
ผวาภัยธรรมชาติรุมยำซ้ำซาก คนนบพิตำ...ร้องรัฐแก้ปัญหายั่งยืน
จากเหตุการณ์ภัยพิบัติทางธรรมชาติครั้งร้ายแรงที่เกิดขึ้นเมื่อเดือน เม.ย. 2554 ในพื้นที่
โดย...ชัยรัตน์ พัชรไตรรัตน์
จากเหตุการณ์ภัยพิบัติทางธรรมชาติครั้งร้ายแรงที่เกิดขึ้นเมื่อเดือน เม.ย. 2554 ในพื้นที่ ต.กรุงชิง อ.นบพิตำ จ.นครศรีธรรมราช ใกล้บรรจบครบวาระ 1 ปี ซึ่งอุทกภัยครั้งนั้นส่งผลให้ชาวบ้านหลายร้อยคนต้องกลายเป็นผู้ไร้ที่อยู่อาศัยและสิ้นเนื้อประดาตัวไปในชั่วพริบตา บางรายอาจถึงขั้นเสียชีวิต ไม่ได้มีโอกาสกลับมาเห็นหน้าครอบครัว
วันนี้ชาวบ้านส่วนใหญ่กำลังปรับตัวและเริ่มต้นวิถีชีวิตใหม่ เพื่อต้อนรับเข้าสู่ศักราชแห่งปีมังกร ซึ่งทุกคนคิดว่าสถานการณ์เลวร้ายต่างๆ จะยุติลงไปกับปีที่ผ่านมา ทว่าก็เกิดเหตุซ้ำรอยขึ้น แม้ครั้งนี้จะโชคดีไม่มีผู้เสียชีวิตหรือสูญเสียเท่ากับครั้งที่ผ่านมา แต่มันยังเป็นแผลลึกในจิตใจของชาวบ้านที่ต้องเผชิญชะตากรรมต่อไป
ปรีชา ราชประดิษฐ กำนันหมู่ 6 ต.กรุงชิง เล่าถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นว่า ในช่วงคืนวันที่ 1 ม.ค. 2555 ได้มีฝนตกลงมาอย่างหนักต่อเนื่องเป็นเวลานาน ซึ่งตอนนั้นก็ได้นอนหลับอยู่ที่บ้าน กระทั่งเวลาประมาณ 21.00 น. จึงตัดสินใจตื่นและขับรถออกตรวจสอบพื้นที่ เพราะกังวลว่าฝนที่ตกหนักนั้นอาจทำให้มีน้ำป่าไหลหลากจนตัดสะพานขาด
แต่จากการตระเวนดูขณะนั้น พบว่ามีเพียงกระแสน้ำที่ไหลเชี่ยว แต่ไม่มากเท่าไรนัก เลยตัดสินใจขับรถข้ามสะพานแบริ่งออกไปด้านนอกเพื่อตระเวนดูต่อไป กระทั่งได้มีลูกบ้านโทรศัพท์เข้ามาแจ้งว่าสะพานกำลังจะขาด จึงรีบขับรถกลับมาดู ปรากฏว่าน้ำได้เพิ่มระดับอย่างรวดเร็ว บวกกับกระแสน้ำเชี่ยวมากขึ้น และไม่เกิน 10 นาที สะพานถูกน้ำพัดจนพังไปต่อหน้าต่อตา
จากนั้นจึงได้ประสานไปทาง อบต. เพื่อขอความช่วยเหลือ ซึ่ง อบต.เองก็ได้เตรียมพร้อมอย่างดี เพราะหลังจากรายงานไปไม่นานก็มาถึงที่เกิดเหตุ อย่างไรก็ดี ยอมรับว่าเหตุการณ์อุทกภัยครั้งนี้ไม่รุนแรงเท่ากับปี 2554 เพราะครั้งนั้นมีบ้านเรือนเสียหายหลายหลัง แต่ครั้งนี้เสียหายเฉพาะถนนที่ใช้สัญจรเข้าออกพื้นที่เท่านั้น
ทั้งนี้ อ.นบพิตำ มีหมู่บ้านทั้งหมด 13 หมู่บ้าน แต่ที่ได้รับความเสียหายและไม่สามารถเดินทางเข้าออกได้มีทั้งสิ้น 4 หมู่บ้าน ประกอบด้วย หมู่ 3, 6, 7, 8 ประมาณ 400 กว่าครัวเรือน หรือ 1,201 คน อย่างไรก็ตาม ทางจังหวัดได้เตรียมทำถนนอีกเส้นหนึ่ง ซึ่งอยู่ด้านหลังของหมู่บ้าน เพื่อใช้เป็นทางเลี่ยงหากเกิดอุทกภัยครั้งหน้า เพราะสามารถเชื่อมต่อไปยัง จ.สุราษฎร์ธานี ได้
สุพจน์ พันธะโชติ ชาวบ้านหมู่ 6 เจ้าของ “กรุงชิง ซีวิว รีสอร์ท” บอกว่า ตลอดเวลาที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ไม่ต่ำกว่า 10 ปี ยอมรับว่าไม่เคยเจอเหตุการณ์แบบนี้มาก่อน กระทั่งเมื่อปีที่ผ่านมา ทำให้ธุรกิจรีสอร์ตที่เปิดมากว่า 7 ปี ได้รับผลกระทบอย่างหนัก ห้องพักและต้นไม้ที่ปลูกไว้พังเสียหายเกือบหมด
ทั้งนี้ พื้นที่รีสอร์ตเคยมีทั้งหมด 7 ไร่ แต่ถูกน้ำพัดเสียหายไปกว่าไร่ครึ่ง อีกทั้งการชดเชยจากทางภาครัฐต่อความเสียหายครั้งที่แล้วยังไม่ถึง 20% ตามที่ควรจะได้รับ และจากเหตุการณ์น้ำท่วมครั้งที่แล้ว ทำให้แขกที่เคยเข้าพักลดลงอย่างเห็นได้ชัด เนื่องจากไม่มั่นใจกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น หากเทียบกับก่อนเกิดเหตุจะมีแขกเข้าพักทุกวัน โดยเฉพาะวันเสาร์-อาทิตย์ ไม่มีห้องว่างเลยด้วยซ้ำ
อย่างไรก็ดี ยืนยันว่าจะต่อสู้ต่อไป ไม่คิดย้ายออกไปไหน เพราะส่วนตัวเป็นคนที่ชอบธรรมชาติ จึงอยากอยู่กับธรรมชาติ ดังนั้น เมื่อสถานการณ์น้ำดีขึ้นจะพยายามค่อยๆ ปรับปรุงไปเรื่อยๆ จนดีเหมือนเดิม หรือใกล้เคียงเท่าเดิม นอกจากนี้ ยังกังวลว่าอนาคตจะเกิดเหตุการณ์ในลักษณะนี้มาอีก เลยอยากวิงวอนให้ทางรัฐบาล รวมถึงหน่วยงานท้องถิ่นที่เกี่ยวข้องหามาตรการป้องกันระยะยาว เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบต่อประชาชนในอนาคตต่อไป
อรวรรณ วรรณรัตน์ ชาวบ้านหมู่ 8 อ.นบพิตำ เล่าว่า เหตุการณ์อุกทกภัยครั้งนี้ไม่เทียบเท่ากับปี 2554 เพราะครั้งนั้นทำให้บ้านตัวเอง ซึ่งสร้างและอยู่มาไม่ต่ำกว่า 10 ปี ต้องพังเสียหายไปทั้งหลังกับกระแสน้ำที่ไหลบ่ามาจากภูเขา แต่ทุกวันนี้ได้มาซื้อที่ดินฝั่งตรงข้ามบ้านที่พังลงในราคาล็อกละ 3 หมื่นบาท เพื่อมาสร้างบ้านใหม่พร้อมกับครอบครัวของเพื่อนบ้านในละแวกเดียวกัน
อย่างไรก็ดี ก่อนหน้านี้ได้มีบริษัทเอกชนจะเข้ามารับเหมาก่อสร้างให้โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย แต่สุดท้ายกลับต้องควักเงินตัวเองในการสร้างบ้านใหม่ไปไม่ต่ำกว่า 1.5 แสนบาท ที่ฟรีก็มีเพียงอย่างเดียวคือกระเบื้องมุงหลังคาเท่านั้น นอกจากนี้ สวนยางพาราที่ปลูกไว้บนเขาก็ได้รับความเสียหายหมดจากเหตุการณ์ครั้งที่ผ่านมา
ทว่าครั้งนี้ไม่รู้ว่าจะเสียหายเท่าไหร่ เพราะยังไม่ได้ขึ้นไปดู เนื่องจากเส้นทางที่ใช้เดินทางเข้าไปยังสวนยางได้รับความเสียหายจากดินและหินที่ถล่มลงมาทับปิดเส้นทางหมด อย่างไรก็ดี บ้านหลังที่สร้างขึ้นก็ได้รับผลกระทบเช่นกัน โดยครัวที่สร้างต่อเติมออกมาถูกน้ำพัดหายไปหมด โชคดีที่สามารถเก็บเครื่องใช้ในครัวที่สำคัญออกมาได้หมด
อรวรรณ ยังบอกด้วยน้ำสียงที่กังวลว่า จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นติดต่อกัน 2 ปี ทำให้ประเมินว่าปีหน้าก็อาจจะเกิดขึ้นซ้ำ ดังนั้น จึงอยากให้ทางการหรือผู้ที่มีอำนาจที่เกี่ยวข้องเข้ามาจัดการกับปัญหาให้แล้วเสร็จเป็นการถาวร เพราะไม่รู้ว่าหากมีสถานการณ์แบบนี้ขึ้นมาอีก จะต้องย้ายไปอยู่ไหน หรือไปประกอบอาชีพอะไร
อีกทั้งเงินที่สะสมมาตลอดชีวิตจากการทำงาน ต้องหมดไปทุกครั้งเมื่อเกิดวิกฤตแบบนี้ ดังนั้น อยากย้ำให้ฝ่ายที่เกี่ยวข้องเข้ามาช่วยจัดการปัญหาต่างๆ ให้คลี่คลายโดยเร็ว







