
การเงินโลกสะท้านกฎเหล็กบาเซิล หวั่นซ้ำเติมวิกฤตความเชื่อมั่น
สัญญาณเลวร้ายทางเศรษฐกิจที่ปรากฏให้เห็นอย่างค่อนข้างชัดเจนตั้งแต่เริ่มต้นปีใหม่นี้
โดย...นงลักษณ์ อัจนปัญญา
สัญญาณเลวร้ายทางเศรษฐกิจที่ปรากฏให้เห็นอย่างค่อนข้างชัดเจนตั้งแต่เริ่มต้นปีใหม่นี้ ถือเป็นของขวัญสุดเจ็บประจำปีที่ไม่มีใครอยากอ้าแขนรับเท่าใดนัก
ทว่าเมื่อไม่ค่อยมีหนทางให้หลีกเลี่ยง ทางเดียวที่พอจะเหลืออยู่ก็คือการเตรียมการตั้งรับและเตรียมใจให้ดีที่สุด โดยหนึ่งในการเตรียมความพร้อมที่สำคัญที่สุดที่ไม่พูดถึงไม่ได้ก็คือ การเตรียมการของบรรดาธนาคารพาณิชย์ทั่วโลกที่กำลังยืนหมิ่นเหม่จ่อปากเหวอยู่ในขณะนี้
เพราะสภาพที่เอาแน่เอานอนไม่ได้ของตลาด อันเป็นผลจากวิกฤตหนี้สาธารณะในภูมิภาคยุโรป ส่งผลให้นักลงทุนไม่ค่อยอยากนำเงินมาลงทุนในตลาดทุน จนบรรดาธนาคารพาณิชย์หลายแห่งเริ่มประสบปัญหากับการขาดสภาพคล่อง จนมีสิทธิซ้ำรอยวิกฤตเลห์แมน บราเธอร์ส เมื่อปี 2551
รูปการณ์ที่เกิดขึ้น ส่งผลให้คณะกรรมการด้านนโยบายการเงินที่คอยควบคุมดูแลหลักเกณฑ์การกำกับดูแลสถาบันการเงิน หรือที่รู้จักกันดีใน ชื่อ บาเซิล ส่งสัญญาณออกมาแล้วว่า จะเริ่มตรวจสอบสถานะของธนาคารพาณิชย์ในกลุ่มสหภาพยุโรป (อียู) ญี่ปุ่น และสหรัฐ ภายในไตรมาสแรกของปีนี้
เหตุผลหลักๆ ของการตรวจสอบก็เพื่อดูว่าบรรดาธนาคารพาณิชย์ในประเทศนั้นๆ ปฏิบัติตามเกณฑ์บาเซิล 2 ที่กำหนดให้ธนาคารต้องกันเงินทุนสำรองให้ได้ 2% ของสินทรัพย์ทั้งหมดของธนาคารอย่างจริงจังเข้มงวดมากน้อยแค่ไหนเพื่อให้แน่ใจว่า ธนาคารมีความแข็งแกร่งพอที่จะรับมือวิกฤตการเงินที่อาจจะเกิดขึ้น
ทั้งนี้ โลกได้เผชิญหน้ากับวิกฤตการเงินครั้งใหญ่มาแล้วเมื่อช่วงปี 25512552 ที่ทำให้ธนาคารพาณิชย์และสถาบันการเงินแทบทุกแห่งต้องเจอกับปัญหาการขาดสภาพคล่อง ขณะที่บางแห่งเลวร้ายหนักถึงขั้นล้มละลาย กลายเป็นกรณีศึกษาให้ทั่วโลกต้องจดจำ เช่น เลห์แมน บราเธอร์ส เพื่อไม่ให้ประวัติศาสตร์สุดระทึกต้องเกิดซ้ำรอยอีกระลอก กฎบาเซิลจึงเกิดขึ้น
บาเซิล คือหลักเกณฑ์การกำกับดูแลสถาบันการเงินของคณะกรรมการนโยบายการเงินบาเซิล ซึ่งจะคอยกำหนดกฎเกณฑ์ ดูแล ตรวจสอบการดำรงเงินกองทุน และการบริหารความเสี่ยงด้านสภาพคล่องของบรรดาธนาคารและสถาบันการเงินต่างๆ ทั่วโลก เพื่อสนับสนุนส่งเสริมให้สถาบันการเงินสามารถต้านทานภาวะวิกฤตในระบบการเงินและระบบเศรษฐกิจได้ดีขึ้น พร้อมทั้งลดการส่งต่อความเสี่ยงจากระบบการเงินไปยังภาคเศรษฐกิจจริง
หรือพูดให้เข้าใจง่ายก็คือว่า เป็นหลักเกณฑ์ที่ทำให้นักลงทุนเชื่อมั่นว่าธนาคารมีกันชนที่แข็งแรงดีพอที่จะรับมือวิกฤตไม่ให้กิจการล้มและไม่ให้ลุกลามไปกระทบบรรดากิจการโรงงานทั้งหลาย ด้วยการดูว่าธนาคารเหล่านี้มีทุนสำรองเพียงพอและมีสินทรัพย์คุณภาพที่มีสภาพคล่องสูง เช่น พันธบัตรรัฐบาล AAA
ทั้งนี้ นอกจากจะเดินหน้าตรวจสอบอย่างจริงจังแล้ว ทางบาเซิลยังส่งสัญญาณเตรียมยกระดับความเข้มงวดของหลักเกณฑ์ที่ใช้กันอยู่ให้มากขึ้น
เรียกได้ว่า เปลี่ยนสถานะจากกฎบาเซิล 2 เป็นบาเซิล 3 โดยธนาคารต้องเพิ่มสัดส่วนเงินทุนสำรองให้ไปอยู่ที่ 7% ขณะที่ธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่ต้องกันเงินทุนสำรองมากกว่าธนาคารปกติถึง 12.5% จากระดับ 7% ที่กำหนดไว้
พร้อมกันนี้ บาเซิลยังเตรียมใช้มาตรการกำหนดอัตราสินทรัพย์ต่อสภาพคล่อง (Liquidity Coverage Ratio : LCR) กับการกำหนดกฎสภาพคล่องใหม่ของธนาคาร โดยการเพิ่มอัตราส่วนเงินกองทุน เพื่อเป็นหลักประกันให้กับบรรดานักลงทุนให้ใจชื้นขึ้นมาได้เปลาะหนึ่งว่าธนาคารพาณิชย์ทั้งหลายมีสินทรัพย์ที่มีสภาพคล่องเพียงพอที่จะอยู่รอดเป็นเวลา 30 วัน หากเกิดวิกฤตจนไม่สามารถระดมเงินทุนจากตลาดได้
แน่นอนว่า การเร่งเดินหน้าตรวจสอบสุขภาพทางการเงินของธนาคารทั้งหลายย่อมเป็นเรื่องดีที่จะเรียกความเชื่อมั่นของนักลงทุนให้กลับคืนมาได้
และการเดินหน้าปฏิรูปหลักเกณฑ์บาเซิลให้เข้มงวดมากขึ้นก็ย่อมช่วยให้ธนาคารมีความแข็งแกร่งขึ้น
อย่างไรก็ตาม แม้จะมีข้อดีไม่น้อย แต่บรรดานายธนาคารและนักวิเคราะห์อีกส่วนหนึ่งกลับมองว่า หลักเกณฑ์บาเซิลดังกล่าวอาจทำให้ธนาคารหลงลืมหน้าที่สำคัญของตนเอง ก็คือการเป็นแหล่งเงินทุนให้กับบรรดาธุรกิจและกิจการทั้งหลาย
พูดแบบเข้าใจง่ายๆ ก็คือว่า ถ้าต้องปฏิบัติตามกฎของบาเซิลอย่างจริงจัง ธนาคารพาณิชย์หลายแห่งก็จำต้องลดการปล่อยกู้ให้กับบรรดาธุรกิจ ซึ่งอยู่ในภาคเศรษฐกิจจริงลง
หมายความว่า ในสภาพที่เศรษฐกิจทั่วโลกยังชะลอตัว บริษัทห้างร้านทั้งหลายย่อมต้องการเงินทุนสนับสนุนเพื่อกระตุ้นให้มีความเคลื่อนไหวหมุนเวียน มีสภาพคล่องในตลาด
แต่เพื่อให้เป็นไปตามกฎเกณฑ์ของบาเซิลที่ได้ตกลงกันไว้ ธนาคารหลายแห่งมีแนวโน้มที่อาจจะต้องลดการปล่อยกู้ลง
เท่ากับยิ่งเป็นการซ้ำเติมภาวะเศรษฐกิจที่ซึมเซาทั่วโลกให้ซึมเซาหนักขึ้น
นอกจากนี้ บรรดานายธนาคารต่างแสดงความวิตกกังวลถึงอนาคตของธนาคารที่ต้องเผชิญกับกฎบาเซิลที่เข้มงวดขึ้น
เพราะการที่ธนาคารพาณิชย์ต้องมุ่งกันทุนสำรองเงินฝากให้ได้ตามมาตรฐานบาเซิล จะทำให้ธนาคารต้องมุ่งเก็บเงินมากขึ้น แทนที่จะนำไปใช้ลงทุนอย่างอื่นให้งอกเงยจนท้ายที่สุดก็จะกระทบต่อผลกำไรและการเติบโตของธนาคารเอง
ดังนั้น การที่คณะกรรมการนโยบายการเงินออกมาส่งสัญญาณตั้งแต่ต้นปีว่า หลักเกณฑ์บาเซิล คือกฎเหล็กสูงสุดที่ธนาคารต้องคำนึงถึงก่อนเรื่องอื่นใด จึงเป็นเรื่องที่ธนาคารหรือแม้กระทั่งนักลงทุนเองจะอดออกอาการสะท้านไม่ได้







