หรืออย่างช้าไม่น่าเกิน 30 ปี” นายจักรกฤศฏิ์ กล่าว
นายจักรกฤศฏิ์ ยังได้กล่าวถึงแนวทางการออก พ.ร.ก.กู้เงินเพื่อฟื้นฟูประเทศว่า สบน.จะไม่ใช่วิธีการออกพันธบัตร แต่จะกู้เงินจากสถาบันการเงินและออกตั๋วพีเอ็น
ขณะเดียวกัน ในปี 2555 สบน. ตั้งเป้าหมายกู้เงิน 8.5 แสนล้านบาท แบ่งเป็น การกู้เพื่อชดเชยการขาดดุล 4 แสนล้านบาท และการกู้เพื่อปรับโครงสร้างหนี้เดิมอีก 4.5 แสนล้านบาท ซึ่งในจำนวนนี้ตั้งเป้าหมายออกเป็นพันธบัตร 5.25 แสนล้านบาท ส่วนที่เหลือเป็นการกู้ตรงและออกตั๋วพีเอ็น







