
รัฐต้องหนุนการจัดการภัยพิบัติระดับพื้นที่
ถอดบทเรียนน้ำท่วมกับการแก้ไขและป้องกันระยะยาวที่ภาครัฐต้องสนับสนุนให้เกิดการจัดการภัยพิบัติระดับพื้นที่
ถอดบทเรียนน้ำท่วมกับการแก้ไขและป้องกันระยะยาวที่ภาครัฐต้องสนับสนุนให้เกิดการจัดการภัยพิบัติระดับพื้นที่
โดย...ภัสรา จิกคำ
เหตุการณ์น้ำท่วมแม้จะเป็นภัยธรรมชาติ แต่หากขาดการจัดการบริหารน้ำที่ดี ย่อมส่งผลกระทบตามมามากมายมหาศาล และผลจากการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศโลกที่ทำให้โลกร้อนขึ้น การเกิดภัยธรรมชาติจะยิ่งทวีความรุนแรงมากขึ้น การเผชิญปัญหาเหล่านี้จึงต้องพึ่งพาการเตือนภัยล่วงหน้าเพื่อให้ประชาชนและประเทศชาติได้รับผลกระทบน้อยที่สุด
สมิทธ ธรรมาสโรช ประธานกรรมการมูลนิธิเตือนภัยพิบัติแห่งชาติ กล่าวในเวที "สังเคราะห์บทเรียน : จากมหาอุทกภัย สู่ข้อเสนอการพัฒนาระบบจัดการภัยพิบัติ" จัดโดยสำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ ว่า รัฐต้องสนใจและใส่ใจในระบบเตือนภัย โดยต้องจัดให้มีการบริหารจัดการโดยผู้ที่มีความเชี่ยวชาญ อีกทั้งเครื่องมือเตือนภัยก็ต้องได้รับการปรับปรุงให้มีการแจ้งเตือนอย่างมีประสิทธิภาพ คือมีความต่อเนื่องและถูกต้องตามหลักวิชาการ
"ยกตัวอย่างกรณี ระบบเตือนภัยสินามิ ตัวระบบเตือนภัยที่สร้างขึ้นนั้นมีความถูกต้องตามหลักมาตรฐานสากล แต่เนื่องจากมีการเปลี่ยนแปลงผู้บริหารตามการเปลี่ยนแปลงของรัฐบาล โดยผู้บริหารที่เข้ามาทำงานไม่มีความรู้ความสามารถเพียงพอในการบริหารหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน ดังนั้นจึงเป็นเรื่องของรัฐที่จะต้องให้ความใส่ใจมากขึ้น"สมิทธระบุ
ไมตรี จงไกรจักร เครือข่ายบ้านน้ำเค็ม จ.พังงา ในฐานะผู้ประสบภัยรุ่นพี่ ถ่ายทอดมุมมองการช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมโดยการจัดตั้งศูนย์พักพิงชั่วคราวขึ้นในกรุงเทพฯ ว่า ได้เสนอให้มีการจัดการกันเอง แต่ก็ได้รับการปฏิเสธว่าทำไม่ได้ โดยให้เหตุผลว่าคนในศูนย์พักพิงยังไม่นิ่ง มีคนเข้าออกกว่า 3,000 คน ขณะเดียวกันก็มีการประกาศหาอาสาสมัครเพื่อเข้ามาช่วยเหลืองานด้านต่างๆ ในศูนย์พักพิงอีก
เขาสะท้อนความรู้สึกของผู้ที่ตกอยู่ในภาวะเป็นผู้ประสบภัยว่า คนที่มาอยู่ที่ศูนย์พักพิงเป็นเหมือนผู้ดีกึ่งผู้ป่วย ไม่ต้องทำงานอะไร ตื่นเช้า กินข้าว เข้านอน ผู้ประสบภัยในศูนย์พักพิงหลายคนจึงอยากกลับบ้านมากกว่า หลักการให้ความช่วยเหลือในศูนย์พักพิงจึงจะต้องช่วยให้ผู้ประสบภัยช่วยเหลือตัวเองได้ ช่วยเหลือผู้อื่นได้และช่วยให้พวกเขาสามารถอยู่ในพื้นที่เสี่ยงได้อย่างปลอดภัยในชีวิต ร่างกายและจิตใจ
ดังนั้น ในฐานะผู้ประสบภัยรุ่นพี่ จึงมีข้อเสนอที่ทำให้ทุกคนมีชีวิตรอดในภัยพิบัติคือ 1.รัฐต้องปล่อยให้มีการจัดการในระดับพื้นที่หรือตำบล อาจเป็นเรื่องงบประมาณ ซึ่งตามพ.ร.บ.ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย พ.ศ. 2550 มาตรา 21 ระบุให้ท้องถิ่นจะต้องเป็นผู้ประกาศภัยพิบัติ ต้องมีการดูแลทุกอย่างเอง 2.ศูนย์พักพิงแบบรวมศูนย์ไม่สามารถจัดการได้ เพราะเป็นคนไม่รู้จักกันมาอยู่ร่วมกัน ซึ่งต้องคำนึงถึงสัดส่วนของผู้หญิง ผู้ชาย รวมทั้งกลุ่มเปราะบางอีกหลายๆ กลุ่ม
3.ศูนย์พักพิงต้องมีทุกเขต ทุกชุมชน ทุกพื้นที่ ไม่ต้องไปอยู่ที่อื่นและต้องอยู่ให้ได้ 4. มาตรฐานการเตือนภัย ต้องรู้ว่าจะต้องเตือนเมื่อไหร่ ต้องมีการตกลงกันและต้องทำอย่างไรต่อไป เมื่อมีการเตือนภัยเกิดขึ้นแล้ว 5.ให้ความสำคัญกับการศึกษาเรื่องภัยพิบัติทุกๆ ประเภท โดยไม่แบ่งแยกพื้นที่ คือ ทุกคนจะต้องรู้ภัยพิบัติทุกประเภท รวมทั้งเรื่องการสื่อสารที่ต้องให้ข้อมูลโดยภาษาที่เข้าใจง่าย มีการเตือนภัยล่วงหน้าและจัดให้มีการซักซ้อมการเกิดเหตุการณ์ภัยพิบัติทุกปี
"ภัยพิบัติ คือ วัฏจักรความจนของคนไทย เพราะเมื่อมีภัยพิบัติมาก็กู้เงินมาฟื้นฟู ทำงานใช้หนี้ ครบปีภัยพิบัติก็กลับมาอีก อย่างไรก็ตามภัยพิบัติธรรมชาติสามารถฟื้นฟูได้ แต่สิ่งที่จะต้องระวังมากกว่าคือภัยพิบัติการพัฒนาอย่าง ภัยพิบัติ 3.5 แสนล้านบาทที่รัฐจะใช้แก้ไขปัญหาน้ำท่วมในลุ่มน้ำเจ้าพระยาที่จะเกิดขึ้น นอกจากนี้ระบบบัญชาการที่เอาไม่อยู่ เพราะจัดการไม่เป็น ไม่ได้รับการอบรม เพราะไม่ให้ความสนใจ และสิ่งที่สำคัญคือต้องมีปฏิทินภัยพิบัติควบคู่ไปกับปฏิทินชีวิต ต้องเพิ่มเติมให้มีการเรียนรู้ภัยพิบัติมากขึ้น เพื่อเตรียมรับมือกับสิ่งที่สามารถเกิดขึ้นได้เสมอ"ไมตรี กล่าว
ด้าน สุภาพร โพธิ์แก้ว อาจารย์คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า คำว่า “เกินคาด” เช่น “น้ำมาเร็วเกินคาด” “น้ำท่วมสูงเกินคาด”หรือ “น้ำอยู่นานเกินคาด” สามารถสะท้อนถึงปัญหาในการสื่อสารได้เป็นอย่างดี กลายเป็นเรื่องเกินคาดที่เกิดจากการรับรู้ข้อมูลหรือการสื่อสารที่ไม่เพียงพอหรืออาจอยู่ในระบบที่มีการตระหนักถึงปัญหาไม่เพียงพอด้วย จึงเป็นเรื่องที่เชื่อมโยงกับบทบาทหน้าที่สื่อ ที่มักเห็นว่านักข่าวเดินตามน้ำ รายงานสถานการณ์ตามหลังสิ่งที่เกิดขึ้นไปแล้ว ไม่สามารถประเมินได้ว่าเหตุการณ์ข้างหน้าจะเกิดอะไรขึ้น
“แต่การเดินตามน้ำก็สามารถนำไปสู่ข้อสงสัยและน่าจะนำไปสู่การเตือนภัยในวงกว้างได้ บทบาทหน้าที่ของสื่อมวลชนจึงน่าจะต้องเรียนรู้ หาข้อมูลทำความเข้าใจเกี่ยวกับภัยพิบัติก่อน และมีศูนย์ที่มีความพร้อมด้านข้อมูล เพื่อทำให้สังคมเข้าใจ เข้าถึงความรู้เกี่ยวกับภัยพิบัติ อย่างไรก็ตามวงการสื่อต้องให้ความสำคัญกับสื่อท้องถิ่นหรือสื่อชุมชนด้วย เพราะในแต่ละชุมชนก็มีเงื่อนไขที่ต่างกันไป จึงต้องมีการบูรณาการระหว่างข้อมูลฐานกว้างและข้อมูลจำเพาะ ซึ่งมีความสำคัญมากที่สุด เพื่อนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์มากที่สุดด้วย”
"การเข้าไปมีบทบาทในการกู้ชีพ เป็นสิ่งที่สะท้อนความล้มเหลวในการทำงานของบางหน่วยงานอย่างชัดเจน แต่การเข้าช่วยเหลือ อย่างเช่น การแจกถุงยังชีพจะเป็นการสร้างวัฒนธรรมการแจกของที่จะทำลายวัฒนธรรมการพึ่งตนเองที่หลายๆ ฝ่ายต้องการผลักดัน อีกทั้งยังเป็นการสร้างปัญหาและปมขัดแย้งกันในชุมชนอีกด้วย จึงน่าจะลดวัฒนธรรมการแจกของและสนับสนุนให้มีการพึ่งตนเองดีกว่า"สุภาพร กล่าว
อาจารย์นิเทศศาสตร์ จุฬาฯ ยังกล่าวอีกว่า บทบาทสื่อที่ทำหน้าที่ชี้ปัญหาเป็นเรื่องที่ดี แต่ต้องทำความเข้าใจอารมณ์ร่วมของสังคมต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นด้วย เพื่อไม่ให้การทำหน้าที่สื่อกลายเป็นชนวนความขัดแย้งเพิ่มขึ้นอีก และส่วนที่ต้องมีการเพิ่มเติมในการทำหน้าที่สื่อคือ การตรวจสอบระดับยุทธศาสตร์และการจัดการ
ทั้งนี้เชื่อว่า สังคมไทยติดกับมายาคติที่ว่า “รู้มากจะเกิดความโกลาหล ตื่นตระหนัก” แต่ที่จริงแล้วการรู้มากไม่เท่าการรู้ผิด ดังนั้นข้อมูลที่สื่อสารจึงต้องมีความถูกต้องและในภาวะวิกฤตก็ยิ่งต้องสร้างระบบเปิดของข่าวสารมากขึ้น อีกทั้ง การจัดการบริหารสถานการณ์ภัยพิบัติต้องมียุทธศาสตร์ที่เป็นเอกภาพ ต้องมีคนพูดเพียงคนเดียว การปฏิบัติการต้องมีการกระจาย ซึ่งทั้งสองส่วนนี้ต้องมีความเชื่อมโยงกัน และการบูรณาการทางการสื่อสารจะต้องเกิดขึ้น โดยมีเป้าหมายเพื่อนำไปสู่ความปลอดภัยและมั่นคงของสังคม
ด้าน พลเดช ปิ่นประทีป เลขาธิการสถาบันชุมชนท้องถิ่นพัฒนา ในฐานะประธานคณะทำงานวิชาการเฉพาะประเด็นการจัดการภัยพิบัติโดยชุมชนเป็นศูนย์กลาง กล่าวว่า ประเทศไทยมีแผนป้องกันภัยระดับชาติอยู่แล้ว แต่ยังไม่ครอบคลุม เห็นได้จากบททดสอบอุทกภัย 2554 ที่ผ่านมา จึงต้องทบทวนแผนกันใหม่ โดยแผนเดิมที่มีอยู่แล้วส่วนใหญ่เป็นการวางแผนโดยมีหน่วยงานรัฐเป็นศูนย์กลาง จึงต้องเพิ่มแผนให้มีการจัดการระดับท้องถิ่นเป็นศูนย์กลางเข้าไปด้วย
ทั้งนี้ ความเข้มแข็งของชุมชนสามารถต้องมีความพร้อมในการรับมือภัยพิบัติ กล่าวคือ 1.ชุมชนในพื้นที่เสี่ยงต้องรู้ว่าในพื้นที่ของตนมีความเสี่ยงอะไร จุดไหน โดยการระบุพื้นที่เสี่ยงต้องเป็นย่อยหรือระดับอำเภอและต้องบอกล่วงหน้า 2.อำเภอต้องเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์ในการจัดการ แต่ส่วนปฏิบัติการต้องอยู่ในระดับท้องถิ่น ตำบล
พลเดช ยังมีข้อเสนอเกี่ยวกับการสื่อสารไปยังคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ด้วยว่า ต้องมีการจัดสรรคลื่นโทรทัศน์หรือวิทยุให้เป็นคลื่นที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะเรื่องภัยพิบัติ เพื่อให้ประชาชนได้ทราบข้อมูลและเตรียมความพร้อมอยู่เสมอ และคลื่นที่ใช้ในการติดต่อสื่อสารจะต้องกระจายในทุกระดับเมื่อเกิดภาวะวิกฤตหรือต้องมีการประสานงานระหว่างคลื่นโทรศัพท์คือเมื่อสัญญาณล่มก็ต้องมีการจัดการให้สามารถใช้การได้ทุกเมื่อที่เกิดภาวะวิกฤต
สุดท้ายต้องมีระบบสนับสนุนทั้งทางนโยบายและงบประมาณต่างๆ เช่น สนับสนุนให้เกิดการจัดตั้งกองทุนพิบัติภัยชุมชน เพื่อนำมาสนับสนุนด้านงบประมาณอีกทางหนึ่ง โดยไม่กระทบกับงบประมาณหลัก ทั้งนี้ วิธีที่น่าจะทำได้คือ การออกระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีให้ตั้งหน่วยงานสนับสนุน เพื่อการขับเคลื่อนนโยบายต่างๆ







